ประเด็นข่าวที่ 1 : PJM เร่งรัดการประมูลจัดหาไฟฟ้าสำรอง (Backstop Auction) ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการจัดสรรต้นทุนที่เกิดจาก Data Center
รายละเอียด:
- คณะกรรมการของ PJM Interconnection ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ประกาศแผนที่จะเร่งรัดการจัดประมูลจัดหาไฟฟ้าสำรอง (Backstop Reliability Auction) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก Data Center โดยจะจัดขึ้นในเดือนกันยายน แทนที่จะเป็นเดือนมีนาคมตามที่เสนอไว้เดิม
- PJM เรียกร้องให้รัฐสมาชิกเริ่มพัฒนากลไกและกฎระเบียบโดยทันที เพื่อให้แน่ใจว่าต้นทุนที่เกิดจากการจัดหาไฟฟ้าเพิ่มเติมนี้จะถูกจัดสรรไปยังกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่ (Data Center) อย่างเหมาะสม และไม่ผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ารายเดิม เช่น ภาคที่อยู่อาศัย
- การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นาง Laura Swett ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแห่งชาติ (FERC) ได้แสดงความกังวลและวิพากษ์วิจารณ์แผนการเดิมของ PJM ว่าล่าช้าเกินไป และอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้าในระยะสั้น
ผลกระทบ:
ประเด็นนี้สะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของอุตสาหกรรมไฟฟ้าสหรัฐฯ ในปัจจุบัน คือการรับมือกับโหลดขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่เคยปรากฏมาก่อนจากอุตสาหกรรม AI และ Data Center การเร่งประมูลของ PJM เป็นการยอมรับถึงความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่ใกล้เข้ามา แต่ก็สร้างโจทย์ใหญ่ในด้านการออกแบบตลาดและการจัดสรรต้นทุน (Cost Allocation) ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดไฟฟ้าที่มีการแข่งขัน
ความท้าทายในการออกแบบกลไกเพื่อจัดสรรต้นทุนการอัปเกรดระบบโครงข่ายและกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ให้ตกอยู่กับผู้ที่ก่อให้เกิดต้นทุน (Cost Causator) โดยตรง เช่น Data Center เป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ตลาดไฟฟ้าอื่นๆ ทั่วโลกต้องเผชิญ หากไม่มีการออกแบบนโยบายและอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม Utility และผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยอาจต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลจากการลงทุนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งด้านนโยบายและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา:
Utility Dive, 21 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : NERC ชี้ความล่าช้าในการเชื่อมต่อ Data Center สร้างความซับซ้อนในการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบ
รายละเอียด:
- North American Electric Reliability Corp. (NERC) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในอเมริกาเหนือ เปิดเผยรายงานประเมินความพร้อมของระบบไฟฟ้าสำหรับฤดูร้อน (Summer Assessment) ประจำปี โดยระบุว่าแม้ภาพรวมระบบไฟฟ้าของสหรัฐฯ จะมีความพร้อมจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 58 GW แต่ความไม่แน่นอนในการเชื่อมต่อ Data Center กำลังกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าทำได้ยากขึ้น
- รายงานระบุว่าอัตราการเติบโตของความต้องการไฟฟ้ายังคงเพิ่มสูงขึ้น แต่ความล่าช้าและไม่แน่นอนของโครงการ Data Center ที่จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบ ทำให้ผู้ดำเนินการระบบโครงข่าย (Grid Operator) เช่น ERCOT ในเท็กซัส ต้องปรับลดการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในระยะสั้นลง เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
- NERC ยังเตือนถึงความเสี่ยงใหม่ที่เกิดจาก Data Center คือการลดโหลดหรือตัดการเชื่อมต่ออย่างกะทันหัน (Sudden Load Reduction) ซึ่งอาจสร้างความท้าทายต่อการปฏิบัติการและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน และได้มีการออกประกาศเตือนระดับ 3 (Level 3 Alert) เพื่อให้มีการดำเนินการที่จำเป็น
ผลกระทบ:
รายงานของ NERC ตอกย้ำว่าปัญหา Data Center ไม่ได้มีเพียงมิติของปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่สูงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมิติของความไม่แน่นอนและความผันผวนของโหลดด้วย การพยากรณ์โหลดที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่การวางแผนกำลังการผลิตสำรองที่ไม่เพียงพอ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดับในสภาวะสุดขั้ว
ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนากลไกการประสานงานที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างผู้พัฒนาระบบไฟฟ้า, Utility และผู้ประกอบการ Data Center นอกจากนี้ยังเป็นแรงผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีการพยากรณ์ขั้นสูง (Advanced Forecasting) และการบริหารจัดการโหลด (Load Management) มาใช้ เพื่อให้ผู้ดำเนินการระบบสามารถมองเห็นและควบคุมโหลดขนาดใหญ่เหล่านี้ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Grid Modernization
ที่มา:
Utility Dive, 21 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : กรรมการ FERC แสดงทัศนะต่อกรณี PJM โดยระบุว่ายังไม่พิจารณาถึงการแยกโครงสร้างองค์กร
รายละเอียด:
- นาง Judy Chang หนึ่งในคณะกรรมการของ FERC ได้ให้สัมภาษณ์กับ Utility Dive เพื่อแสดงมุมมองที่แตกต่างจากความคิดเห็นล่าสุดของประธาน FERC นาง Laura Swett ที่กล่าวว่า PJM อาจมีขนาด “ใหญ่เกินกว่าจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Too big to function)”
- นาง Chang ระบุว่า “ดิฉันยังไม่ได้คิดถึงเรื่องการแยกองค์กร (Breaking up) ของ PJM” โดยมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลมาจากการที่การออกแบบตลาดเดิมไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น ปัญหาซัพพลายเชน คิวการเชื่อมต่อระบบ (Interconnection Queue) และข้อจำกัดของสายส่ง มากกว่าจะเป็นปัญหาจากขนาดขององค์กรโดยตรง
- เธอมองว่านี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดจะต้องวิวัฒนาการไปสู่รูปแบบใหม่ และชี้ว่า PJM เองก็กำลังพิจารณาแนวทางการปฏิรูปตลาดเพื่ออนาคต ดังที่ปรากฏใน White Paper ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม โดยประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือระดับความเสี่ยงด้านราคาตลาดที่รัฐต่างๆ ต้องการให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ของตนต้องเผชิญ
ผลกระทบ:
ความเห็นที่แตกต่างกันภายในบอร์ดของ FERC สะท้อนให้เห็นถึงการถกเถียงเชิงนโยบายในระดับสูงเกี่ยวกับอนาคตของตลาดไฟฟ้าแบบ RTO/ISO ในสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเพิ่มขึ้นของโหลดใหม่ๆ ทัศนะของนาง Chang ที่เน้นการปฏิรูปตลาด (Market Evolution) แทนการปฏิรูปโครงสร้าง (Structural Breakup) เป็นแนวทางที่พยายามรักษาเสถียรภาพของตลาดเดิมไว้ แต่ก็ต้องเผชิญกับคำถามว่าจะสามารถปฏิรูปได้ทันต่อความท้าทายหรือไม่
ประเด็นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายพลังงานทั่วโลกว่า โครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตอาจไม่สามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้เสมอไป การปรับปรุงกฎเกณฑ์ตลาดให้มีความยืดหยุ่น การส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐต่างๆ ภายในตลาดภูมิภาค เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาความมั่นคงและประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าในยุค Net Zero
ที่มา:
Utility Dive, 21 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : สหรัฐฯ ติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานสถิติใหม่ 9.7 GWh ในไตรมาสแรกของปี สะท้อนการเติบโตแบบก้าวกระโดด
รายละเอียด:
- รายงาน U.S. Energy Storage Market Outlook Q2 2026 โดย Solar Energy Industries Association (SEIA) และ Benchmark Mineral Intelligence ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 สหรัฐฯ มีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานใหม่ถึง 9.7 GWh ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาสแรก และเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
- การเติบโตส่วนใหญ่ยังคงมาจากโครงการขนาดใหญ่ระดับสาธารณูปโภค (Utility-Scale) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 7.8 GWh ของการติดตั้งทั้งหมด ขณะที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม (C&I) ติดตั้ง 648 MWh และภาคที่อยู่อาศัย (Residential) ติดตั้ง 515 MWh
- รายงานยังชี้ถึงแนวโน้มที่น่าสนใจ 5 ประการ ได้แก่ 1) ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก 2) การเติบโตอย่างรวดเร็วในรัฐที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน (Red States) 3) ต้นทุนระบบ BESS ลดลงอย่างมากถึง 55% ตั้งแต่ปี 2565 4) โครงการ BESS แบบเดี่ยว (Standalone) มีสัดส่วนมากกว่าโครงการแบบผสมผสาน (Solar-plus-Storage) เป็นครั้งแรก (51%) และ 5) การผลิตแบตเตอรี่ในประเทศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบ:
ข้อมูลนี้ยืนยันว่าระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ได้กลายเป็นองค์ประกอบหลักที่ขาดไม่ได้ในระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ของสหรัฐฯ การเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นผลมาจากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งแรงจูงใจทางภาษี (ITC) ต้นทุนที่ลดลง และความจำเป็นในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนผันผวนเพิ่มขึ้น
การที่โครงการ Standalone BESS มีสัดส่วนแซงหน้าโครงการ Solar-plus-Storage เป็นครั้งแรก ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมองเห็นคุณค่าของ BESS ในการให้บริการเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) และการทำ Arbitrage ในตลาดไฟฟ้าได้อย่างชัดเจนมากขึ้น รูปแบบธุรกิจของ BESS จึงมีความหลากหลายและซับซ้อนกว่าการเป็นเพียงส่วนเสริมของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสัญญาณของตลาดที่กำลังเติบโตเต็มที่
ที่มา:
pv magazine USA, 21 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : รัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ เผชิญปัญหากฎระเบียบการเชื่อมต่อระบบโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงานที่ล้าสมัย
รายละเอียด:
- รายงาน “Freeing the Grid” ซึ่งจัดทำร่วมกันโดย Interstate Renewable Energy Council (IREC) และ Vote Solar ได้ประเมินและให้คะแนนกฎระเบียบการเชื่อมต่อระบบผลิตพลังงานแบบกระจายตัว (DER Interconnection) ของแต่ละรัฐในสหรัฐฯ พบว่ารัฐส่วนใหญ่ยังคงใช้กฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการติดตั้งโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน
- มีเพียงรัฐนิวเม็กซิโกเท่านั้นที่ได้เกรด “A” ในขณะที่ 13 รัฐได้เกรด “F” เนื่องจากไม่มีกระบวนการเชื่อมต่อที่เป็นมาตรฐานระดับรัฐ ปัญหาหลักที่พบคือการประเมินผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าโดยใช้กำลังการผลิตตามป้ายพิกัด (Nameplate Capacity) แทนที่จะเป็นกำลังการผลิตส่งออกจริง (Export Capacity) ซึ่งทำให้โครงการ Solar-plus-Storage ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการอัปเกรดระบบโดยไม่จำเป็น
- รายงานได้เสนอแนวทางแก้ไขหลายประการตามกรอบการทำงานของโครงการ BATRIES (Building a Technically Reliable Interconnection Evolution for Storage) เช่น การกำหนดนิยามของ Export Capacity อย่างเป็นทางการ, การปรับปรุงเกณฑ์การคัดกรองแบบเร่งด่วน (Fast-track), การกำหนดเพดานค่าธรรมเนียม และการอนุญาตให้ผู้พัฒนาสามารถปรับเปลี่ยนการออกแบบระบบในระหว่างกระบวนการพิจารณาได้
ผลกระทบ:
ปัญหาคอขวดในกระบวนการ Interconnection เป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในปัจจุบัน รายงานนี้ชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคไม่ได้มาจากเทคโนโลยีหรือการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากกรอบกติกาที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง การที่รัฐส่วนใหญ่ยังคงล้าหลังในการปรับปรุงกฎระเบียบเหล่านี้หมายความว่าโครงการพลังงานสะอาดจำนวนมากต้องเผชิญกับความล่าช้าและต้นทุนที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
การเปลี่ยนมุมมองจากการประเมินด้วย Nameplate Capacity ไปสู่ Export Capacity ที่สามารถควบคุมได้ด้วยซอฟต์แวร์ Power Control Systems (PCS) เป็นแนวทางที่สำคัญอย่างยิ่งในการปลดล็อกศักยภาพของระบบ Solar-plus-Storage และ VPPs นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับคำขอเชื่อมต่อ DER ที่เพิ่มขึ้น ว่าการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดขึ้นได้จริง
ที่มา:
pv magazine USA, 21 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : ผู้พัฒนาโครงการ BESS ในสหรัฐฯ ชี้การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและการสื่อสารด้านความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ
รายละเอียด:
- ในงานสัมมนาที่จัดโดย Wood Mackenzie ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐฯ เช่น DTE Energy, Key Capture Energy, Pattern Energy และ esVolta ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการรับมือกับการต่อต้านจากชุมชนและการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS)
- ผู้ร่วมเสวนาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าถึงและให้ข้อมูลกับชุมชนตั้งแต่เนิ่นๆ (Early Engagement) ก่อนที่จะยื่นขอใบอนุญาต โดยต้องพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ตั้งแต่หน่วยงานดับเพลิง ผู้นำท้องถิ่น ไปจนถึงประชาชนทั่วไป
- ประเด็นหลักที่ชุมชนกังวลคือความปลอดภัยจากอัคคีภัย อย่างไรก็ตาม การมีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับอย่าง NFPA 855 และ UL 9540A ทำให้การอธิบายและสร้างความเชื่อมั่นทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การเสนอให้ชุมชนจ้างผู้เชี่ยวชาญอิสระโดยที่ผู้พัฒนาเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี
ผลกระทบ:
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาโครงการพลังงานขนาดใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยทางสังคม (Social License to Operate) กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการ การลงทุนเวลาและทรัพยากรเพื่อสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับชุมชนจึงไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงของโครงการ
บทเรียนจากสหรัฐฯ คือผู้พัฒนาโครงการต้องมีความเชี่ยวชาญรอบด้าน ไม่ใช่แค่ด้านวิศวกรรมและการเงิน แต่ยังต้องสามารถสื่อสารประเด็นที่ซับซ้อน เช่น ความปลอดภัยของแบตเตอรี่ ผลกระทบด้านเสียงและแสง ให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย การสร้างมาตรฐานการสื่อสารและกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาโครงการตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความขัดแย้งและเร่งรัดให้โครงการพลังงานสะอาดเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
ที่มา:
Energy Storage News, 21 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : Hull Street Energy เข้าซื้อกิจการ FirstLight USA สะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของสินทรัพย์กักเก็บพลังงานระยะยาว
รายละเอียด:
- Hull Street Energy บริษัทลงทุนที่เน้นด้านพลังงาน ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการ FirstLight USA ซึ่งเป็นเจ้าของพอร์ตโฟลิโอสินทรัพย์พลังงานสะอาดเกือบ 1,400 MW ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ
- สินทรัพย์สำคัญในดีลนี้คือโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydro) Northfield Mountain ขนาด 1,168 MW ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้ากักเก็บพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนิวอิงแลนด์ นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำอีก 14 แห่ง และโครงการโซลาร์และแบตเตอรี่ที่เปิดดำเนินการแล้วอีก 3 แห่ง
- Sarah Wright ผู้ก่อตั้ง Hull Street Energy กล่าวว่าการคงอยู่และการปรับปรุงประสิทธิภาพของสินทรัพย์พลังงานสะอาดที่จ่ายไฟได้ต่อเนื่องและยาวนาน (Clean, Firm, Long-duration Resources) เช่น Northfield Mountain มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภูมิภาค
ผลกระทบ:
การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เน้นย้ำถึงแนวโน้มที่สำคัญในตลาดยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน คือการให้มูลค่าที่สูงขึ้นอย่างมากต่อสินทรัพย์ที่สามารถกักเก็บพลังงานได้เป็นระยะเวลานาน (Long-Duration Energy Storage – LDES) โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับซึ่งเป็นเทคโนโลยี LDES ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสมดุลให้กับระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนผันผวนในสัดส่วนที่สูงขึ้น
การลงทุนของบริษัทเอกชนอย่าง Hull Street Energy ในสินทรัพย์ประเภทนี้ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้จากบริการเสริมความมั่นคงต่างๆ ที่ LDES สามารถมอบให้กับระบบไฟฟ้าได้ นอกเหนือจากการซื้อขายพลังงานเพียงอย่างเดียว สิ่งนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยี LDES ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการของกริดที่เปลี่ยนแปลงไป
ที่มา:
pv magazine USA, 21 พฤษภาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- Sunraycer Renewables ปิดดีลเงินทุน 901 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการ Solar-plus-BESS ขนาดใหญ่ 3 แห่งในรัฐเท็กซัส สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อโครงการพลังงานผสมผสานในตลาด ERCOT
- ผู้ว่าการรัฐตะวันตกของสหรัฐฯ 4 รัฐ (Arizona, Colorado, New Mexico, Utah) ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม Mountain West Geothermal Consortium เพื่อเร่งรัดการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่มั่นคง
- Pennsylvania Public Utility Commission (PUC) ได้เผยแพร่กรอบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าต้นแบบ (model tariff) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ (Large-Load) ซึ่งเป็นแนวทางให้ Utility ผลักภาระต้นทุนการอัปเกรดระบบโครงข่ายไปยังผู้ใช้ไฟรายใหม่ที่เป็นต้นเหตุโดยตรง
- Enbridge และ Meta ประกาศความร่วมมือสร้างโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 365 MW พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน 200 MW/1,600 MWh ในรัฐไวโอมิง เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับ Data Center ของ Meta โดยตรง
- ซอฟต์แวร์ Texture ระดมทุน Series A ได้ 12.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็น “ระบบปฏิบัติการ” สำหรับ Utility ในการรวบรวมข้อมูลจากทุกอุปกรณ์บนโครงข่ายแบบเรียลไทม์ เพื่อจัดการความซับซ้อนของกริดสมัยใหม่
