รายงานข่าวพลังงานสหรัฐฯ (USA Weekly) ประจำสัปดาห์ 03-Oct-2026 ถึง 09-Oct-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : Google จับมือ Constellation เพิ่มกำลังผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิม 890 เมกะวัตต์ ป้อนศูนย์ข้อมูล AI ในตลาด PJM
รายละเอียด:
- บริษัท Constellation Energy ผู้ดำเนินงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปีร่วมกับ Google เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า (Power Uprate) รวม 890 เมกะวัตต์ จากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เดิมจำนวน 11 เครื่อง ครอบคลุม 6 สถานีในรัฐอิลลินอยส์ เพนซิลเวเนีย และนิวเจอร์ซีย์ มูลค่าการลงทุนกว่า 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบระหว่างปี พ.ศ. 2571 ถึง 2575
- โครงการดังกล่าวใช้วิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ส่วนกัมมันตรังสี เช่น กังหันไอน้ำ เครื่องกำเนิดไอน้ำ และระบบควบคุมดิจิทัล ซึ่งนับเป็นทางเลือกที่รวดเร็วและประหยัดกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ท่ามกลางวิกฤตโหลดไฟฟ้าที่พุ่งสูงในโครงข่าย PJM Interconnection ทั้งยังสอดรับกับข้อเสนอ Bring Your Own New Capacity เพื่อไม่ให้เกิดภาระต้นทุนต่อผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย
ผลกระทบ:
- ช่วยคลายความตึงตัวของระบบไฟฟ้าในเขต PJM ซึ่งเผชิญราคาประมูลกำลังการผลิตพุ่งแตะเพดานสูงสุด โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวจากผู้ประกอบการเทคโนโลยีขนาดใหญ่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินในการอัปเกรดสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ
- สะท้อนบทเรียนสำคัญระดับสากลว่า การยกระดับประสิทธิภาพสินทรัพย์โรงไฟฟ้าคาร์บอนต่ำเดิมเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นถึงปานกลางที่มีความคุ้มค่าสูงสุดในการรองรับความต้องการไฟฟ้าแบบมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงจากศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ ก่อนที่เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMR) หรือโรงไฟฟ้าใหม่จะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์
ที่มา: Canary Media และ POWER Magazine วันที่ 7-8 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : ผู้กำกับดูแลและผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐฯ ร่วมถกประเด็นภาระต้นทุนโครงข่ายจากศูนย์ข้อมูล AI และกลไกคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้า
รายละเอียด:
- ในการประชุม Experience POWER ประจำปี คณะผู้บริหารระดับสูงจากสมาคมพลังงานหลัก ได้แก่ NRECA, LPPC และ CEBA พร้อมด้วยผู้พิพากษา Jehmal Hudson กรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงานรัฐเวอร์จิเนีย ได้ร่วมอภิปรายถึงผลกระทบจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้งบลงทุนด้านโครงข่ายระบบส่งและระบบจำหน่ายของสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในระยะเวลา 3 ปี
- ที่ประชุมและผู้กำกับดูแลเน้นย้ำถึงหลักการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ใครเป็นผู้จ่าย ใครแบกรับความเสี่ยง ใครเป็นผู้ตัดสินใจ และกรอบเวลาในการตัดสินใจ พร้อมเสนอให้ออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าขนาดใหญ่พิเศษที่กำหนดภาระผูกพันทางการเงินล่วงหน้า เช่น การประกันความต้องการใช้ไฟฟ้าขั้นต่ำ และค่าธรรมเนียมสมทบการก่อสร้างสายส่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโครงการที่ยกเลิกหรือสร้างไม่เสร็จ
ผลกระทบ:
- กิจการไฟฟ้าในสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับโครงสร้างสัญญาและอัตราค่าบริการให้เข้มงวดขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ต้องผูกพันสัญญาทางการเงินที่สอดคล้องกับขนาดการลงทุนทางกายภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดการผลักภาระต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานไปยังประชาชนทั่วไป
- ชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการโหลดขนาดใหญ่ต้องอาศัยการวางแผนแบบองค์รวมและการประสานงานล่วงหน้าข้ามหน่วยงาน ซึ่งเป็นบทเรียนโดยตรงต่อผู้กำหนดนโยบายพลังงานทั่วโลกในการรักษาสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลกับการควบคุมเสถียรภาพค่าไฟฟ้าและความเป็นธรรมในระบบ
ที่มา: POWER Magazine วันที่ 7-8 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : รัฐแคลิฟอร์เนียผ่านกฎหมายเร่งรัดการก่อสร้างสายส่ง พร้อมผลักดันโรงไฟฟ้าเสมือนลดแรงกดดันระบบไฟฟ้า
รายละเอียด:
- ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย Gavin Newsom ลงนามในกฎหมายปฏิรูปพลังงานหลายฉบับ โดยมีกฎหมาย AB 2493 ที่กำหนดให้คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสาธารณูปโภคแห่งแคลิฟอร์เนีย (CPUC) จัดตั้งผู้ตรวจการเพื่อติดตามและเร่งรัดความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสายส่งของสาธารณูปโภค หลังจากรายงานระบุว่าโครงการพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานกว่า 22 กิกะวัตต์ต้องเผชิญปัญหาความล่าช้าจากการขยายสายส่ง
- นอกจากนี้ รัฐยังได้ผ่านกฎหมาย SB 905 และ SB 913 เพื่อกำหนดเกณฑ์การใช้ประโยชน์โครงข่ายไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมวางแนวทางการประเมินมูลค่าโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) จากระบบแบตเตอรี่และอุปกรณ์อัจฉริยะตามบ้านเรือน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบและแข่งขันในตลาดความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้เทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ
ผลกระทบ:
- สร้างแรงกดดันเชิงกฎหมายให้สาธารณูปโภคต้องบริหารจัดการโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าอย่างโปร่งใสและตรงเวลา ลดระยะเวลาค้างท่อของการเชื่อมต่อพลังงานสะอาดเข้าสู่โครงข่ายหลักของรัฐ
- เปิดทางให้รูปแบบธุรกิจโรงไฟฟ้าเสมือนขยายตัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนสร้างสายส่งและโรงไฟฟ้ากำลังผลิตสำรองราคาสูง เป็นต้นแบบของการบริหารจัดการโหลดผ่านสินทรัพย์กระจายศูนย์เพื่อสนับสนุนเป้าหมายพลังงานสะอาดสุทธิเป็นศูนย์
ที่มา: Canary Media และ pv magazine USA วันที่ 2-7 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน 4 ชั่วโมงคุ้มค่ากว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ Peaker ทั่วโลก แต่สหรัฐฯ เผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีนำเข้า
รายละเอียด:
- รายงานวิเคราะห์ต้นทุนผลิตไฟฟ้าปรับเฉลี่ย (LCOE) ฉบับล่าสุดของ Wood Mackenzie ระบุว่า ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระยะเวลาจ่ายไฟ 4 ชั่วโมงมีต้นทุนต่ำกว่าโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซสำหรับรองรับช่วงความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Gas Peaker) ในตลาดพลังงาน 43 แห่งทั่วโลก จากการประเมินภาวะขาดแคลนกังหันก๊าซและความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง
- อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคอเมริกาเหนือมีทิศทางต้นทุนที่สวนทางกับตลาดโลกในระยะสั้น เนื่องจากการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากร การไต่สวนการทุ่มตลาด (AD/CVD) และข้อกำหนดแหล่งกำเนิดสินค้าในประเทศตามกฎหมายลดเงินเฟ้อ (IRA) ซึ่งส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ระบบกักเก็บพลังงานและแผงเซลล์แสงอาทิตย์ปรับตัวสูงขึ้น
ผลกระทบ:
- ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานในสหรัฐฯ ต้องแบกรับต้นทุนอุปกรณ์ที่สูงขึ้นและจำเป็นต้องเร่งปรับห่วงโซ่อุปทานไปสู่การผลิตภายในประเทศเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนในระยะสั้นยาวนานขึ้น
- สะท้อนว่าแม้เทคโนโลยีแบตเตอรี่จะมีความได้เปรียบทางเศรษฐศาสตร์อย่างชัดเจนในการทดแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิล แต่ข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกีดกันทางการค้าอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ชะลอความเร็วของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่โครงข่ายไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ
ที่มา: pv magazine USA วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : รัฐแมริแลนด์จัดซื้อระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่รอบแรก 440 เมกะวัตต์ บรรเทาความเสี่ยงราคาไฟฟ้าในตลาด PJM
รายละเอียด:
- คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสาธารณูปโภครัฐแมริแลนด์ (Maryland PSC) ประกาศคัดเลือกโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ขนาดจ่ายไฟ 4 ชั่วโมง จำนวน 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 440 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการ Chalk Point ขนาด 400 เมกะวัตต์ และโครงการ Jade Meadow III ขนาด 40 MW ซึ่งได้รับสัญญาเครดิตกำลังการผลิตอายุ 15 ปี ภายใต้กฎหมาย Next Generation Energy Act
- การจัดซื้อรอบแรกดังกล่าวได้กำลังผลิตต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 800 เมกะวัตต์ เนื่องจากมีผู้ยื่นข้อเสนอ 2 รายถอนตัว และอีกหนึ่งโครงการไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลกระทบด้านภาระค่าไฟฟ้า โดยโครงการที่ได้รับคัดเลือกมีกำหนดต้องเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ภายใน 24 เดือนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากราคาตลาดกำลังการผลิตของ PJM ที่พุ่งสูง
ผลกระทบ:
- การนำระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่มาติดตั้งในพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมและเหมืองถ่านหินที่ได้รับการฟื้นฟู ช่วยเพิ่มเสถียรภาพระบบไฟฟ้าท้องถิ่นและสร้างเสถียรภาพรายได้ระยะยาวนอกเหนือจากกลไกตลาดปกติของ PJM
- ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการแข่งขันและข้อจำกัดของผู้พัฒนาโครงการในการจัดหาอุปกรณ์และเงินลงทุน ซึ่งส่งผลให้การเปิดประมูลจัดหากำลังผลิตสำรองคาร์บอนต่ำในระดับมลรัฐอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
ที่มา: pv magazine USA วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ อัดฉีดงบประมาณพัฒนาโครงข่ายสายส่งความมั่นคงสูงในอลาสกาและแนวเชื่อมต่อมอนแทนา-ไวโอมิง
รายละเอียด:
- กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ประกาศสนับสนุนงบประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้กฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ (DPA) เพื่อร่วมทุนในโครงการสายส่ง Beluga-Healy รัฐอลาสกา ระยะทาง 223 ไมล์ รวมมูลค่า 418 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างเส้นทางส่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูงเส้นที่สองเชื่อมระหว่างเขตประชากรตอนกลางและฐานทัพทหารหลัก
- ในเวลาเดียวกัน DOE ได้คัดเลือกโครงการปรับปรุงโครงข่ายระหว่างรัฐมอนแทนาและไวโอมิงภายใต้โครงการ SPARK โดยร่วมมือกับ NorthWestern Energy และ Smart Wires เพื่อนำเทคโนโลยีควบคุมการไหลของกำลังไฟฟ้าขั้นสูง (Power Flow Control) และการประเมินพิกัดสายส่งแบบพลวัต (Dynamic Line Rating) มาติดตั้งบนสายส่งเดิมโดยไม่ต้องก่อสร้างแนวสายส่งใหม่
ผลกระทบ:
- ยกระดับความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการส่งผ่านกำลังไฟฟ้าของโครงข่ายเดิมอย่างรวดเร็วโดยประหยัดงบประมาณและเวลาในการขอใบอนุญาต
- ชี้ให้เห็นแนวทางใหม่สำหรับกิจการไฟฟ้าในการใช้เทคโนโลยีโครงข่ายขั้นสูง (Grid-Enhancing Technologies) เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยไม่ต้องพึ่งพาการก่อสร้างสายส่งใหม่เพียงอย่างเดียว
ที่มา: T&D World วันที่ 5-7 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : รายงานวิจัยเบิร์กลีย์ชี้โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ระดับระบบจำหน่ายเผชิญคิวรอเชื่อมต่อโครงข่ายนานถึง 4 ปี
รายละเอียด:
- รายงานวิเคราะห์ของ Lawrence Berkeley National Laboratory จากการสำรวจคำขอเชื่อมต่อโครงข่ายกว่า 2.7 ล้านรายการ ครอบคลุม 188 สาธารณูปโภคใน 24 รัฐ พบว่าโครงการโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กในบ้านเรือน (ต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์) ใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 2 เดือนในการได้รับอนุญาตให้จ่ายไฟฟ้า (PTO)
- ในทางตรงกันข้าม โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ระดับพาณิชย์และอุตสาหกรรมขนาด 1 ถึง 5 เมกะวัตต์บนระบบจำหน่าย ต้องเผชิญระยะเวลาเฉลี่ยในการรอคอยยาวนานถึง 45 เดือน หรือเกือบ 4 ปี โดยพบว่าโครงการที่มีขนาดเกิน 100 กิโลวัตต์ มากถึง 76% ยังคงค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณาและไม่ได้รับใบอนุญาตเดินเครื่อง
ผลกระทบ:
- ความล่าช้าและต้นทุนการอัปเกรดระบบจำหน่ายที่คาดเดาได้ยากกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการลงทุนติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานระดับชุมชนและธุรกิจพาณิชย์ ส่งผลให้การขยายตัวของพลังงานสะอาดชะลอตัวลง
- สะท้อนบทเรียนสำคัญต่อการกำกับดูแลระบบจำหน่ายไฟฟ้าว่า นอกเหนือจากวิกฤตคิวเชื่อมต่อในระดับสายส่งแรงสูงแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องปฏิรูปมาตรฐานขั้นตอนและข้อมูลการเชื่อมต่อในระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้มีความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
ที่มา: pv magazine USA วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- Tesla เปิดตัวระบบจ่ายไฟสองทิศทาง Powershare ในรถยนต์รุ่น Model 3 และ Y เพื่อสำรองไฟฟ้าให้บ้านพักอาศัยยามฉุกเฉิน แต่ยังจำกัดสิทธิการจ่ายไฟย้อนกลับสู่โครงข่ายไฟฟ้าหลัก
- คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงานรัฐนิวยอร์กอนุมัติโครงการนำร่องติดตั้งอุปกรณ์ต่อมิเตอร์ไฟฟ้าแบบลดขั้นตอน เพื่อช่วยลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อระบบโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า
- รัฐเวอร์จิเนียเผยแพร่แผนแม่บทพลังงานฉบับใหม่ มุ่งใช้การเติบโตของศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์เป็นแหล่งระดมทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดตามเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593
- บริษัทร่วมทุนแคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี พัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์อินทรีย์กึ่งโปร่งแสงที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 12% มุ่งเป้าจำหน่ายเชิงพาณิชย์สำหรับกระจกอาคารผลิตไฟฟ้าและโรงเรือนการเกษตรในปี พ.ศ. 2571
- สมาคมอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ผลักดันแผนที่นำทางระบบนิเวศการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและสร้างความเข้มแข็งตลอดห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำถึงปลายน้ำ