รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศ EU & UK (EU&UK Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 01-Aug-2026 ถึง 07-Aug-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : คลื่นความร้อนรุนแรงกระทบเสถียรภาพระบบไฟฟ้าทั่วยุโรป โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหินลดกำลังการผลิต
รายละเอียด:
- คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) แถลงว่าสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงานของสหภาพยุโรปยังคงมีเสถียรภาพ แม้โรงไฟฟ้าหลายแห่งในฮังการี โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวีเนีย อิตาลี และฝรั่งเศส ต้องหยุดเดินเครื่องหรือลดกำลังการผลิตลงอย่างมาก อันเนื่องมาจากระดับน้ำในแม่น้ำที่ลดลงและอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นจากคลื่นความร้อนรุนแรง
- สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ต้องใช้น้ำในการระบายความร้อน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เช่น โรงไฟฟ้า Paks ในฮังการี, Cernavodă ในโรมาเนีย และ Krško ในสโลวีเนีย ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ริมแม่น้ำดานูบและสาขา ต้องลดกำลังการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนโรงไฟฟ้าของ EDF ในฝรั่งเศสหลายแห่งก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
- รัฐบาลโรมาเนียดำเนินมาตรการฉุกเฉินโดยการจมเรือบาร์จที่บรรทุกหินลงในแม่น้ำดานูบเพื่อสร้างสิ่งกีดขวางและเบี่ยงทางน้ำให้ไหลไปยังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Cernavodă มากขึ้น เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับระบบหล่อเย็นและหลีกเลี่ยงการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้า
ผลกระทบ:
- เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดใหญ่ (โดยเฉพาะนิวเคลียร์และถ่านหิน) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าฐาน (Baseload) ที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อนที่ส่งผลให้เกิดภัยแล้งและคลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ความเสี่ยงนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว
- สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการพึ่งพาระบบสายส่งระหว่างประเทศ (Interconnector) มากขึ้น เพื่อส่งจ่ายไฟฟ้าจากประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน ซึ่งเป็นการทดสอบขีดความสามารถและความยืดหยุ่นของตลาดไฟฟ้าแบบบูรณาการของยุโรป (European Integrated Market) และยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาดที่ไม่พึ่งพาน้ำในการระบายความร้อน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้าในอนาคต
ที่มา: European Commission, Balkan Green Energy News, Carbon Brief วันที่ 6 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : พลังงานแสงอาทิตย์สร้างสถิติการผลิตไฟฟ้าใหม่ทั่วยุโรปในช่วงฤดูร้อน แม้เผชิญคลื่นความร้อน
รายละเอียด:
- หลายประเทศในยุโรปรายงานสถิติการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงฤดูร้อน โดยข้อมูลจากสถาบัน Fraunhofer ISE ของเยอรมนีระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว ระบบเซลล์แสงอาทิตย์ในเยอรมนีสามารถผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบโครงข่ายได้สูงถึง 12 TWh ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ในเดือนมิถุนายน
- Red Eléctrica ผู้ดำเนินการระบบโครงข่ายไฟฟ้าของสเปน รายงานว่าพลังงานแสงอาทิตย์ได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับหนึ่งของประเทศติดต่อกันเป็นเวลา 4 เดือน โดยในเดือนกรกฎาคมผลิตได้ 7,696 GWh ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน นอกจากนี้ ฝรั่งเศส อิตาลี และโปรตุเกส ก็สร้างสถิติการผลิตไฟฟ้ารายวันสูงสุดใหม่ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม
- ในภาพรวมของสหภาพยุโรป สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดสูงเกิน 20% ติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือน (พฤษภาคม-กรกฎาคม) เป็นครั้งแรก โดยประเทศลัตเวียสร้างสถิติใหม่ของ EU ด้วยสัดส่วนสูงถึง 49% ในเดือนมิถุนายน
ผลกระทบ:
- ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพลังงานแสงอาทิตย์ได้กลายเป็นกำลังการผลิตหลักที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนของยุโรป สามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศในช่วงคลื่นความร้อนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจำนวนมหาศาลในช่วงกลางวันได้ส่งผลให้ปรากฏการณ์ Duck Curve มีความชัดเจนยิ่งขึ้น และสร้างความท้าทายต่อการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าในช่วงเย็นที่การผลิตจากแสงอาทิตย์หมดไป
- การที่ราคาไฟฟ้าขายส่งยังคงอยู่ในระดับสูงแม้จะมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในปริมาณมาก สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบโครงข่ายไฟฟ้า และต้นทุนที่สูงของโรงไฟฟ้าที่ต้องเดินเครื่องเพื่อสร้างสมดุลให้ระบบ (Marginal Plant) โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสถานการณ์นี้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ให้เกิดการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อกักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงกลางวันไปใช้ในช่วงค่ำ
ที่มา: pv magazine Global, Carbon Brief วันที่ 6 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : Ofgem ของสหราชอาณาจักรเสนอนโยบายใหม่ ให้ศูนย์ข้อมูลจ่ายค่าธรรมเนียมเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าล่วงหน้าเพื่อรับมือโหลด AI
รายละเอียด:
- Ofgem ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกิจการพลังงานของสหราชอาณาจักร ได้เสนอมาตรการใหม่ที่อาจกำหนดให้ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าเป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านปอนด์ล่วงหน้า
- ข้อเสนอนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความต้องการพลังงานเพื่อรองรับการประมวลผลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมักมีการยื่นขอเชื่อมต่อโครงการขนาดใหญ่ที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริงทั้งหมด (Speculative Connection Request)
ผลกระทบ:
- นโยบายนี้ถือเป็นแนวทางใหม่ที่สำคัญในการจัดการกับภาระของระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่เกิดจากโหลดขนาดใหญ่และมีการเติบโตสูงอย่างกะทันหัน เช่น ศูนย์ข้อมูล AI โดยเป็นการนำหลักการ ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ (Polluter Pays Principle) มาประยุกต์ใช้กับโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆ นำไปปรับใช้
- การกำหนดให้จ่ายค่าธรรมเนียมล่วงหน้าจะช่วยคัดกรองโครงการที่มีความแน่นอนสูงออกจากโครงการที่ยื่นขอเพื่อเก็งกำไร ซึ่งจะช่วยลดปัญหางานค้างในกระบวนการขอเชื่อมต่อระบบ (Interconnection Queue) และทำให้สามารถจัดสรรทรัพยากรโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจส่งผลให้นักลงทุนพิจารณาตั้งศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีศักยภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้ารองรับอยู่แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่สูงขึ้น
ที่มา: Carbon Brief วันที่ 31 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : Meridiam จากฝรั่งเศสเข้าถือหุ้นใหญ่ในโครงการสายส่งใต้ทะเล Great Sea Interconnector เชื่อมกรีซ-ไซปรัส-อิสราเอล
รายละเอียด:
- กลุ่มการลงทุนสัญชาติฝรั่งเศส Meridiam ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโครงการ Great Sea Interconnector (GSI) ซึ่งเป็นโครงการสายส่งไฟฟ้าใต้ทะเลความยาว 900 กิโลเมตร ที่จะเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของกรีซ ไซปรัส และอิสราเอลเข้าด้วยกัน
- ภายใต้ข้อตกลงใหม่นี้ ผู้ดำเนินการระบบสายส่งไฟฟ้าของกรีซ (IPTO) จะยังคงสถานะเป็นผู้ถือหุ้นเชิงยุทธศาสตร์และเป็นผู้นำด้านเทคนิคของโครงการต่อไป การเข้ามาของ Meridiam คาดว่าจะช่วยปลดล็อกปัญหาด้านเงินทุนและความล่าช้าที่โครงการเผชิญอยู่ก่อนหน้านี้
ผลกระทบ:
- การเข้าร่วมของ Meridiam ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรายใหญ่จากฝรั่งเศส เป็นการส่งสัญญาณบวกอย่างยิ่งต่อโครงการ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระดับสหภาพยุโรปต่อความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของสายส่งเส้นนี้ โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ยุโรปโดยการเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก
- โครงการ GSI ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของแผนการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะทั่วยุโรป (European Supergrid) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งผ่านพลังงานหมุนเวียนในปริมาณมากข้ามพรมแดน เพิ่มสภาพคล่องของตลาดไฟฟ้า และลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานและเป้าหมาย Net Zero ของสหภาพยุโรปในระยะยาว
ที่มา: Balkan Green Energy News วันที่ 6 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : ฟินแลนด์ผลักดันโมเดลบริหารจัดการโหลดไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลผ่านซอฟต์แวร์อัจฉริยะและความยืดหยุ่นของระบบ
รายละเอียด:
- บริษัท ecogrid.energy ในฟินแลนด์กำลังพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า ‘Green Energy Park’ สำหรับศูนย์ข้อมูล โดยผสมผสานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ ระบบกักเก็บพลังงาน และซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Software Platform – EMOP)
- รูปแบบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ศูนย์ข้อมูลสามารถมีส่วนร่วมในตลาดซื้อขายไฟฟ้าและให้บริการเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) ผ่านการตอบสนองด้านโหลด (Demand-Side Response) โดย Fingrid ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระบบสายส่งของฟินแลนด์ กำหนดให้ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่กว่า 30 เมกะวัตต์ ต้องมีความสามารถในการปรับลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 30% แบบทันที
ผลกระทบ:
- แนวทางของฟินแลนด์เป็นการเปลี่ยนมุมมองต่อศูนย์ข้อมูล จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่มีภาระต่อระบบ (Large Inflexible Load) ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่นและสามารถช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบไฟฟ้าได้ (Grid Asset) ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่น่าจับตามอง
- แนวคิดนี้แตกต่างจากแนวทางของสหราชอาณาจักรที่เน้นใช้มาตรการเชิงกำกับดูแล (Regulatory Approach) โดยฟินแลนด์เน้นการใช้เทคโนโลยีและกลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่หลากหลายในการรับมือกับความท้าทายจากโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่ในยุค AI และอาจเป็นต้นแบบให้ผู้ประกอบการ Utility และผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างระบบนิเวศพลังงานที่พึ่งพากันเอง
ที่มา: pv magazine Global วันที่ 6 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : อิตาลีเผชิญชั่วโมงค่าไฟฟ้าเป็นศูนย์พุ่งสูงถึง 88 ชั่วโมงในครึ่งปีแรก สะท้อนความท้าทายจากการเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์
รายละเอียด:
- รายงานการวิเคราะห์ระบบพลังงานของอิตาลีโดยหน่วยงาน ENEA เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดไฟฟ้าขายส่งของอิตาลีมีจำนวนชั่วโมงที่ราคาไฟฟ้าเป็นศูนย์ (Zero-Price Hours) สูงถึง 88 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นกว่าสี่เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีเพียง 20 ชั่วโมง
- ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเติบโตขึ้น 19% ในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม แม้การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมจะเพิ่มขึ้น แต่การผลิตจากพลังงานน้ำที่ลดลงส่งผลให้สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนโดยรวมเติบโตเพียงเล็กน้อย และทำให้ต้องพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 4.4%
ผลกระทบ:
- สถานการณ์นี้เป็นตัวตัวอย่างที่ชัดเจนของปรากฏการณ์ ‘Price Cannibalization’ ซึ่งเกิดจากการที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมากเข้ามาในระบบพร้อมกันในช่วงกลางวัน ส่งผลให้ราคาในตลาดขายส่งลดต่ำลงจนถึงศูนย์ ซึ่งจะกัดกร่อนรายได้และความสามารถในการคืนทุนของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เองในระยะยาว
- ภาวะราคาเป็นศูนย์เป็นสัญญาณทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลงทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อดูดซับพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินราคาถูกในช่วงกลางวัน และนำไปจำหน่ายในช่วงเย็นที่มีราคาสูงกว่า นอกจากนี้ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการออกแบบตลาดไฟฟ้า (Market Design) เพื่อสร้างรายได้จากบริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) และสร้างหลักประกันว่าการลงทุนในพลังงานสะอาดจะยังคงมีความคุ้มค่าทางการเงินต่อไป
ที่มา: pv magazine Global วันที่ 31 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : TotalEnergies เข้าซื้อกิจการพลังงานหมุนเวียนบนบกของ Shell ในยุโรป สะท้อนการปรับยุทธศาสตร์ของกลุ่มพลังงานยักษ์ใหญ่
รายละเอียด:
- บริษัท TotalEnergies จากฝรั่งเศส ได้ประกาศข้อตกลงเข้าซื้อธุรกิจพลังงานหมุนเวียนบนบก (Onshore Renewables) ทั้งหมดของบริษัท Shell ในทวีปยุโรป ซึ่งมีฐานอยู่ในสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์
- พอร์ตโฟลิโอที่เข้าซื้อประกอบด้วยโครงการพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินการแล้วหรืออยู่ระหว่างการก่อสร้างรวม 500 เมกะวัตต์ และโครงการในไปป์ไลน์อีก 3.5 กิกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในอิตาลี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และสเปน โดย Shell ให้เหตุผลในการขายว่าเป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นในธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าระยะยาวได้ดีกว่า
ผลกระทบ:
- การซื้อขายกิจการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางกลยุทธ์ที่แตกต่างกันของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของยุโรป โดย Shell กำลังปรับลดการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนบนบกที่มีผลตอบแทนต่ำกว่า ขณะที่ TotalEnergies กำลังเสริมความแข็งแกร่งให้กับยุทธศาสตร์ ‘Integrated Power’ ของตนเองโดยการขยายพอร์ตโฟลิโอการผลิตไฟฟ้าในตลาดยุโรปที่สำคัญ
- การควบรวมกิจการลักษณะนี้บ่งชี้ถึงแนวโน้มการ Consolidation ในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ซึ่งอาจนำไปสู่การมีผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งทางการเงินเข้ามามีบทบาทในตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงแรงกดดันด้านการแข่งขันและผลกำไรในธุรกิจพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนในยุโรป ซึ่งผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดและการเติบโต
ที่มา: Power Technology วันที่ 4 สิงหาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- สหภาพยุโรปอนุมัติแผนช่วยเหลือทางการเงินมูลค่า 59 ล้านยูโรของสโลวีเนีย เพื่อส่งเสริมการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบเดี่ยว (Standalone BESS) ซึ่งนับเป็นโครงการแรกของประเทศที่มุ่งสนับสนุนเทคโนโลยีนี้โดยเฉพาะ
- เยอรมนีประกาศลดอัตราค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Feed-in Tariff) สำหรับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ลง 1% ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การค้าไฟฟ้าโดยตรง (Direct Marketing) และยุติระบบ FiT ภายในปี 2573
- สหราชอาณาจักรเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบใหม่สำหรับ ‘Plug-in Solar’ ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะอนุญาตให้ครัวเรือนสามารถติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กด้วยตนเองได้ง่ายขึ้น เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงพลังงานสะอาดโดยเฉพาะสำหรับผู้เช่าที่พักอาศัย
- ประเทศลัตเวียมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมเกิน 1.5 กิกะวัตต์แล้ว โดยในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา พลังงานแสงอาทิตย์ได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แซงหน้าพลังงานรูปแบบอื่น
- รัฐสภายุโรปเตรียมพิจารณาข้อเสนอของกลุ่มประเทศบอลข่านตะวันตก ที่เรียกร้องให้มีการปรับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) สำหรับภาคไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น