รายงานวิเคราะห์ข่าวพลังงานรายสัปดาห์ (Weekly Digest) ประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2569 – 11 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 1:
รายงานสรุปสถานการณ์และทิศทางพลังงานรอบสัปดาห์:
- กฟผ. อนุมัติแผนลงทุนโครงข่ายและระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)
- กฟผ. จัดเตรียมงบประมาณลงทุน 78,072 ล้านบาท ช่วงปี 2570-2573 สำหรับ 6 โครงการหลัก โดยมุ่งเน้นการติดตั้งระบบ BESS ระดับโครงข่ายขนาด 1,595 เมกะวัตต์ (6,380 เมกะวัตต์-ชั่วโมง) ใน 4 สถานีไฟฟ้าแรงสูง ได้แก่ สมุทรสาคร 4, บางละมุง 2, ขอนแก่น 4 และชัยภูมิ 2 เพื่อรองรับเป้าหมายการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ และแก้ปัญหาความผันผวนของระบบไฟฟ้า
- การจัดทำเกณฑ์กำกับดูแลความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center
- สำนักงาน กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างระเบียบการขอรับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่กิจการ Data Center โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการยื่นแผนการใช้ไฟฟ้าตลอดอายุโครงการ รูปแบบสัญญา Direct PPA อัตรา Utility Green Tariff และมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
- กระทรวงมหาดไทยยกร่างกฎกระทรวงควบคุมอาคารที่ประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ 8 ประเภท คุมเข้มอาคารขนาดใหญ่ (50-200 เมกะวัตต์ขึ้นไป) ต้องผ่านการทบทวนแผนพลังงานระดับชาติ และตรวจสอบคอขวดระบบโครงข่ายไฟฟ้า
- การทบทวนและปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
- กกพ. และคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้า ดำเนินการเจรจาทบทวนสัญญา Adder และ FiT ของกลุ่ม SPP/VSPP ประเภท Non-Firm โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ที่มีราคารับซื้อเดิมสูงถึง 11 บาทต่อหน่วย ซึ่งล่าสุดมีเอกชนตอบรับปรับลดราคาระดับ 2.15 บาทต่อหน่วยเพียง 2-3% ส่งผลให้ สนพ. เตรียมจัดทำโครงสร้างราคารับซื้อใหม่แบบขั้นบันได (Step-down) เสนอต่อ กพช.
- ภาระหนี้สินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและแนวทางบริหารสภาพคล่อง
- สกนช. รายงานฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสะสมกว่า 98,942 ล้านบาท และมีแนวโน้มทะลุ 100,000 ล้านบาท จากการชดเชยราคาน้ำมันดีเซล ส่งผลให้กระทรวงพลังงานเตรียมมาตรการทยอยลดการชดเชย (Exit Strategy) เพื่อชะลอเงินไหลออกจาก 700 ล้านบาท เหลือ 375 ล้านบาทต่อวัน ควบคู่กับการพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชีวภาพ
- การบริหารความมั่นคงระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานช่วงภัยพิบัติ
- MEA เปิดศูนย์ปฏิบัติการควบคุมระบบไฟฟ้ารองรับการจัดประชุม IMF-World Bank 2026 พร้อมดำเนินมาตรการระงับการออกบิลค่าไฟสูงผิดปกติ 27,000 ราย ในพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่อตรวจสอบมิเตอร์จริงหลังน้ำลด
- กฟผ. บริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลัก โดยเฉพาะเขื่อนวชิราลงกรณที่มีปริมาณน้ำกักเก็บ 99% เพื่อรักษาระดับการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำควบคู่กับการควบคุมผลกระทบท้ายน้ำร่วมกับ สทนช.
ประเด็นข่าวที่ 2:
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์:
- ผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าและกลไกค่า Ft
- การทบทวนสัญญา Adder และ FiT เก่า หากสามารถปรับลดราคาลงมาสู่ระดับสะท้อนต้นทุนปัจจุบัน จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ลงได้ประมาณ 13-17 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งช่วยบรรเทาภาระค่าไฟฐานของภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
- การระงับการออกบิลค่าไฟผิดปกติ 27,000 รายของ MEA ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งติดตั้งระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (AMI) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคำนวณค่าไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ระหว่างเกิดภัยธรรมชาติ
- แรงกดดันต่อระบบส่งจากการเติบโตของ Data Center และ AI
- ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มสูงกว่า 20,000 เมกะวัตต์ (โดย BOI อนุมัติแล้ว 42 โครงการ คิดเป็นความต้องการไฟฟ้า 3,400 เมกะวัตต์) สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบส่งและกำลังผลิตไฟฟ้าฐาน หากไม่มีการแยกโครงสร้างอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Green Tariff) ที่ชัดเจน ต้นทุนการขยายสายส่งและโรงไฟฟ้าอาจถูกผลักภาระมายังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
- บทเรียนจากข้อพิพาทในสหรัฐฯ และฟินแลนด์ แสดงให้เห็นว่าการขยายตัวของ Data Center ไม่เพียงกระทบต่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้า (Grid Reliability) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงจากการแย่งชิงทรัพยากรน้ำหล่อเย็นในพื้นที่อุตสาหกรรม เช่น EEC
- เศรษฐศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition Economics)
- ปตท. ประเมินว่าการเร่งมุ่งสู่ Net Zero ที่เร็วเกินไปอาจสร้างต้นทุนสูงถึง 1-1.5% ของ GDP จากค่าใช้จ่ายในการยกระดับระบบโครงข่ายและระบบกักเก็บพลังงาน โดยเสนอให้ใช้ก๊าซธรรมชาติและ LNG เป็นเชื้อเพลิงเชื่อมผ่าน (Bridge Fuel) ควบคู่กับเทคโนโลยี CCS
- การลงทุน BESS ของ กฟผ. มูลค่า 67,790 ล้านบาท จะช่วยบรรเทาปัญหา Duck Curve จากพลังงานแสงอาทิตย์ และลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติได้ประมาณ 385 ล้านล้านบีทียู ซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพราคาค่าไฟในอนาคต แต่ภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบอัตราค่าบริการเสริมความมั่นคงระบบ (Ancillary Services) ให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นธรรม
- วิกฤตหนี้สินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและความเชื่อมโยงต่อเงินเฟ้อ
- ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบทะลุ 100,000 ล้านบาท บีบให้รัฐบาลต้องดำเนินกลยุทธ์ Exit Strategy ทยอยลดการอุดหนุนดีเซล ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น เนื่องจากหมวดพลังงานมีสัดส่วนกดดันอัตราเงินเฟ้อกว่า 60%
ประเด็นข่าวที่ 3:
การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ:
- หน่วยงานภาครัฐและผู้กำกับดูแล
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.): ผลักดันร่างเกณฑ์ใบอนุญาตจำหน่ายไฟสำหรับ Data Center และเร่งเจรจาปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบ Adder/FiT เพื่อลดภาระค่าไฟ
- กระทรวงมหาดไทย (กรมโยธาธิการและผังเมือง): ยกร่างกฎกระทรวงควบคุมอาคาร Data Center 8 ประเภท ควบคุมมาตรฐานห้องแบตเตอรี่ (ESS) และจุดเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า
- กระทรวงพลังงาน และ สกนช.: วางแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ พ.ศ. 2569-2572 เพื่อบริหารสภาพคล่องและทยอยถอยจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลแบบหว่านแห
- หน่วยงานรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): ขับเคลื่อนแผนลงทุน 7.8 หมื่นล้านบาท พัฒนาระบบ BESS และแพลตฟอร์ม VPP พร้อมบริหารจัดการน้ำเขื่อนวชิราลงกรณและส่งทีมวิศวกรฟื้นฟูระบบไฟฟ้าหลังน้ำท่วม
- การไฟฟ้านครหลวง (กฟน. หรือ MEA): เปิดศูนย์ปฏิบัติการควบคุมระบบไฟฟ้า คุมเข้มการจ่ายไฟช่วงประชุมระดับโลก ตรวจสอบบิลค่าไฟ 2.7 หมื่นราย และรายงานผลสำเร็จโครงการ TOU Plus ลดค่าไฟบ้านเรือนเฉลี่ย 14.25%
- ภาคเอกชนและผู้ประกอบการพลังงาน
- บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน): ชูยุทธศาสตร์ LNG Hub และ CCS พร้อมเตือนผลกระทบทางเศรษฐกิจหากเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดโดยขาดความพร้อมด้านโครงข่าย
- บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF: ปิดดีลระดมทุนหุ้นกู้ 20,000 ล้านบาท ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG กับ ADNOC ปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี และเสนอให้รัฐเลิกอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงแบบหว่านแหเพื่อปรับโครงสร้างสู่ระบบ Targeted Subsidy
- บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA: เตือนภาครัฐเร่งคลอดกฎเกณฑ์พลังงานและน้ำสำหรับ Data Center ป้องกันเงินทุนต่างชาติไหลออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
- ภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่น
- เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ: ออกแถลงการณ์ 10 จุดยืน คัดค้านร่างแผน PDP ฉบับใหม่ โดยเรียกร้องให้ลดสัดส่วนก๊าซธรรมชาติและสกัดการผูกขาดพลังงาน
- เครือข่ายภาคประชาชนและ EEC Watch: ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการผันน้ำคลองวังโตนดและการจัดสรรไฟฟ้า-น้ำ เพื่อป้อน Data Center ในพื้นที่ EEC ว่าอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและภาระค่าไฟของประชาชน
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ:
ประเด็นสำคัญที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมควรติดตามอย่างใกล้ชิด:
- การเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างเกณฑ์กำกับดูแล Data Center ของ กกพ.
- ติดตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นร่างระเบียบใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าให้ Data Center ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 เพื่อตรวจสอบว่ามีการกำหนดอัตรา Utility Green Tariff และการแยกต้นทุนสายส่งอย่างเป็นธรรมหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผลักภาระค่าโครงสร้างพื้นฐานมายังค่า Ft ของผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย
- การจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026)
- ติดตามสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ เทคโนโลยี BESS และพลังงานหมุนเวียนในร่างแผน PDP ฉบับใหม่ รวมถึงการเปิดเสรีสายส่งไฟฟ้าบุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) เพื่อประเมินผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า
- ความคืบหน้าการปรับโครงสร้างสัญญา Adder และ FiT
- จับตาผลสรุปการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Step-down) จาก สนพ. ที่จะเสนอต่อ กพช. ว่าจะสามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 13-17 สตางค์ต่อหน่วยได้จริงหรือไม่ และส่งผลให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างรัฐกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนหรือไม่
- การปรับลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลและแผนฟื้นฟูกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
- ติดตามกรอบเวลาการใช้มาตรการ Exit Strategy ของกระทรวงพลังงานในการทยอยลดการชดเชยราคาดีเซล ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ผลกระทบด้านทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมจากการลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ EEC
- ร่วมตรวจสอบกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และแผนจัดสรรน้ำต้นทุนจากโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เพื่อป้องกันผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำในภาคเกษตรกรรมจากการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมและ Data Center