รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 03-Oct-2026 ถึง 09-Oct-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : อาเซียนเร่งผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาคและพลังงานหมุนเวียน หวังลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์
รายละเอียด:
- รัฐมนตรีพลังงานกลุ่มประเทศอาเซียนได้ประชุมหารือร่วมกันที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อประเมินมาตรการความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงของภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออาเซียนที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคดังกล่าวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งหมด
- ที่ประชุมนำโดยนาย Felix Fuentebella ปลัดกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) และการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 35 ภายในปี 2568 โดยทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าข้ามพรมแดนนี้จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2583
ผลกระทบ:
- การเร่งพัฒนาความร่วมมือด้านสายส่งข้ามพรมแดนจะพลิกโฉมโครงสร้างระบบไฟฟ้าของภูมิภาคให้มีความยืดหยุ่นสูงขึ้น ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าที่มีราคาผันผวน และเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดข้ามประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงสร้างต้นทุนค่าพลังงานในระยะยาว
- ความท้าทายหลักคือการจัดหาแหล่งเงินทุนมหาศาลและการปรับปรุงกฎระเบียบของแต่ละประเทศให้สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับกิจการไฟฟ้าและนักลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่งอัจฉริยะเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและเป้าหมาย Net Zero ของภูมิภาค
ที่มา: สำนักข่าว Reuters (The Jakarta Post) วันที่ 6 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : อินโดนีเซียเดินหน้าบูรณาการโซลาร์เซลล์ 100 กิกะวัตต์ พร้อมพัฒนาระบบไมโครกริดบนเกาะนำร่องควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน
รายละเอียด:
- กระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ (ESDM) และการไฟฟ้าอินโดนีเซีย (PT PLN) กำลังเร่งขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ภายใต้การนำของนาย Rosan Roeslani รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยมีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 100 กิกะวัตต์ และทยอยปลดระวางเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลขนาด 13 กิกะวัตต์
- หนึ่งในโครงการนำร่องที่สำคัญคือโครงการบนเกาะ Rengit ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศพันธมิตรภายใต้โครงการ Just Energy Transition Partnership (JETP) โดยมีการพัฒนาระบบไมโครกริดที่บูรณาการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) และระบบไฮโดรเจนสีเขียว เข้ากับระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อยกระดับการจ่ายไฟให้ครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง
ผลกระทบ:
- การเพิ่มสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ จำเป็นต้องมีการลงทุนยกระดับโครงข่ายสายส่งและระบบกักเก็บพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของการผลิตไฟฟ้าและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้ากำลังในระดับประเทศ
- บทเรียนจากระบบไมโครกริดบนเกาะ Rengit สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ของการไฟฟ้า ที่เปลี่ยนจากการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์มาเป็นการบริหารจัดการระบบแบบกระจายศูนย์ การผสมผสานเทคโนโลยี BESS และไฮโดรเจนจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล
ที่มา: สำนักข่าว Antara News วันที่ 6 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : การไฟฟ้ามาเลเซีย (TNB) อัดฉีดงบลงทุน 4.3 หมื่นล้านริงกิต อัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนและโหลดจาก Data Center
รายละเอียด:
- นาย Badrulhisyam Fauzi ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินของ Tenaga Nasional Bhd (TNB) เปิดเผยในงาน Kuala Lumpur Sustainability Summit ว่า TNB เตรียมเพิ่มงบลงทุนเป็น 4.3 หมื่นล้านริงกิต สำหรับรอบการกำกับดูแลระยะที่ 4 (RP4) ระหว่างปี 2568-2570 เพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แข็งแกร่งและยืดหยุ่น
- การลงทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์ และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากโครงการ Data Center จำนวน 41 แห่งที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวม 5.75 กิกะวัตต์ และอีก 8.35 กิกะวัตต์ที่อยู่ในแผนจองใช้งาน รวมถึงเพิ่งมีการติดตั้งระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) ขนาด 100MW/400MWh แห่งแรกที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายหลักสำเร็จ
ผลกระทบ:
- การไหลทะลักของโหลดขนาดใหญ่จากกลุ่มเทคโนโลยี AI ทำให้กิจการไฟฟ้าต้องปรับแผนการลงทุนระบบสายส่งอย่างขนานใหญ่ โครงสร้างระบบไฟฟ้าจะต้องมีความทันสมัยและสามารถส่งผ่านพลังงานสะอาดจากจุดผลิตไปยังพื้นที่เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันปัญหาคอขวดในระบบสายส่ง
- ความท้าทายด้านการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่นี้ ทำให้เกิดโอกาสในตลาดพันธบัตรสีเขียว (Green Sukuk) รูปแบบธุรกิจของ Utility จะต้องเน้นการให้บริการโครงข่ายที่มีความยืดหยุ่นสูงควบคู่กับการใช้ Utility-scale BESS เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบในภาพรวม
ที่มา: สำนักข่าว The Edge Malaysia วันที่ 8 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : กัมพูชาเปิดใช้งานระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ พร้อมเทคโนโลยี Grid-forming รองรับการเริ่มเดินเครื่องระบบไฟฟ้าจากสภาวะดับถาวร
รายละเอียด:
- การไฟฟ้ากัมพูชา (Electricite du Cambodge – EDC) ร่วมกับบริษัท Sungrow ประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อระบบและทดสอบการใช้งานแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) ขนาด 108.4 MW / 215.6 MWh ณ สถานีไฟฟ่อย่อย Kandal Stueng ในจังหวัดกันดาล
- โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Grid-forming ขนาดใหญ่ระดับ Utility-scale ซึ่งผ่านการทดสอบประสิทธิภาพที่เข้มงวด โดยสามารถทำ Black-start หรือการเริ่มจ่ายไฟจากสภาวะที่ไม่มีแรงดันไฟฟ้าในระบบ เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับสายส่งความยาว 240 กิโลเมตร และสถานีไฟฟ้าย่อย 5 แห่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ผลกระทบ:
- ความสำเร็จนี้พิสูจน์ให้เห็นในเชิงประจักษ์ว่า BESS ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่กักเก็บและจ่ายพลังงานเท่านั้น แต่เทคโนโลยี Grid-forming ยังสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแรงดันและความถี่ ช่วยรักษาสมดุลและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้อย่างฉับไวเมื่อเกิดเหตุขัดข้องรุนแรง
- นับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับกิจการไฟฟ้าระดับสากลในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อลดความเสี่ยงทางเทคนิค เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงข่ายระบบไฟฟ้ากำลัง และรองรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยเปลี่ยนบทบาทของ BESS ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สนับสนุนโครงข่ายไฟฟ้าเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบ
ที่มา: สำนักข่าว Antara News วันที่ 5 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : สิงคโปร์ยกระดับศูนย์ทดสอบ Data Center เขตร้อน มุ่งวิจัยระบบทำความเย็นและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานรองรับโหลด AI
รายละเอียด:
- มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ร่วมกับหน่วยงานพัฒนาอุตสาหกรรม (JTC Corporation) และภาคเอกชนชั้นนำอย่าง Yokogawa และ Johnson Controls ประกาศความร่วมมือในโครงการ Sustainable Tropical Data Centre Testbed (STDCT 2.0) บนเกาะจูร่ง เพื่อประเมินและพัฒนาระบบจัดการพลังงานสำหรับ Data Center ในภูมิอากาศเขตร้อน
- โครงการนี้เกิดขึ้นในขณะที่สิงคโปร์กำลังขยายขีดความสามารถของ Data Center อีก 200 เมกะวัตต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับข้อจำกัดด้านพลังงานและน้ำจากการประมวลผล AI ที่มีความหนาแน่นสูง ผ่านการบูรณาการระบบควบคุมอัตโนมัติ การใช้ความร้อนทิ้งให้เกิดประโยชน์ และเทคโนโลยีทำความเย็นแบบล้ำสมัย
ผลกระทบ:
- โหลดการประมวลผล AI ที่ใช้พลังงานมหาศาลกำลังเปลี่ยนรูปแบบสถาปัตยกรรมของ Data Center อย่างสิ้นเชิง กิจการไฟฟ้าจะต้องเผชิญกับความต้องการโหลดแบบกระจุกตัวที่มีความหนาแน่นสูงมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพไฟฟ้าและความเพียงพอของทรัพยากรในระดับพื้นที่
- นวัตกรรมที่ได้จากศูนย์ทดสอบนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดภาระการดึงไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก และสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม
ที่มา: สำนักข่าว Antara News วันที่ 2 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : เวียดนามเดินหน้าแผนพัฒนาการกำลังผลิตไฟฟ้าฉบับที่ 8 เตรียมติดตั้งกังหันลมเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
รายละเอียด:
- การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดในประเทศเวียดนามมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แผนพัฒนาการกำลังผลิตไฟฟ้าแห่งชาติฉบับที่ 8 (PDP8) โดยบริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีระดับโลก Vestas ได้รับสัญญาจัดหากังหันลมรุ่นใหม่ล่าสุด V163-4.0 MW จำนวน 16 ชุด สำหรับโครงการทุ่งกังหันลมแห่งใหม่ในภาคกลางของเวียดนาม
- โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานลมระยะแรกภายใต้แผน PDP8 ที่ได้รับใบอนุญาตและเริ่มดำเนินการก่อสร้าง โดยเลือกใช้เทคโนโลยีกังหันลมที่มีขนาดโรเตอร์ใหญ่ถึง 163 เมตร และเสาสูง 155 เมตร ซึ่งถูกออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพความเร็วลมของเวียดนามโดยเฉพาะ เพื่อดึงศักยภาพการผลิตไฟฟ้าออกมาให้ได้สูงสุด
ผลกระทบ:
- การเลือกใช้เทคโนโลยีกังหันลมที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย (LCOE) ในระยะยาว และทำให้พลังงานลมมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดพลังงานของประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น
- ความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการตามแผน PDP8 อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างความชัดเจนด้านนโยบายเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน กิจการไฟฟ้าจึงต้องเตรียมความพร้อมในด้านการปรับปรุง Grid Code และนำระบบคาดการณ์กำลังการผลิต (Forecasting System) มาใช้อย่างจริงจังเพื่อบริหารจัดการโครงข่าย
ที่มา: สำนักข่าว Antara News วันที่ 6 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในมาเลเซียจับมือผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ศึกษาการสร้างโรงไฟฟ้าใช้เองเพื่อป้อน Data Center โดยเฉพาะ
รายละเอียด:
- บริษัท Mah Sing Group Bhd ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในมาเลเซีย ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ Kinergy Advancement Bhd (KAB) เพื่อศึกษาและประเมินโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สำหรับรองรับโครงการพัฒนา Data Center ขนาดใหญ่ในรัฐสลังงอร์และรัฐยะโฮร์
- ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการประเมินความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (Captive Power Plant) และการจัดหาพลังงานหมุนเวียนผ่านกลไก Corporate Renewable Energy Supply Scheme (CRESS) เพื่อให้ Data Center มีแหล่งจ่ายไฟฟ้าที่มั่นคง เพียงพอ สามารถควบคุมต้นทุนได้ และลดการพึ่งพาระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลักเพียงอย่างเดียว
ผลกระทบ:
- แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ของผู้บริโภครายใหญ่ (Prosumer) ที่ต้องการผลิตและบริหารจัดการไฟฟ้าใช้เองร่วมกับการซื้อพลังงานสะอาดผ่านกลไกตลาดเสรี เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความล่าช้าในการเชื่อมต่อโครงข่ายและข้อจำกัดของสายส่ง
- สำหรับการไฟฟ้านำมาซึ่งความท้าทายในการบริหารจัดการโหลด เนื่องจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เริ่มแยกตัวออกจากระบบหลักบางส่วน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้กิจการไฟฟ้าปรับบทบาทเป็นผู้ให้บริการระบบโครงข่าย (Grid Service Provider) ที่มีกลไกราคาการใช้สายส่ง (Wheeling Charge) ที่เป็นธรรมและยั่งยืน
ที่มา: สำนักข่าว The Edge Malaysia วันที่ 2 ตุลาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- ฟิลิปปินส์: ยอดขายไฟฟ้าของ Meralco ปรับตัวสูงขึ้น 0.7% แตะระดับ 35,938 GWh ในช่วง 8 เดือนแรกของปี สะท้อนการฟื้นตัวของความต้องการใช้ไฟฟ้าหลังผ่านพ้นผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
- ฟิลิปปินส์: Ayala Malls เดินหน้าขยายการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาห้างสรรพสินค้า 18 แห่ง คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าสะอาดเพิ่มได้ 29.4 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปีเพื่อส่งเสริมเป้าหมายการลดคาร์บอน
- อินโดนีเซีย: รัฐบาลพิจารณาชะลอการอนุญาตสร้างโรงถลุงนิกเกิลแห่งใหม่ที่ผลิตสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เพื่อป้องกันปัญหาอุปทานล้นตลาดและมุ่งเน้นการยกระดับห่วงโซ่อุปทานสู่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่แบบครบวงจร
- มาเลเซีย: บริษัท Samaiden Group คว้าสัญญา 238 ล้านริงกิต เพื่อรับเหมาก่อสร้างและจัดหาอุปกรณ์สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 99.99 เมกะวัตต์ ภายใต้โครงการ LSS5+
- อินโดนีเซีย: ความสำเร็จในการบังคับใช้น้ำมันไบโอดีเซล B50 ในภาคการขนส่ง ช่วยให้อินโดนีเซียสามารถประกาศยุติการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ทั้งหมด ซึ่งช่วยรักษาระดับความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศอย่างยั่งยืน