ประเด็นข่าวที่ 1 : Grenergy ประกาศแผนลงทุนระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดใหญ่ 1.5 GWh ในสเปน
รายละเอียด:
- บริษัท Grenergy ได้บรรลุข้อตกลงกับ Contemporary Amperex Technology (CATL) เพื่อจัดหาแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) รุ่น TENER S สำหรับโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดกำลังการผลิตรวม 1.5 GWh ในประเทศสเปน
- โครงการประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ โครงการ Oviedo ขนาด 700 MWh ซึ่งเป็นโครงการ BESS แบบติดตั้งเดี่ยว (Stand-alone) และโครงการ Escuderos ขนาด 800 MWh ซึ่งเป็นโครงการแบบผสมผสาน (Hybrid) ที่จะติดตั้งร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 200 MW
- โครงการ Oviedo คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2570 และมีสัญญาทางการเงินในรูปแบบ Tolling Agreement ระยะยาว 10 ปี ในขณะที่โครงการ BESS ที่ Escuderos คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปีนี้และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2570
ผลกระทบ:
– การลงทุนขนาดใหญ่นี้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดระบบกักเก็บพลังงานในสเปน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่ขยายตัวเร็วที่สุดในยุโรป และตอกย้ำบทบาทสำคัญของ BESS ในการสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าที่ต้องพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงขึ้น
– การเลือกใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ LFP จาก CATL ซึ่งเป็นผู้นำตลาดระดับโลก ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ (Utility-scale) นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณการขยายธุรกิจของ Grenergy ในตลาดยุโรป โดยบริษัทมีโครงการ BESS ในแผนพัฒนารวมกว่า 30 GWh ทั่วยุโรป ทั้งในเยอรมนี อิตาลี และสหราชอาณาจักร
ที่มา:
Power Technology, 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมปฏิรูปกฎหมายผังเมืองเพื่อเร่งรัดโครงการพลังงานสะอาดและโครงข่ายไฟฟ้า
รายละเอียด:
- นาง Rachel Reeves รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักร เตรียมประกาศมาตรการปฏิรูปกระบวนการวางแผน (Planning reforms) เพื่อเร่งรัดการอนุมัติโครงการพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานของระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่สำคัญ
- การปฏิรูปนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดทอนการใช้กระบวนการทบทวนโดยศาล (Judicial reviews) ซึ่งมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการคัดค้านและทำให้โครงการต่างๆ เช่น โครงการเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ฟาร์มกังหันลม และโซลาร์ฟาร์มเกิดความล่าช้า
- กระทรวงการคลังระบุว่าการปฏิรูปดังกล่าวจะช่วยป้องกันการคัดค้านทางกฎหมายที่ไม่มีมูล (spurious) และจะให้อำนาจแก่สมาชิกรัฐสภาในการอนุมัติโครงการพลังงานที่สำคัญในระดับประเทศได้โดยตรง
ผลกระทบ:
– การปฏิรูปครั้งนี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการแก้ไขปัญหาคอขวดที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในสหราชอาณาจักร นั่นคือความล่าช้าในการพัฒนาและขยายระบบสายส่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเชื่อมต่อโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ เข้าสู่ระบบไฟฟ้า
– หากประสบความสำเร็จ นโยบายนี้จะเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ที่เผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกันในการสร้างสมดุลระหว่างการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเป้าหมาย Net Zero อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้อาจเผชิญความเสี่ยงด้านการยอมรับจากภาคประชาสังคมที่กังวลว่าการลดทอนกระบวนการตรวจสอบอาจนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยไม่ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ
ที่มา:
Carbon Brief, 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : คณะกรรมาธิการยุโรปติดตามความคืบหน้าโครงการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าบอลติกเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
รายละเอียด:
- หน่วยงาน European Climate, Infrastructure and Environment Executive Agency (CINEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้คณะกรรมาธิการยุโรป ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญในโปแลนด์ ลิทัวเนีย และลัตเวีย
- โครงการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของกลุ่มประเทศบอลติก (Baltic States) เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าของทวีปยุโรป (Continental European Network) โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุน Connecting Europe Facility (CEF) for Energy
- โครงการสำคัญที่ได้รับการติดตาม ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งของสายส่งไฟฟ้า 400 kV ในโปแลนด์ สถานีไฟฟ้า Mūša และ Telšiai ในลิทัวเนีย ซึ่งรวมถึงการติดตั้ง Synchronous Condenser และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) ในลัตเวีย รวมถึงโครงการสายส่งไฟฟ้าใต้น้ำ Harmony Link ที่เชื่อมระหว่างโปแลนด์และลิทัวเนีย
ผลกระทบ:
– การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของกลุ่มประเทศบอลติกเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสหภาพยุโรปในการลดการพึ่งพิงระบบไฟฟ้าของรัสเซียและเบลารุส (IPS/UPS system) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและเสริมสร้างอธิปไตยทางพลังงานของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
– โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานข้ามพรมแดน เพื่อสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นและบูรณาการมากขึ้น สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงขึ้น และยังเป็นต้นแบบสำหรับการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน
ที่มา:
European Commission, 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : กลุ่มบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสเปิดตัวโครงการวิจัยและพัฒนาสถานีไฟฟ้าลอยน้ำแบบ HVDC สำหรับฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง
รายละเอียด:
- กลุ่มความร่วมมือ RHODÉ ซึ่งประกอบด้วยบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส อาทิ RTE (ผู้ดำเนินระบบส่งของฝรั่งเศส), GE Vernova, Nexans และ Chantiers de l’Atlantique ได้เปิดตัวโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูงแบบลอยน้ำ (Floating High-Voltage Direct Current – HVDC)
- โครงการนี้ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 16 ล้านยูโรจากรัฐบาลฝรั่งเศสภายใต้แผน France 2030 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งที่ตั้งอยู่ในทะเลลึกกว่า 100 เมตร และอยู่ห่างไกลจากชายฝั่ง ซึ่งสถานีไฟฟ้าแบบติดตั้งบนพื้นทะเล (fixed-bottom) แบบดั้งเดิมไม่สามารถเข้าถึงได้
- การวิจัยจะครอบคลุมการพัฒนาองค์ประกอบทางเทคโนโลยีที่สำคัญ เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า, สวิตช์เกียร์ฉนวนก๊าซ (GIS), สถานีแปลงไฟฟ้า AC/DC และสายส่งไฟฟ้า HVDC แบบไดนามิก (Dynamic HVDC Cables) ที่ระดับแรงดัน 320kV และ 525kV
ผลกระทบ:
– โครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพลังงานลมนอกชายฝั่งในยุโรป เนื่องจากเทคโนโลยี Floating HVDC จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของแหล่งพลังงานลมในพื้นที่ทะเลลึก ซึ่งมีทรัพยากรลมที่แรงและสม่ำเสมอกว่า และจะช่วยให้สามารถส่งไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากฟาร์มกังหันลมที่อยู่ห่างไกลเข้าสู่ภาคพื้นทวีปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
– ความสำเร็จของโครงการ RHODÉ จะช่วยผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานใหม่สำหรับเทคโนโลยีสถานีไฟฟ้าลอยน้ำในฝรั่งเศสและยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของสหภาพยุโรปภายในปี พ.ศ. 2593
ที่มา:
Power Technology, 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : คณะกรรมาธิการยุโรปเผยมาตรการรับมือวิกฤตราคาพลังงานของชาติสมาชิกส่วนใหญ่ยังขาดการช่วยเหลือที่ตรงจุด
รายละเอียด:
- คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เปิดเผยผลการวิเคราะห์มาตรการด้านงบประมาณที่ประเทศสมาชิกนำมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นในปี พ.ศ. 2569 โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 14.5 พันล้านยูโร
- ผลการวิเคราะห์พบว่า สามในสี่ของมาตรการช่วยเหลือ (ประมาณ 75%) เป็นมาตรการแบบไม่เจาะจง (non-targeted) เช่น การลดภาษีสรรพสามิตหรือภาษีทางอ้อมสำหรับเชื้อเพลิง ซึ่งครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางหรือภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงโดยเฉพาะ
- รายงานยังอ้างอิงถึงแผน AccelerateEU ซึ่งเป็นแผนการสื่อสารที่มุ่งเน้นการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และเรียกร้องให้มาตรการช่วยเหลือต่างๆ ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว โดยไม่กระตุ้นความต้องการใช้พลังงานโดยรวม และยังคงแรงจูงใจในการลดการใช้พลังงาน
ผลกระทบ:
– การที่มาตรการช่วยเหลือส่วนใหญ่ไม่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางสะท้อนถึงความท้าทายเชิงนโยบายในการออกแบบมาตรการแทรกแซงตลาดที่มีประสิทธิภาพและตรงจุด ซึ่งอาจส่งผลให้การใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และอาจบิดเบือนสัญญาณราคาในตลาดพลังงาน
– บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้เน้ำย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาเครื่องมือทางการคลังที่ยืดหยุ่นและสามารถปรับใช้ได้อย่างรวดเร็วเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ควบคู่ไปกับการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น โครงข่ายไฟฟ้า (European Grids Package) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ที่มา:
European Commission, 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : กลไก CBAM อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการลดคาร์บอนและการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในกลุ่มประเทศบอลข่านตะวันตก
รายละเอียด:
- ผู้เชี่ยวชาญในงานประชุม Belgrade Energy Forum 2026 ได้แสดงความกังวลว่ากลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรปได้สร้างความปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดไฟฟ้าในกลุ่มประเทศบอลข่านตะวันตก
- กลไก CBAM ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญสำหรับโครงการใหม่ๆ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนจะได้รับการยกเว้นจากภาษีคาร์บอนหรือไม่
- นาย Dejan Stojčevski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของตลาดซื้อขายไฟฟ้าเซอร์เบีย (SEEPEX) ระบุว่า CBAM ได้ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลง ส่วนต่างราคาไฟฟ้าระหว่างเซอร์เบียกับประเทศเพื่อนบ้านใน EU เพิ่มขึ้น และมูลค่าของสายส่งไฟฟ้าระหว่างประเทศลดลง
ผลกระทบ:
– ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจของนโยบายสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป ที่อาจขัดขวางเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานในประเทศเพื่อนบ้าน แทนที่จะเร่งให้เกิดการลดคาร์บอน CBAM อาจกำลังสร้างอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน ซึ่งอาจทำให้โครงการพลังงานสะอาดชะลอตัวลง
– ความท้าทายนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่สหภาพยุโรปจะต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศในกลุ่ม Energy Community เพื่อสร้างความชัดเจนทางกฎระเบียบและแนวทางการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน เพื่อให้แน่ใจว่า CBAM จะเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง แทนที่จะกลายเป็นกำแพงภาษีที่ขัดขวางการบูรณาการตลาดพลังงานในภูมิภาค
ที่มา:
Balkan Green Energy News, 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : พลังงานแสงอาทิตย์ในยุโรปช่วยเลี่ยงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านยูโรนับตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงาน
รายละเอียด:
- สมาคม SolarPower Europe เปิดเผยผลการคำนวณว่าระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วยุโรปสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณที่เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านยูโร นับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคม
- วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาก๊าซในตลาดยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดความต้องการใช้ก๊าซลงได้เฉลี่ยวันละ 110 ล้านยูโร
- นาง Walburga Hemetsberger ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SolarPower Europe กล่าวว่าวิกฤตพลังงานที่เกิดจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้สหภาพยุโรปไปแล้วกว่า 1.7 ล้านล้านยูโร และพลังงานแสงอาทิตย์คือทางออกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหานี้
ผลกระทบ:
– ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำถึงบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งของพลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่แค่ในมิติของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ยังรวมถึงการสร้างความมั่นคงและอธิปไตยทางพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ตลาดเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความผันผวนสูงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
– ตัวเลขนี้จะเป็นแรงผลักดันเชิงนโยบายที่สำคัญให้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกเร่งรัดการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์และโครงข่ายไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกและป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตราคาพลังงานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจาก Copernicus ที่ระบุว่าพลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าในยุโรปสูงถึง 46.4% ในปี พ.ศ. 2568
ที่มา:
pv magazine Global, 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- อิตาลีเตรียมเปิดประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ โดย GSE จะจัดสรรกำลังการผลิตโซลาร์ 10 GW และลม 16 GW ในช่วงปี พ.ศ. 2569-2570
- โครงการโรงงานผลิตแผงโซลาร์ระดับ Gigafactory ของบริษัท Carbon ในฝรั่งเศสถูกยกเลิกเนื่องจากขาดการสนับสนุนเชิงนโยบายที่ชัดเจนจาก EU ซึ่งสะท้อนความท้าทายของยุทธศาสตร์ Net-Zero Industry Act (NZIA)
- ประธาน COP31 จากตุรกีผลักดันให้การใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) เป็นวาระสำคัญระดับโลก โดยเสนอเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าเป็น 35% ภายในปี พ.ศ. 2578 เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
- คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดตัวแพลตฟอร์มชุมชนพลังงาน (Energy Communities Community of Practice) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในโครงการพลังงานสะอาดผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
- Vattenfall เปิดดำเนินการฟาร์มกังหันลม Bruzaholm ขนาด 139 MW ในสวีเดน พร้อมติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ขนาด 38 MW/38 MWh เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบ
