จากโรงไฟฟ้าก๊าซสู่ระบบกักเก็บพลังงาน: บทเรียนราคาแพงและการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘ระบบไฟฟ้าชนิดใหม่’
ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือชี้ชะตาอนาคตพลังงานไทย ทว่าหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าด้วยแนวคิดเดิมๆ ที่ยึดติดกับการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ และตอกย้ำโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment – AP) ที่กลายเป็นโซ่ตรวนผูกมัดประชาชนไปอีกหลายทศวรรษ เงินกู้ก้อนโตนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” ที่ไร้ประสิทธิภาพ ในขณะที่เทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนทิศไปอย่างสิ้นเชิง
ในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไทยต้องหันมาศึกษาอย่างเร่งด่วน ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ (BESS) กำลังถูกนำมาใช้แทนที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak) อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อราคาสินทรัพย์พลังงานสะอาดดิ่งลงพร้อมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ออสเตรเลียจึงสามารถบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่สร้างมลพิษและมีต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวนตามตลาดโลก
ในขณะที่ทั่วโลกกำลังมุ่งสู่การบริหารจัดการไฟฟ้าด้วย “ความยืดหยุ่น” (Flexibility) แต่โครงสร้างพลังงานไทยกลับติดอยู่ใน “กับดักสัญญา” การจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (AP/EP) ที่รัฐบาลแบกรับภาระและผลักไปให้ผู้บริโภคผ่านค่า FT คืออุปสรรคสำคัญที่ขวางกั้นนวัตกรรม แม้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นจะไม่ได้เดินเครื่องเต็มกำลัง แต่ประชาชนยังคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้เจ้าของทุน การรักษาพอร์ตพลังงานที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงเกินไปไม่เพียงแต่ทำให้ไทยเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก แต่ยังเป็นการปิดโอกาสไม่ให้ระบบไฟฟ้าไทยปรับตัวเข้าสู่ยุคที่การกักเก็บพลังงาน (BESS) และการจัดการด้านโหลด (Demand Side Management) จะกลายเป็นหัวใจของเสถียรภาพ
เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจและภาคประชาชนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าการกู้เงินมหาศาลต้องไม่จบลงที่การอุดหนุนแบบผักชีโรยหน้า แต่ต้องนำไปสู่การรื้อโครงสร้างที่เป็นธรรม การเปิดเสรีให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้าถึงแหล่งพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยี BESS จะช่วยลดการผูกขาดและทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงอย่างแท้จริง การกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการติดตั้งแบตเตอรี่ในระดับชุมชนหรือนิคมอุตสาหกรรม คือการลงทุนที่จับต้องได้มากกว่าการนำเงินไปพยุงราคาก๊าซที่ปลายเหตุ
รัฐบาลต้องกล้าที่จะ “ชน” กับโครงสร้างเดิม ข้อเสนอแนะเร่งด่วนคือหนึ่ง ต้องมีการเจรจาปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ AP ที่เป็นภาระเกินควร และเปลี่ยนผ่านไปสู่กลไกการตลาดที่เน้นการประมูลระบบกักเก็บพลังงาน (BESS Tender) เพื่อสร้างความมั่นคงในราคาที่แข่งขันได้ สอง ต้องเร่งสร้างกลไกสนับสนุนให้ภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอีเข้าถึงเทคโนโลยี BESS ได้ง่ายขึ้น เพื่อเปลี่ยนผู้ใช้ไฟฟ้าให้กลายเป็นผู้ผลิตและกักเก็บพลังงานเอง
การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทครั้งนี้คือเดิมพันครั้งสุดท้ายของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทย หากรัฐบาลเลือกที่จะรักษาสิทธิประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานเดิม ระบบไฟฟ้าของเราก็จะเป็นเพียง “ระบบเก่าที่ล้าสมัย” แต่หากกล้าตัดสินใจปรับพอร์ตพลังงานสู่ BESS และปฏิรูปสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้เป็นธรรม ประเทศไทยถึงจะมีโอกาสสร้าง “ระบบไฟฟ้าชนิดใหม่” ที่ยั่งยืนและเป็นธรรมต่อประชาชนอย่างแท้จริง
