รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 10-Oct-2026 ถึง 16-Oct-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : มาเลเซียเตรียมใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบ User-Pays สำหรับ Data Center และอุตสาหกรรมใช้พลังงานเข้มข้น เพื่อป้องกันภาระต้นทุนค่าไฟภาคครัวเรือน
รายละเอียด
- นาย Datuk Seri Fadillah Yusof รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและปรับรูปทางน้ำของมาเลเซีย (PETRA) แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร (Dewan Rakyat) ว่า รัฐบาลมีแผนจะนำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบ ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย (User-Pays) มาบังคับใช้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center) และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าไหลไปกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน
- การปรับนโยบายนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบผลกระทบจากการเติบโตของ Data Center ต่อความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า โดยในปัจจุบันมาเลเซียมีการแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมตามระดับแรงดันไฟฟ้าและแบ่งโครงสร้างค่าธรรมเนียมออกเป็นค่าพลังงานไฟฟ้า ค่าความพร้อมจ่าย ค่าบริการโครงข่าย และค่าบริการค้าปลีก ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติ LNG นำเข้าและราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
ผลกระทบ
- ในมิติเชิงโครงสร้างระบบไฟฟ้า การนำกลไก User-Pays มาใช้จะช่วยให้การสะท้อนต้นทุนการขยายสายส่งและโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับโหลดเทคโนโลยี AI ตกอยู่กับผู้สร้างภาระโหลดโดยตรง ป้องกันการอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross-subsidization) ที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนทั่วไป
- สะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับภูมิภาคอาเซียนว่า การเร่งดึงดูดการลงทุน Data Center และ AI Hub จะต้องมาพร้อมกับการออกแบบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นและสะท้อนต้นทุนจริง (Cost-reflective Tariff) เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินของกิจการไฟฟ้าและความยั่งยืนของระบบพลังงานในระยะยาว
ที่มา: สำนักข่าว The Edge Malaysia วันที่ 15 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : มาเลเซียพลิกมติปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื่อมต่อโครงข่าย CRESS เป็น 18 เซนต์ต่อหน่วย สั่นคลอนความเชื่อมั่นนักลงทุนพลังงานหมุนเวียน
รายละเอียด
- กระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและปรับรูปทางน้ำ (PETRA) ร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานมาเลเซีย (Energy Commission) ได้แจ้งปรับอัตราค่าบริการเข้าใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (System Access Charge: SAC) ภายใต้โครงการ Corporate Renewable Energy Supply Scheme (CRESS) ขึ้นเป็น 18 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) โดยเพิ่มค่าธรรมเนียมเสริมอีก 4 เซนต์/หน่วย จนถึงสิ้นปี 2570 ซึ่งเป็นการกลับลำนโยบายหลังจากเพิ่งประกาศลดค่าธรรมเนียมลงเหลือ 14 เซนต์/หน่วย เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
- การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกะทันหันนี้สร้างความวิตกกังวลแก่นักลงทุน โดยนาง Yeo Bee Yin อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเรียกร้องคำชี้แจงจากรัฐบาล พร้อมเตือนว่าจะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและทำให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียร่วงลงอย่างหนัก ขณะที่หน่วยงานรัฐให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้ลูกค้ารายใหญ่แห่กันออกจากระบบโครงข่ายหลักจนทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยต้องแบกรับต้นทุนค่าโครงข่ายไฟฟ้าที่เหลืออยู่
ผลกระทบ
- การปรับขึ้นค่า SAC ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวผ่านกลไก CRESS มีความสามารถในการแข่งขันลดลงเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าปกติของ Tenaga Nasional Bhd (TNB) ทำให้โครงการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) คุ้มค่าเฉพาะกลุ่มลูกค้าแรงดันสูงพิเศษอย่าง Hyperscale Data Center เท่านั้น และจำกัดโอกาสของภาคธุรกิจทั่วไปในการเข้าถึงพลังงานสะอาด
- เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนเชิงนโยบายที่สำคัญว่า ความไม่แน่นอนของกฎระเบียบและการเปลี่ยนทิศทางนโยบายอย่างกะทันหัน (Regulatory Instability) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Net Zero) การกำหนดค่าบริการสายส่ง (Wheeling Tariff) จำเป็นต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อรักษาเสถียรภาพการลงทุน
ที่มา: สำนักข่าว The Edge Malaysia วันที่ 14 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานฟิลิปปินส์ (ERC) ปลดล็อกเพดานกำลังผลิตโรงไฟฟ้าใหม่ หวังดึงเม็ดเงินลงทุนแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนไฟฟ้าและรับมือ Yellow Alert
รายละเอียด
- คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานของฟิลิปปินส์ (ERC) ภายใต้การนำของนาย Francis Saturnino Juan ประธานและซีอีโอ ได้ออกมติยกเลิกการจำกัดเพดานกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งเดิมจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 600 เมกะวัตต์ต่อหน่วยในเกาะลูซอน และไม่เกิน 150 เมกะวัตต์ต่อหน่วยในภูมิภาควิซายัสและมินดาเนา เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนสามารถยื่นข้อเสนอสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นตามกลไกตลาด
- การตัดสินใจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเร่งเพิ่มอุปทานไฟฟ้าเข้าสู่ระบบและกระตุ้นการแข่งขัน ท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานที่รุนแรง โดยเฉพาะในโครงข่ายไฟฟ้าวิซายัสที่เพิ่งกลับมาประกาศเตือนภัยสภาวะสีเหลือง (Yellow Alert) อีกครั้งในสัปดาห์นี้ เนื่องจากการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉินของโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่และการนำเข้าไฟฟ้าจากเกาะมินดาเนาที่มีข้อจำกัด ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าใหม่ยังคงต้องผ่านการศึกษาผลกระทบต่อระบบ (System Impact Study: SIS) โดย National Grid Corp. of the Philippines (NGCP)
ผลกระทบ
- การปลดล็อกเพดานกำลังการผลิตจะเปิดโอกาสให้เกิดการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) ในการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีใหม่ ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตสำรองในระบบไฟฟ้ากำลัง และส่งเสริมให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าในตลาดขายส่ง (WESM) ปรับตัวลดลงในระยะยาว
- อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญคือการยกระดับโครงข่ายสายส่งให้สามารถรองรับกำลังการผลิตขนาดใหญ่ได้โดยไม่เกิดปัญหาคอขวด (Grid Congestion) ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องเร่งติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และขยายสถานีไฟฟ้าย่อยควบคู่กันไป เพื่อป้องกันไม่ให้การขัดข้องของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของโครงข่ายทั้งระบบ
ที่มา: สำนักข่าว Inquirer.net วันที่ 15 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าอินโดนีเซีย (PLN) ปลดฟ้าผ่าประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมแต่งตั้ง Suroso Isnandar คุมทัพ หลังวิกฤตไฟฟ้าดับครั้งใหญ่กระทบเกาะบาตัม
รายละเอียด
- รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าแห่งชาติอินโดนีเซีย (PT PLN) ได้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) อย่างเร่งด่วน โดยมีมติปลดนาย Darmawan Prasodjo ออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (President Director) หลังจากดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปลายปี 2564 และแต่งตั้งนาย Suroso Isnandar อดีตผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการและพลังงานหมุนเวียน ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ขององค์กร
- การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงอย่างกะทันหันเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากเกิดเหตุระบบไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ (Blackout) ครอบคลุมทั้งเกาะบาตัม จังหวัดหมู่เกาะรีเยา ซึ่งส่งผลให้การดำเนินธุรกิจ นิคมอุตสาหกรรมดิจิทัล และระบบจ่ายน้ำประปาหยุดชะงักอย่างรุนแรง จนสำนักงานบริหารการลงทุนแห่งชาติ (Danantara) ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณชน
ผลกระทบ
- การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนและวิศวกรรมโครงข่ายขึ้นเป็นผู้นำ PLN สะท้อนถึงการปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอินโดนีเซีย ที่ต้องการยกระดับความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า (Grid Reliability) และเร่งรัดการปรับปรุงสายส่งเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด
- เหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่เกาะบาตัมตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่มีการเติบโตของ Data Center อย่างก้าวกระโดด กิจการไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องเร่งกระจายความเสี่ยงด้วยการติดตั้งระบบ BESS และปรับปรุงมาตรฐานการป้องกันระบบไฟฟ้าขัดข้องเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ที่มา: สำนักข่าว The Jakarta Post วันที่ 15 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : อินโดนีเซียเดินสายดึงทุนญี่ปุ่น (JBIC) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน พร้อมหารือสิงคโปร์เร่งผลักดันความเชื่อมโยงระบบสายส่งภูมิภาค ASEAN Power Grid
รายละเอียด
- นาย Suahasil Nazara รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ได้เข้าร่วมการประชุมระดับทวิภาคีกับผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) ณ กรุงเทพฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับกรอบการสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ (Waste-to-Energy) ในจังหวัดชวาตะวันตก และการร่วมมือกับ PT Sarana Multi Infrastruktur
- ในโอกาสเดียวกัน รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียได้หารือทวิภาคีกับนาง Indranee Rajah รัฐมนตรีแห่งสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน และผลักดันการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าในภูมิภาคผ่านโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนและการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance)
ผลกระทบ
- ความร่วมมือระหว่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และพันธมิตรระดับสากลอย่าง JBIC จะช่วยปลดล็อกแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดใต้ทะเลระหว่างเกาะสุมาตรา/รีเยาไปยังสิงคโปร์
- การบูรณาการโครงข่าย APG จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้อาเซียนสามารถพึ่งพาตนเองได้ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
ที่มา: สำนักข่าว Antara News วันที่ 15 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งคุมเข้มการจัดสรรไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำของโครงการ AI Data Center ทั่วประเทศ หลังระงับโครงการขนาด 640 เมกะวัตต์ในชวาตะวันตก
รายละเอียด
- นาย Agus Harimurti Yudhoyono รัฐมนตรีประสานงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาภูมิภาคของอินโดนีเซีย ประกาศสั่งการให้มีการตรวจสอบและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดสำหรับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วประเทศ โดยเน้นย้ำว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลต้องไม่แย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าของประชาชน ชุมชน และภาคเกษตรกรรม
- ท่าทีดังกล่าวสอดรับกับกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัล และเกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดชวาตะวันตกได้สั่งระงับโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ในพื้นที่จาติลูฮูร์ (Jatiluhur) ซึ่งมีแผนการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 640 เมกะวัตต์ และใช้น้ำระบายความร้อนถึง 384 ลิตรต่อวินาที เนื่องจากโครงการยังไม่ได้รับใบอนุญาตประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (AMDAL) และใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (PBG) ที่ถูกต้อง
ผลกระทบ
- การบังคับใช้กฎระเบียบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดทำให้ผู้พัฒนา Data Center ต้องปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีระบบระบายความร้อน เช่น การหันมาใช้ระบบ Direct Liquid Cooling (DLC) หรือการติดตั้งระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Seawater Desalination) ดังเช่นโมเดลที่กำลังเริ่มศึกษาในเกาะบาตัม
- สะท้อนให้เห็นว่าข้อจำกัดด้านโครงข่ายไฟฟ้าและทรัพยากรธรรมชาติกำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมดิจิทัลในอาเซียน ภาครัฐและกิจการไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตและโซนนิ่งการใช้พลังงานที่ชัดเจน เพื่อป้องกันภาวะไฟฟ้าไม่เพียงพอและผลกระทบเชิงลบต่อชุมชน
ที่มา: สำนักข่าว Antara News วันที่ 15 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : WRI Indonesia เผยแพร่รายงานความต้องการไฟฟ้าสีเขียวของภาคธุรกิจ ชี้กลไกใบรับรอง REC และสัญญาซื้อขายไฟตรงยังเผชิญอุปสรรคเชิงกฎระเบียบและความคุ้มค่า
รายละเอียด
- สถาบันทรัพยากรโลกประจำประเทศอินโดนีเซีย (WRI Indonesia) ร่วมกับพันธมิตรพลังงานสะอาดแห่งเอเชีย (Asia Clean Energy Coalition: ACEC) ได้เผยแพร่รายงานศึกษาความต้องการไฟฟ้าสีเขียวของภาคธุรกิจในอินโดนีเซีย โดยระบุว่ากลุ่มบริษัทข้ามชาติกว่า 133 แห่งที่ร่วมพันธสัญญา RE100 และมีฐานการผลิตในอินโดนีเซีย มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดรวมกันมากกว่า 3 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ต่อปี
- ผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 49 ของภาคธุรกิจยังคงเลือกใช้ใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates: RECs) จาก PLN เป็นทางเลือกหลักเนื่องจากความสะดวกรวดเร็ว แต่ร้อยละ 79 ระบุว่าปัจจัยด้านราคาต้นทุนและความชัดเจนของกฎหมายเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ทางเลือกในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงนอกพื้นที่ (Off-site PPA) และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังติดข้อจำกัดด้านโควตาและใบอนุญาต
ผลกระทบ
- รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความต้องการไฟฟ้าสะอาดที่แท้จริงของภาคธุรกิจกำลังเติบโตเร็วกว่ากรอบนโยบายและการขยายระบบโครงข่ายของภาครัฐ หากอินโดนีเซียไม่สามารถเปิดเสรีการเข้าถึงสายส่งและพัฒนาระบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ยืดหยุ่น ประเทศอาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
- ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานระบบติดตามแหล่งที่มาของพลังงานสะอาดและการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงข่าย (Grid Emission Factor) เพื่อป้องกันปัญหาการนับซ้ำ (Double Counting) และสร้างความโปร่งใสตามมาตรฐานสากล
ที่มา: สำนักข่าว The Jakarta Post วันที่ 14 ตุลาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ (Other Interesting News)
- มาเลเซีย: กระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานฯ เสนอให้ผู้ประกอบการ Data Center ลงทุนสร้างระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดและระบบจัดหาน้ำใช้เอง เพื่อลดภาระการดึงทรัพยากรจากโครงข่ายไฟฟ้าหลักของประเทศ
- อินโดนีเซีย: บาตัมฟื้นฟูระบบจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับสู่ภาวะปกติครบ 100% หลังเกิดเหตุไฟฟ้าดับรุนแรงตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงระบบผลิตน้ำประปาและบริการสาธารณะทั่วทั้งเกาะ
- มาเลเซีย: สำนักงานส่งเสริมการลงทุนแห่งมาเลเซีย (MIDA) นำ 25 บริษัทผู้ประกอบการในประเทศร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับเครือ TNB เพื่อผลักดันการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียน
- อินโดนีเซีย: กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara เตรียมนำเงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจไปต่อยอดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานยั่งยืนและการขยายโครงการเชื้อเพลิงชีวภาพ B50 แทนการนำส่งรายได้เข้ารัฐ
- ภูมิภาคอาเซียน: สถาบันการเงินอิสลามผลักดันการบูรณาการตลาดทุนในอาเซียนเพื่อขยายการระดมทุนผ่าน Sukuk รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว