รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 12-Sep-2026 ถึง 18-Sep-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : วิกฤตไฟฟ้าดับในวิสายัสสะท้อนความท้าทายของระบบส่งกำลังและศักยภาพของระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)
รายละเอียด:
- กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ (DOE) และบรรษัทระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ (NGCP) เผชิญความท้าทายจากสภาวะขาดแคลนพลังงานในภูมิภาควิสายัส ส่งผลให้เกิดการประกาศแจ้งเตือนสถานะความมั่นคงทางไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักจากการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉินของโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงข้อจำกัดในการนำเข้าไฟฟ้าจากโครงข่ายอื่น
- นางชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ และนางซินเธีย อลาบันซา โฆษกของ NGCP ระบุว่า การขยายระบบสายส่งเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หากขาดกำลังการผลิตที่เชื่อถือได้ ปัจจุบันมีการนำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) รวมความจุ 253 เมกะวัตต์ มาใช้ในพื้นที่เพื่อช่วยบริหารจัดการความไม่สม่ำเสมอของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
ผลกระทบ:
- ความไม่แน่นอนของระบบไฟฟ้าส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซึ่งการใช้ระบบ BESS ร่วมกับพลังงานหมุนเวียนถือเป็นมาตรการระยะสั้นที่ช่วยกักเก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงเวลากลางวันเพื่อจ่ายไฟในช่วงความต้องการสูงสุดยามค่ำคืน แต่ในระยะยาวจำเป็นต้องมีการบูรณาการแผนพัฒนากำลังการผลิตและระบบสายส่งให้สอดคล้องกัน
- เหตุการณ์นี้สะท้อนบทเรียนสำคัญระดับสากลว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างมั่นคง ไม่สามารถพึ่งพาแค่การเพิ่มกำลังการผลิตตามป้ายของพลังงานสะอาดได้ แต่ต้องยกระดับความยืดหยุ่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้า และมีแผนรับมือสภาวะฉุกเฉินที่รัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาโรงไฟฟ้าขัดข้องเฉพาะจุดลุกลามเป็นวิกฤตระดับภูมิภาค
ที่มา: The Philippine Star (15 กันยายน 2569)
ประเด็นข่าวที่ 2 : อินโดนีเซียชูแผนที่นำทางด้านพลังงานบนเวที G20 ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 76 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2577
รายละเอียด:
- นายยูลิออต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย ได้นำเสนอแผนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศในการประชุมรัฐมนตรีพลังงาน G20 ที่รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำถึงอธิปไตยของแต่ละประเทศในการกำหนดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของตนเองอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
- ภายใต้แผนธุรกิจการจัดหาไฟฟ้าประจำปี 2568 ถึง 2577 อินโดนีเซียตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่จำนวน 69.5 กิกะวัตต์ โดยร้อยละ 76 จะมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการผลักดันโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 100 กิกะวัตต์ เพื่อทดแทนเครื่องปั่นไฟดีเซลในระบบโครงข่ายหลัก
ผลกระทบ:
- แผนดังกล่าวจะพลิกโฉมโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซียอย่างก้าวกระโดด โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสูงถึงร้อยละ 73 ของกำลังการผลิตใหม่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาระบบสายส่งให้ทันสมัย
- ทิศทางนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังพยายามรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงได้ และความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาถ่านหินเป็นพลังงานฐานในช่วงเปลี่ยนผ่านยังคงเป็นความท้าทายต่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ
ที่มา: Antara News (English) (16 กันยายน 2569)
ประเด็นข่าวที่ 3 : การเติบโตของศูนย์ข้อมูล AI ในมาเลเซียสร้างแรงกดดันต่อระบบสายส่งและทรัพยากรน้ำ
รายละเอียด:
- การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในกลุ่มเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาสร้างศูนย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ในมาเลเซีย ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยคาดว่าโครงการที่กำลังก่อสร้างและวางแผนไว้จะกินสัดส่วนความต้องการไฟฟ้าสูงสุดถึงร้อยละ 31 ของประเทศภายในปี 2578 หรือราว 10 กิกะวัตต์
- ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและกระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของมาเลเซีย แสดงความกังวลเกี่ยวกับการพึ่งพาพลังงานจากโครงข่ายที่ยังมีสัดส่วนถ่านหินสูง ปัญหาการนับซ้ำในใบรับรองพลังงานหมุนเวียน รวมถึงปัญหาการดึงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าที่อาจกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน
ผลกระทบ:
- เพื่อรองรับโหลดขนาดใหญ่ การไฟฟ้ามาเลเซียต้องเตรียมงบประมาณลงทุนอีก 7.8 หมื่นล้านริงกิตในช่วงห้าปีข้างหน้าเพื่อขยายขีดความสามารถของระบบโครงข่ายไฟฟ้า พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการลงนามซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรงผ่านกลไกความร่วมมือรูปแบบใหม่
- ปรากฏการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับกิจการไฟฟ้าว่า การเข้ามาของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานเข้มข้น แม้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ก็แฝงความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง หากไม่บูรณาการแผนการปรับปรุงระบบสายส่ง พลังงานสะอาด และแหล่งน้ำให้ทันท่วงที อาจทำให้เกิดปัญหาคอขวดและขัดขวางวิสัยทัศน์ความยั่งยืนของประเทศ
ที่มา: The Edge Malaysia (14 และ 17 กันยายน 2569)
ประเด็นข่าวที่ 4 : คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานฟิลิปปินส์ใช้มาตรการคุมเพดานราคาค่าไฟฟ้าในตลาดสปอตระดับภูมิภาค
รายละเอียด:
- คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานฟิลิปปินส์ หรือ ERC ออกคำสั่งบังคับใช้กลไกเพดานราคาระดับรองแบบแบ่งแยกตามภูมิภาคในตลาดซื้อขายไฟฟ้าขายส่ง (WESM) โดยมีผลย้อนหลังสำหรับรอบบิลเดือนสิงหาคมเพื่อปกป้องผู้บริโภค
- การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังพบว่าราคาค่าไฟฟ้าในตลาดสปอตของภูมิภาควิสายัสพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 64.9 และในมินดาเนาพุ่งขึ้นร้อยละ 88.2 ทะลุ 19 เปโซต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เนื่องจากสภาวะอุปทานตึงตัว แต่กลไกควบคุมเดิมไม่ทำงานเนื่องจากถูกชดเชยด้วยราคาเฉลี่ยที่ต่ำกว่าของภูมิภาคอื่น
ผลกระทบ:
- การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของตลาดไฟฟ้านี้จะช่วยปกป้องผู้ใช้ไฟฟ้าจากภาวะค่าไฟพุ่งสูงอย่างก้าวกระโดด โดยการจำลองสถานการณ์พบว่ามาตรการใหม่จะสามารถดึงราคาเฉลี่ยในบางพื้นที่ลงมาได้มากกว่าร้อยละ 50 ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
- บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นความท้าทายของการบริหารจัดการกลไกราคาในตลาดเสรี ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและข้อจำกัดของการเชื่อมต่อโครงข่าย หน่วยงานกำกับดูแลจึงต้องมีบทบาทเชิงรุกในการปรับปรุงกติกาให้สะท้อนสภาพตึงตัวทางพลังงานที่แท้จริงในระดับท้องถิ่น เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเป็นธรรมของผู้บริโภคและผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลของผู้ผลิตไฟฟ้า
ที่มา: The Philippine Star (12 กันยายน 2569)
ประเด็นข่าวที่ 5 : อินโดนีเซียเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม 2 ล้านเฮกตาร์ หวังผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงชีวภาพ
รายละเอียด:
- ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรจัดเตรียมพื้นที่เพาะปลูกอ้อยจำนวน 2 ล้านเฮกตาร์ทั่วประเทศ เพื่อป้อนเข้าสู่สายการผลิตเอทานอลสำหรับรองรับแผนผลักดันโครงการเชื้อเพลิงชีวภาพผสมร้อยละ 20 หรือ E20 ภายในเวลาสองปี
- โครงการดังกล่าวได้มอบหมายให้หน่วยงานบริหารจัดการการลงทุนของรัฐเป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงอุตสาหกรรม โดยรัฐมนตรีประสานงานด้านอาหารยืนยันว่าวัตถุดิบทั้งหมดจะมาจากผลผลิตภายในประเทศ เพื่อเป็นก้าวแรกสู่เป้าหมายระยะยาวในการใช้เชื้อเพลิงความเข้มข้นที่ระดับสูงขึ้นต่อไป
ผลกระทบ:
- นโยบายนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่อินโดนีเซียด้วยการลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งช่วยลดความผันผวนของค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าและภาคขนส่ง ทั้งยังช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจการเกษตร
- การหันมาส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพขนาดใหญ่นี้ถือเป็นทางเลือกในการจัดหาพลังงานหมุนเวียนที่ท้าทายรูปแบบธุรกิจดั้งเดิม เนื่องจากต้องอาศัยการบูรณาการข้ามภาคส่วน และอาจสร้างบทเรียนด้านความยั่งยืนให้แก่ประเทศอื่นๆ ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนควบคู่ไปกับการบริหารทรัพยากรที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัด
ที่มา: Antara News (English) (16 กันยายน 2569)
ประเด็นข่าวที่ 6 : รัฐบาลมาเลเซียอัดฉีดโควตาพลังงานหมุนเวียนผ่านกลไก FiT คาดดึงเงินลงทุน 3 พันล้านริงกิต
รายละเอียด:
- กระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของมาเลเซียประกาศเปิดรับโควตารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) จำนวน 250 เมกะวัตต์ สำหรับปี 2570 ครอบคลุมพื้นที่คาบสมุทรมาเลเซียและเขตสหพันธ์ลาบวน
- โควตาดังกล่าวจะถูกจัดสรรให้กับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ชีวมวล และพลังงานน้ำขนาดเล็ก ผ่านระบบการประมูลออนไลน์ โดยภาครัฐคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในประเทศได้มหาศาล พร้อมทั้งส่งเสริมการจ้างงานทางอ้อมหลายพันอัตรา
ผลกระทบ:
- โครงการนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดความหลากหลายของแหล่งพลังงานสะอาดนอกเหนือจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของอุตสาหกรรมวิศวกรรมและการออกแบบเชิงนิเวศในภูมิภาค
- การส่งเสริมพลังงานประเภทชีวมวลและพลังน้ำขนาดเล็กผ่านนโยบาย FiT สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ในการกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระโหลดกระจุกตัวของระบบสายส่ง แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายให้สามารถรองรับพลังงานทางเลือกที่มีความเสถียรมากกว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์
ที่มา: The Edge Malaysia (15 กันยายน 2569)
ประเด็นข่าวที่ 7 : กลุ่มสหกรณ์ไฟฟ้าฟิลิปปินส์บรรลุข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 15 ปี หวังสร้างเสถียรภาพระบบจำหน่าย
รายละเอียด:
- สหกรณ์ไฟฟ้าจำนวน 29 แห่งทั่วภูมิภาคลูซอนและวิสายัส ภายใต้กลุ่มความร่วมมือเพื่อการจัดหาพลังงาน ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 15 ปี กับกลุ่มบริษัทผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของประเทศ
- สำนักงานการไฟฟ้าชนบทแห่งชาติเปิดเผยว่า สัญญาดังกล่าวครอบคลุมกำลังการผลิตไฟฟ้าฐานสูงสุดกว่า 560 เมกะวัตต์ โดยจัดทำขึ้นผ่านกระบวนการคัดเลือกผู้เสนอราคาเชิงแข่งขันอย่างโปร่งใส เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับและเพื่อให้ได้ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการจำหน่ายไปยังประชาชน
ผลกระทบ:
- การรวมกลุ่มจัดหาพลังงานของสหกรณ์ไฟฟ้าช่วยให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น สามารถล็อกราคาพลังงานในระยะยาวได้ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาไฟฟ้าในตลาดสปอต ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมมีเสถียรภาพมากขึ้น
- ความร่วมมือนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับรูปแบบธุรกิจของกิจการไฟฟ้าที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันความเสี่ยงและการบริหารจัดการสัญญาแบบกลุ่ม ถือเป็นการยกระดับความมั่นคงทางพลังงานในพื้นที่ชนบท ควบคู่กับการรองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่ต้องการแหล่งผลิตไฟฟ้าแบบฐานเพื่อพยุงความต้องการในช่วงเวลาวิกฤต
ที่มา: The Philippine Star (11 กันยายน 2569)
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- มหาเศรษฐีชาวไทยเตรียมปัดฝุ่นโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซและสถานีรับส่ง LNG ขนาด 6,000 เมกะวัตต์ในประเทศเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- UUE Holdings จับมือกับบริษัทพลังงานในสิงคโปร์ตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพิเศษรองรับโครงการโครงข่ายขนาดใหญ่
- สหรัฐอเมริกามอบเงินให้เปล่ามูลค่า 60 ล้านดอลลาร์แก่ฟิลิปปินส์ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการทำงานของภาคพลังงานและการปรับปรุงระบบโครงข่ายให้มีความทันสมัยมากขึ้น
- บริษัทจัดการน้ำประปาในกรุงมะนิลาเปิดตัวแผนที่นำทางด้านความยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มการเข้าถึงและใช้พลังงานหมุนเวียนสำหรับการดำเนินการภายในให้ถึงร้อยละ 35 ภายในปี 2580
- สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผลักดันร่างกฎหมายเพื่อประเมินผลกระทบด้านราคาค่าไฟฟ้าที่อาจเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมการใช้พลังงานมหาศาลของศูนย์ข้อมูล AI นับเป็นความเคลื่อนไหวทางกฎหมายที่ทั่วโลกจับตามอง