รายงานวิเคราะห์ข่าวพลังงานรายสัปดาห์ (Weekly Digest) ประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2569 – 18 ตุลาคม 2569
บทสรุปผู้บริหาร
รายงานข่าวเชิงยุทธศาสตร์ประจำสัปดาห์ระบุถึงความเคลื่อนไหวสำคัญในภาคระบบไฟฟ้ากำลังและพลังงาน โดยมีประเด็นหลักดังนี้
• การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เดินหน้าขับเคลื่อนร่างแผน PDP 2026 โดยบรรจุโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ (PSH) จำนวน 3 โครงการ รวมกำลังการผลิต 2,480 เมกะวัตต์ ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ 800 เมกะวัตต์ เขื่อนวชิราลงกรณ 900 เมกะวัตต์ และเขื่อนกะทูน 780 เมกะวัตต์ เพื่อทำหน้าที่เป็นระบบกักเก็บพลังงานรองรับความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
• แผนรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ากลุ่ม Data Center ในพื้นที่ EEC ที่พุ่งสูงขึ้น โดย กฟผ. เตรียมสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 4,200 เมกะวัตต์ และลงทุนระบบส่ง 31,000 ล้านบาท ขณะที่ สนพ. อยู่ระหว่างพิจารณาต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ IPP เดิม เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าเนื่องจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานเครื่องกังหันก๊าซใหม่ที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างถึง 7 ปี
• การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ออกโรงเตือนปัญหาดีมานด์เทียมจากคำขอใช้ไฟฟ้า Data Center สูงถึง 38,000-40,000 เมกะวัตต์ พร้อมเสนอปรับเกณฑ์ให้เอกชนร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือวางหลักประกัน เพื่อป้องกันการลงทุนล้นระบบที่อาจกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน
• การบริหารจัดการน้ำและการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำของ กฟผ. บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ที่มีปริมาณน้ำกักเก็บสูงกว่า 96-98% ทำให้ต้องบริหารการระบายน้ำอย่างรัดกุมควบคู่กับการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง เพื่อลดความเสี่ยงอุทกภัยต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
• กรณีศึกษาต่างประเทศและบทเรียนเสถียรภาพระบบโครงข่าย โดยศรีลังกาประสบปัญหาไฟฟ้าดับทั่วประเทศจากกระแสไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ล้นระบบ ขณะที่บัลแกเรียเร่งขยายระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แตะ 5.7 กิกะวัตต์ เพื่อแก้ไขปัญหา Duck Curve
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบ
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า ราคาพลังงาน และเศรษฐศาสตร์พลังงาน มีรายละเอียดดังนี้
• ผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้ากำลัง (Grid Stability): การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของภาระโหลดไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ระบบโครงข่ายเผชิญความผันผวนอย่างหนัก กรณีไฟฟ้าดับทั่วประเทศในศรีลังกาชี้ชัดถึงความเสี่ยงจากพลังงานแสงอาทิตย์ล้นระบบ ทำให้การลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน ทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ (PSH) ของ กฟผ. ระบบ BESS และการพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงในการจ่ายไฟ
• ผลกระทบต่อโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าและค่า Ft: การลงทุนขยายสายส่งและโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อรองรับคำขอใช้ไฟปริมาณมหาศาลมีความเสี่ยงก่อให้เกิดปัญหากำลังผลิตสำรองล้นเกิน หากคำขอดังกล่าวเป็นดีมานด์เทียม ซึ่งต้นทุนการลงทุนและค่าความพร้อมจ่าย (AP) อาจถูกส่งผ่านเข้าสู่อัตราค่าไฟฟ้าฐานและค่า Ft ของภาคประชาชน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) และกลไก Direct PPA ที่สะท้อนต้นทุนจริงเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานเพื่อความเป็นธรรม
• มิติเศรษฐศาสตร์พลังงานและเป้าหมาย Net Zero: ทางเลือกระหว่างการยืดอายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเดิมกับการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนสะท้อนความขัดแย้งเชิงนโยบาย แม้การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นสะพานเชื่อมจะช่วยลดแรงกดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะสั้น แต่สร้างความท้าทายต่อพันธสัญญาการลดก๊าซเรือนกระจก ขณะที่การส่งเสริมระบบรีไซเคิลแบตเตอรี่และโซลาร์เซลล์ของภาครัฐจะช่วยควบคุมต้นทุนการจัดหาพลังงานสะอาดในระยะยาว
ความเคลื่อนไหวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การเคลื่อนไหวของหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญในรอบสัปดาห์ มีดังนี้
• หน่วยงานภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย:
1. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.): เดินหน้าจัดทำร่างแผน PDP 2026 โดยพิจารณาทางเลือกยืดอายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ IPP เดิม และบรรจุเป้าหมายนิวเคลียร์ SMR
2. กระทรวงอุตสาหกรรม และ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.): เร่งปรับปรุงกฎหมายกากอุตสาหกรรมเพื่อจัดตั้งนิคมรีไซเคิลซากโซลาร์-แบตเตอรี่ EV ต่อยอดสู่ระบบ ESS พร้อมบังคับใช้มาตรฐานควบคุมความปลอดภัยแผงโซลาร์เซลล์ในเดือนตุลาคม 2569
3. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.): กำหนดเกณฑ์บังคับ Data Center ในพื้นที่ EEC บำบัดและหมุนเวียนน้ำใช้ซ้ำไม่น้อยกว่า 25% เพื่อลดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกับภาคเกษตร
4. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.): เริ่มกระบวนการกำกับดูแลเชิงรุกรับการบรรจุเป้าหมาย SMR 9,000 เมกะวัตต์ ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า
• หน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า:
1. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): เสนอโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ 2,480 เมกะวัตต์ วางแผนลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ 4,200 เมกะวัตต์ และระบบส่ง 3.1 หมื่นล้านบาทใน EEC พร้อมบริหารการระบายน้ำเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ
2. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.): ส่งสัญญาณเตือนความเสี่ยงดีมานด์เทียม 4 หมื่นเมกะวัตต์ของ Data Center เสนอให้ผู้ประกอบการร่วมลงขันลงทุนระบบสายส่ง พร้อมชี้แจงกรณีถูกตรวจสอบโครงการโซลาร์ฟาร์มและ Smart Grid ใน EEC มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท
3. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.): ร่วมมือกับ กฟผ. และจิตอาสาฟื้นฟูระบบไฟฟ้าชุมชนหลังน้ำท่วม พร้อมประกาศแผนดับไฟเพื่อปรับปรุงเสถียรภาพระบบจำหน่ายในเขตเมืองหลวง
• ภาคเอกชนและนักลงทุน:
1. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.): เผยดัชนีเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นจากค่าไฟงวดปลายปีที่ปรับลดเหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย และเสนอภาครัฐหนุนโซลาร์เซลล์โรงงาน
2. บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน): ประกาศแผนลงทุน Data Center 300 เมกะวัตต์ โดยนำระบบ Smart Microgrid เข้ามาบริหารจัดการพลังงานสะอาด
3. บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน): เสนอปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานโดยยกเลิกการอุดหนุนแบบหว่านแห และเตือนภาครัฐไม่ให้ตั้งกฎเกณฑ์คุมเข้ม Data Center จนเสียโอกาสการแข่งขัน
4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน): แสดงข้อกังวลว่าการเร่งมุ่งสู่ Net Zero เร็วเกินไปอาจกระทบต่อ GDP และเสนอใช้ LNG เป็นสะพานเชื่อมพลังงานฐาน
• ภาคการเมืองและภาคประชาสังคม:
1. คณะกรรมาธิการการพลังงาน และ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร: ดำเนินการตรวจสอบความโปร่งใสโครงการโซลาร์ฟาร์มและ Smart Grid ใน EEC มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท กรณีไม่ผ่าน e-bidding
2. เครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ: จัดการชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้ปฏิรูปพลังงาน คัดค้านการลดสัดส่วนการผลิตไฟของ กฟผ. และตั้งข้อสังเกตเรื่องภาระสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเอกชน
3. ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก: แสดงความกังวลต่อการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ EEC
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
ภาคประชาสังคมและประชาชนทั่วไปควรติดตามประเด็นเชิงนโยบายและผลกระทบอย่างใกล้ชิดในประเด็นต่อไปนี้
• การเปิดรับฟังความคิดเห็นและบังคับใช้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026): ประชาชนควรติดตามสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง การบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) โครงการพลังน้ำสูบกลับ และการต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเดิม เนื่องจากทุกโครงการส่งผลผูกพันโดยตรงต่อโครงสร้างค่าความพร้อมจ่ายและอัตราค่าไฟฟ้าพื้นฐานในระยะยาว
• การจัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) และ Direct PPA: สังคมควรจับตาว่าการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าเข้มข้น เช่น Data Center มีการแยกต้นทุนโครงข่ายอย่างเป็นธรรมหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้การลงทุนขยายระบบส่งไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจกลายเป็นการผลักภาระต้นทุนแฝงมาสู่ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน
• ความโปร่งใสของโครงการพลังงานขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC: ประชาชนควรติดตามผลการตรวจสอบของ กมธ.การพลังงาน และ กมธ. ป.ป.ช. กรณีโครงการโซลาร์ฟาร์มและระบบ Smart Grid วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท เพื่อร่วมตรวจสอบธรรมาภิบาลและการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการจัดหาพลังงานของรัฐ
• นโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดภาคประชาชนและสิทธิประโยชน์ครัวเรือน: ติดตามเงื่อนไขการเปิดลงทะเบียนโครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่มีแผนขยายเวลารับซื้อไฟฟ้าเป็น 20 ปี ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย รวมถึงมาตรการความปลอดภัยและมาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์ของ สมอ. ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ เพื่อรักษาสิทธิและความปลอดภัยในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในที่อยู่อาศัย
• ความสมดุลในการจัดสรรทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าระดับพื้นที่: ชุมชนในเขตพัฒนาพิเศษและพื้นที่ลุ่มน้ำควรเฝ้าระวังผลกระทบจากการดึงทรัพยากรน้ำและกระแสไฟฟ้าไปใช้ในนิคมอุตสาหกรรมดิจิทัล ควบคู่กับการติดตามการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนหลักเพื่อความปลอดภัยด้านอุทกภัย