รายงานข่าวพลังงานสหรัฐฯ (USA Weekly) ประจำสัปดาห์ 9-May-2026 ถึง 15-May-2026

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 1 : Pew Charitable Trusts เผยแพร่คู่มือนโยบาย DER ฉบับสมบูรณ์สำหรับสหรัฐฯ มุ่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ในทุกมลรัฐ

รายละเอียด:

  • องค์กร Pew Charitable Trusts โดยคณะที่ปรึกษาโครงการ Distributed Energy Resource (DER) Initiative ได้เผยแพร่รายงาน “DER Policy Playbook” เพื่อเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายในระดับมลรัฐในการขยายการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์
  • รายงานฉบับนี้รวบรวมตัวอย่างนโยบายที่ประสบความสำเร็จจากมลรัฐต่างๆ แทนที่จะนำเสนอเพียงกรอบทฤษฎี โดยมี Pat Wood III อดีตประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานของรัฐบาลกลาง (FERC) เป็นประธานร่วมของคณะที่ปรึกษาฯ โดยเน้นย้ำว่าเป้าหมายคือการสร้างแนวทางที่ทุกมลรัฐ ไม่ว่าจะมีโครงสร้างตลาดไฟฟ้าแบบใด สามารถนำไปปรับใช้ได้
  • ข้อเสนอแนะหลักแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) การวางแผนระบบไฟฟ้า (Grid Planning) ที่ต้องรวม DER เข้าไปในกระบวนการ, 2) การลดอุปสรรค (Reducing Barriers) เช่น การปรับปรุงกระบวนการขอใบอนุญาตและการเชื่อมต่อระบบให้เป็นอัตโนมัติ และ 3) การนำไปปฏิบัติ (Implementation) ผ่านการรวม DERs ให้เป็นโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plants – VPPs) เพื่อให้บริการเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้า

ผลกระทบ:

– การเผยแพร่คู่มือฉบับนี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่าการผลักดันพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ จะไม่ได้มาจากนโยบายระดับสหพันธรัฐเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกขับเคลื่อนจากระดับมลรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้ DER กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระดับท้องถิ่นและชะลอการลงทุนสร้างสายส่งขนาดใหญ่
– ประเด็นการปรับแรงจูงใจทางการเงินของ Utility ให้สอดคล้องกับการใช้ DER ถือเป็นบทเรียนสำคัญ เนื่องจากรูปแบบธุรกิจดั้งเดิมของ Utility จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ขนาดใหญ่ (T&D Infrastructure) การส่งเสริม DER และ VPPs จึงจำเป็นต้องมีกลไกที่สร้างผลตอบแทนใหม่ๆ ให้กับ Utility เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นความท้าทายเชิงนโยบายที่หลายประเทศกำลังเผชิญในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ที่มา:

Energy Storage News, 14 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 2 : NERC เร่งรัดกระบวนการขึ้นทะเบียน Inverter-Based Resources (IBR) กำหนดเส้นตายสำหรับเจ้าของสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน

รายละเอียด:

  • องค์กรกำกับดูแลความเชื่อถือได้ทางไฟฟ้าแห่งอเมริกาเหนือ (NERC) ได้ขยายกรอบการกำกับดูแลให้ครอบคลุมถึงเจ้าของและผู้ดำเนินการทรัพยากรที่ใช้ อินเวอร์เตอร์ (Inverter-Based Resources – IBRs) เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, ฟาร์มกังหันลม และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งก่อนหน้านี้อาจได้รับการยกเว้น
  • ภายใต้โครงการ IBR Registration Initiative ผู้ประกอบการที่มีสินทรัพย์เข้าข่ายเป็น Category 2 (เช่น โรงไฟฟ้า IBR ขนาดตั้งแต่ 20 MVA ขึ้นไปที่เชื่อมต่อกับระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง 60 kV ขึ้นไป) จะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนกับ NERC และหน่วยงานระดับภูมิภาค (Regional Entity) ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569
  • Joel Firestone ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบจาก Radian Generation ชี้แจงว่ากระบวนการนี้ต้องการเอกสารสำคัญหลายอย่าง เช่น สัญญาเชื่อมต่อระบบ (Interconnection Agreement), แบบแปลน Single-Line Diagram และข้อมูล Nameplate ของอุปกรณ์ เพื่อให้หน่วยงานกำกับฯ สามารถประเมินผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าภาพรวมได้

ผลกระทบ:

– การขยายขอบเขตการกำกับดูแลของ NERC ไปยัง IBR ขนาดเล็กและกลางสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Grid Stability) ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อสัดส่วนของ IBR ในระบบเพิ่มขึ้น พฤติกรรมของอินเวอร์เตอร์ (เช่น การเกิด Tripping พร้อมกันระหว่างเกิดเหตุการณ์แรงดันหรือความถี่ผิดปกติ) กลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ NERC ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป
– ข้อกำหนดนี้จะสร้างภาระด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Burden) ให้กับผู้พัฒนาและเจ้าของโครงการขนาดกลางและเล็ก ที่อาจไม่มีทรัพยากรเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม นี่คือวิวัฒนาการที่จำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นจะยังคงรักษาความน่าเชื่อถือไว้ได้ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเพิ่มสัดส่วน IBR ในระบบไฟฟ้าของตน

ที่มา:

pv magazine USA, 14 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 3 : กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าในนิวอิงแลนด์ยื่นฟ้อง Eversource ต่อ FERC กล่าวหาว่าบิดเบือนประเภทโครงการสายส่งมูลค่า 385 ล้านดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

รายละเอียด:

  • กลุ่มผู้ให้คำปรึกษาแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าจาก 5 มลรัฐในนิวอิงแลนด์ ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานของรัฐบาลกลาง (FERC) โดยกล่าวหาว่าบริษัทสาธารณูปโภค Eversource Energy ได้จำแนกประเภทโครงการสายส่งไฟฟ้าในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ (โครงการ X-178) มูลค่าประมาณ 385 ล้านดอลลาร์ อย่างไม่ถูกต้อง
  • ผู้ร้องเรียนระบุว่า Eversource จัดประเภทโครงการดังกล่าวเป็น “โครงการบริหารจัดการสินทรัพย์” (Asset Management Project) ซึ่งภายใต้กฎของ ISO New England (ISO-NE) จะใช้สำหรับโครงการซ่อมแซมสินทรัพย์ที่เสียหายให้กลับสู่สภาพเดิมเท่านั้น และกระบวนการพิจารณาไม่เข้มงวดเท่าโครงการระดับภูมิภาค
  • กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าโต้แย้งว่าโครงการ X-178 เป็นโครงการสร้างใหม่และควรผ่านกระบวนการวางแผนระบบส่งระดับภูมิภาค (Regional Transmission Planning Process) ที่มีการตรวจสอบความคุ้มค่าและต้นทุนอย่างเข้มง้น เพื่อป้องกันไม่ให้ Utility ทำการลงทุนเกินความจำเป็น (Gold-Plating) แล้วผลักภาระมาให้ผู้บริโภค

ผลกระทบ:

– ประเด็นนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างความจำเป็นในการลงทุนเพื่อปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) กับภาระค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโครงการสายส่งในระดับท้องถิ่น (Local Transmission Projects) ที่มักจะขาดการตรวจสอบด้านต้นทุนอย่างเข้มงวดเมื่อเทียบกับโครงการระดับภูมิภาค
– การดำเนินการของ FERC ต่อข้อร้องเรียนนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการกำกับดูแลการลงทุนของบริษัทสาธารณูปโภคในอนาคต หาก FERC เห็นด้วยกับผู้ร้องเรียน อาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎเกณฑ์ของ ISO-NE และตลาดไฟฟ้าอื่นๆ เพื่อให้มีการตรวจสอบโครงการประเภท “Asset Management” อย่างรัดกุมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อความโปร่งใสและการควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว

ที่มา:

Utility Dive, 14 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 4 : คาดการณ์การใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าในสหรัฐฯ จะพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในฤดูร้อนนี้ จากแรงหนุนของศูนย์ข้อมูลและการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน

รายละเอียด:

  • สมาคมผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas Supply Association – NGSA) คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า (Power Burn) ในช่วงฤดูร้อนของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น 2.0 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (Bcf/d) สู่ระดับ 40.3 Bcf/d ซึ่งเป็นภาคส่วนความต้องการที่ใหญ่ที่สุด
  • ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของโหลดไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 25% ในปีเดียว (จาก 44 GW เป็น 55 GW) การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างต่อเนื่อง (กว่า 80 GW ตั้งแต่ปี 2561) และความต้องการใช้ก๊าซเพื่อเป็นแหล่งพลังงานเสริมความมั่นคงให้กับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น
  • แม้ว่าปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจะสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากทั้งภาคไฟฟ้า, ภาคอุตสาหกรรม และการส่งออก LNG จะทำให้ปริมาณก๊าซสำรองคงคลัง (Storage) เมื่อสิ้นสุดฤดูร้อนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาในช่วงฤดูหนาวถัดไป

ผลกระทบ:

– การคาดการณ์นี้ตอกย้ำบทบาทที่สำคัญและซับซ้อนของก๊าซธรรมชาติในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้จะมีเป้าหมายด้าน Net Zero แต่ในทางปฏิบัติ ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักที่จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องรับมือกับโหลดขนาดใหญ่และทำงานตลอด 24 ชั่วโมงอย่างศูนย์ข้อมูล AI
– สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายเชิงนโยบายอย่างยิ่ง เนื่องจากแรงกดดันในการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น อาจขัดแย้งกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว และยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (LDES) และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ (Firm Clean Power) เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในอนาคต

ที่มา:

POWER Magazine, 14 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 5 : ทิศทางพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ เปลี่ยนจากการทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่การเป็นทรัพยากรสำคัญเพื่อตอบสนองโหลดที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

รายละเอียด:

  • รายงานจาก North Carolina Clean Energy Technology Center ระบุว่าภาคพลังงานของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากศูนย์ข้อมูล, โรงงานอุตสาหกรรมขั้นสูง และการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคส่วนต่างๆ (Electrification) มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการทดแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิลเดิม
  • รายงานระบุว่าในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 มีการดำเนินการด้านนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการลดคาร์บอนในภาคไฟฟ้าถึง 509 ฉบับใน 49 มลรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายกำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และการเติบโตของโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่
  • แม้แผนการลงทุนของ Utility จะยังคงมีการเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ (58 GW) และระบบกักเก็บพลังงาน (30 GW) อย่างมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็มีการวางแผนเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเกือบเท่าตัว (55 GW) เพื่อเป็นหลักประกันด้านความเชื่อถือได้ของระบบ

ผลกระทบ:

– การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนทรัพยากรไฟฟ้า (Integrated Resource Planning – IRP) ของ Utility ในอนาคต จากเดิมที่มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดคาร์บอน ไปสู่การวางแผนเพื่อหาแหล่งพลังงานที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ (Firm Capacity) เพื่อรองรับโหลดพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
– แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในหลายมลรัฐ ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันให้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานต้องพัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการที่เทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นผ่านระบบ Solar-plus-Storage ขนาดใหญ่ หรือโรงไฟฟ้าเสมือน (VPPs) เพื่อพิสูจน์คุณค่าในฐานะทรัพยากรที่สร้างความมั่นคงให้ระบบได้จริง

ที่มา:

pv magazine USA, 14 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 6 : Ford เปิดตัวบริษัทลูก Ford Energy รุกตลาดระบบกักเก็บพลังงานสำหรับสถานีไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์แรกในปี 2570

รายละเอียด:

  • บริษัท Ford Motor ได้เปิดตัวบริษัทย่อยชื่อ Ford Energy อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าสู่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) สำหรับตลาดระดับสาธารณูปโภค (Utility-scale) และภาคอุตสาหกรรม/พาณิชยกรรม (C&I)
  • การเคลื่อนไหวนี้เป็นการปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญของ Ford หลังจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ชะลอตัว โดยจะมีการปรับเปลี่ยนสายการผลิตแบตเตอรี่ EV เดิมที่โรงงานในรัฐเคนทักกี มาผลิตเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) สำหรับระบบ BESS แทน โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตสูงถึง 20 GWh ต่อปี
  • ผลิตภัณฑ์แรกคือ Ford Energy DC Block ซึ่งเป็นระบบ BESS แบบตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต ใช้เซลล์ LFP ขนาด 512Ah มีความจุ 5.45 MWh ต่อตู้ โดยเน้นการผลิตและประกอบในสหรัฐฯ เพื่อให้เข้าเกณฑ์รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามกฎหมายใหม่ และหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้าน Foreign Entity of Concern (FEOC)

ผลกระทบ:

– การเข้าสู่ตลาด BESS ของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง Ford สะท้อนถึงการบรรจบกันของอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเร่งการสร้างห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ภายในสหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาจีน และเป็นการตอบสนองต่อกฎระเบียบ FEOC ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญ
– การมีผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตแบบ Mass Production เข้ามาในตลาด จะช่วยเพิ่มการแข่งขันและอาจส่งผลให้ต้นทุนของระบบ BESS ในสหรัฐฯ ลดลงในระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณว่าบริษัทขนาดใหญ่เล็งเห็นโอกาสการเติบโตมหาศาลของตลาดกักเก็บพลังงานที่ขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนผ่านพลังงานและความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

ที่มา:

Energy Storage News, 12 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 7 : Gotion จากจีนจับมือ Richardson Electronics ของสหรัฐฯ ตั้งโรงงานผลิต BESS ในรัฐอิลลินอยส์ ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎระเบียบ FEOC

รายละเอียด:

  • Gotion Inc. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสหรัฐฯ ของ Gotion High-tech ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่จากจีน ได้ประกาศความร่วมมือกับ Richardson Electronics ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กำลังของสหรัฐฯ เพื่อผลิตระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ในรัฐอิลลินอยส์
  • ภายใต้ข้อตกลง Gotion จะเป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูงที่ผลิตจากโรงงานในเมือง Manteno รัฐอิลลินอยส์ ในขณะที่ Richardson Electronics จะรับผิดชอบด้านการบูรณาการทางวิศวกรรม การตลาด และการจัดจำหน่าย โดยจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับตลาด C&I และ Utility-scale
  • ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสที่บริษัทจีนหลายแห่ง เช่น AESC และ Jinko กำลังขายหุ้นส่วนใหญ่ในโรงงานผลิตที่สหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากกฎระเบียบ Foreign Entity of Concern (FEOC) ซึ่งอาจทำให้โครงการไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากมีสัดส่วนการถือหุ้นหรือการควบคุมจากบริษัทจีนเกินเกณฑ์ที่กำหนด

ผลกระทบ:

– กรณีของ Gotion สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ซับซ้อนของบริษัทจีนในการดำเนินธุรกิจในตลาดสหรัฐฯ ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองและกฎระเบียบที่เข้มงวด การร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอาจเป็นหนทางหนึ่งในการรักษาฐานการผลิตและเข้าถึงตลาด ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ FEOC ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
– แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงของการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ผู้ผลิตจากจีนอาจต้องลดบทบาทการเป็นเจ้าของโดยตรง และหันไปสู่รูปแบบการเป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีหรือถือหุ้นส่วนน้อยแทน ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนและบริษัทในสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากจีนอยู่

ที่มา:

Energy Storage News, 14 พฤษภาคม 2569

ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ

  • กลุ่มผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในสหรัฐฯ ยื่นเรื่องต่อกระทรวงพาณิชย์ให้ตรวจสอบผู้ผลิตในเอธิโอเปีย โดยกล่าวหาว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าด้วยการใช้ชิ้นส่วนจากจีน
  • บริษัท Sunraycer Renewables ปิดดีลระดมทุน 901 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโครงการพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน 3 แห่งในรัฐเท็กซัส
  • บริษัท Clearway Energy Group ประกาศเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ Honeycomb Energy Centre ขนาด 320 MW / 1,280 MWh ในรัฐยูทาห์
  • Spearmint Energy ประกาศเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์สำหรับโครงการแบตเตอรี่ 2 แห่งในรัฐเท็กซัส คือ Tierra Seca และ Seven Flags มีขนาดรวม 200 MW / 400 MWh
  • คณะกรรมการสาธารณูปโภคแห่งแคลิฟอร์เนีย (CPUC) มีกำหนดจะลงมติชี้ขาดเกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่สำหรับโครงการ Community Solar ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการประเภทนี้ในอนาคต

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *