EP.2. พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทกับดักภาระทางการคลัง: อุดหนุนราคาค่าไฟชั่วคราว หรือควรเร่งรื้อโครงสร้างพลังงานผูกขาด?

พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทกับดักภาระทางการคลัง: อุดหนุนราคาค่าไฟชั่วคราว หรือควรเร่งรื้อโครงสร้างพลังงานผูกขาด?

ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงถึงร้อยละ 46.8 รัฐบาลไทยได้เลือกใช้ “ยาแก้ปวด” ขนานเดิมแต่โดสใหญ่ขึ้น นั่นคือการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเจียดเงิน 2 แสนล้านบาทลงไปถมบ่อพยุงค่าครองชีพและรากฐานพลังงาน ทว่าการแก้ไขปัญหาระยะสั้นโดยละเลยกระดูกชิ้นโตอย่างโครงสร้างพลังงานผูกขาด กำลังพาสังคมไทยเดินเข้าสู่ “กับดักทางการคลัง” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

บทเรียนราคาแพงจากเวทีโลก: เงินอุดหนุนชั่วคราวที่ไม่เคยสร้างความยั่งยืน

รายงานวิเคราะห์จากคณะกรรมาธิการยุโรปชี้ชัดว่า เม็ดเงินอุดหนุนพลังงานมูลค่ากว่า 1.45 หมื่นล้านยูโรของประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ เป็นการช่วยเหลือที่ “ไม่ตรงจุด” ซึ่งนอกจากจะบิดเบือนกลไกตลาดแล้ว ยังไม่ได้สร้างหลักประกันความยั่งยืนในระยะยาว เช่นเดียวกับวิกฤตระบบไฟฟ้าล่มสลายเกือบสิ้นเชิงในคิวบา ที่สะท้อนผลลัพธ์อันเจ็บปวดของการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าโดยปราศจากการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานภายใน การกู้เงินของไทยครั้งนี้จึงไม่ต่างจากการเดินซ้ำรอยบทเรียนที่ล้มเหลว หากเงินกู้ 2 แสนล้านบาทถูกใช้ไปเพียงเพื่อตรึงราคาน้ำมันและค่าไฟให้ผ่านพ้นไปเป็นรายซีซัน ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังติดลบหนักกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท และหนี้สาธารณะของประเทศกำลังถูกผลักให้พุ่งแตะร้อยละ 70-75 ของ GDP ภายในปี 2573

ความเหลื่อมล้ำใต้เงาพลังงาน: ทุนใหญ่โตบนหยาดเหงื่อประชาชน

สิ่งที่เป็นตลกร้ายที่สุดในวิกฤตครั้งนี้คือ ภาพสะท้อนของเศรษฐกิจรูปแบบ K-Shaped ขณะที่โรงงานขนาดเล็กปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง และชนชั้นกลางกำลังไหลลงสู่ภาวะ “คนจนใหม่” จากค่าไฟและราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่กลุ่มทุนพลังงานกลับรายงานกำไรสุทธิโตสวนทางอย่างมหาศาล ในไตรมาสแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัท ปตท. 8 แห่ง มีกำไรรวมกันสูงถึง 72,405 ล้านบาท โดยไทยออยล์โกยกำไรไปถึง 19,481 ล้านบาท เติบโตถึงร้อยละ 456 อานิสงส์จากสงครามที่ดันราคาน้ำมันสำเร็จรูป

คำถามสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบประชาชนคือ เหตุใดรัฐจึงเลือกที่จะสร้างหนี้สาธารณะให้คนทั้งประเทศแบกรับร่วมกัน แทนที่จะเร่งรื้อถอนสัญญาผูกขาดพลังงานที่เป็นต้นตอของปัญหา? โดยเฉพาะค่าความพร้อมจ่ายและสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบีบให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเป็น “ค่าปรับ” ให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนที่ไม่ได้เดินเครื่องผลิตจริง

ทางออกที่ยั่งยืน: เปลี่ยนประชานิยมเป็น “การปฏิรูปโครงสร้าง”

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องหยุดนโยบายประชานิยมทางพลังงานแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แล้วแปรเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปอย่างแท้จริง โดยมีข้อเสนอเร่งด่วน 3 ประการดังนี้:

1. **รื้อถอนสัญญาไม่เป็นธรรมอย่างจริงจัง**: รัฐบาลต้องให้อำนาจและหนุนหลังคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเอกชนอย่างเต็มที่ เพื่อเจรจาลดค่าความพร้อมจ่าย และปรับโครงสร้างสัญญาให้มีความสมดุลและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่แท้จริง โดยปราศจากการเกรงใจกลุ่มทุนพลังงาน

2. **เร่งส่งเสริมพลังงานสะอาดภาคประชาชน**: ลดต้นทุนและปลดล็อกอุปสรรคในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือน วางระบบที่เหมาะสมและปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยกระดับโครงข่ายอัจฉริยะ เพื่อสร้างอธิปไตยทางพลังงานให้กับประชาชน ให้ทุกคนสามารถเป็นได้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

3. **กำหนดนโยบายอุดหนุนแบบพุ่งเป้า**: เลิกการอุดหนุนแบบหว่านแหที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน แล้วเปลี่ยนเม็ดเงินอุดหนุนไปสู่กลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนจริง รวมถึงช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็กและ SME ในการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่นวัตกรรมพลังงานสะอาด

หากรัฐบาลยังมีเจตจำนงที่จะแก้ไขวิกฤตนี้เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทต้องไม่ใช่ตั๋วใบเบิกทางไปสู่การอุ้มนายทุนหรือตรึงราคาชั่วคราว แต่ต้องเป็นเม็ดเงินก้อนสุดท้ายที่ถูกนำมาใช้เพื่อทุบทำลายการผูกขาด และสร้างรากฐานพลังงานสะอาดที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ด้วยความเท่าเทียมและยั่งยืน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *