รายงานข่าวพลังงานสหรัฐฯ (USA Weekly) ประจำสัปดาห์ 12-Sep-2026 ถึง 18-Sep-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ สั่งเพิกถอนคำสั่งฉุกเฉินกระทรวงพลังงาน ชี้ไม่มีอำนาจบังคับยืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหินมิชิแกน
สาระสำคัญ:
ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีคำพิพากษาเป็นเอกฉันท์เพิกถอนคำสั่งฉุกเฉินของกระทรวงพลังงาน (DOE) ที่พยายามสั่งชะลอการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน J.H. Campbell ในรัฐมิชิแกน โดยระบุว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย Federal Power Act
รายละเอียด:
- ศาลอุทธรณ์เขตดีซี (D.C. Circuit Court of Appeals) ตัดสินยกเลิกคำสั่งฉุกเฉินตามมาตรา 202(c) ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ที่สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหิน J.H. Campbell ขนาด 1,560 เมกะวัตต์ ของบริษัท Consumers Energy ต้องเดินเครื่องต่อไป ทั้งที่มีแผนปลดระวางอย่างเป็นทางการและได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับรัฐแล้ว
- ผู้พิพากษา Cornelia Pillard ระบุว่ามาตรา 202(c) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นมาตรการสุดท้ายในยามวิกฤตที่เกิดเหตุขัดข้องฉุกเฉินอย่างแท้จริง ไม่ใช่อำนาจกว้างขวางที่ฝ่ายบริหารจะเข้าแทรกแซงกระบวนการวางแผนความมั่นคงของระบบไฟฟ้าระดับรัฐได้ ทั้งนี้ ฝ่ายค้านและกลุ่มผู้บริโภคชี้แจงว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวสร้างภาระค่าใช้จ่ายเดินเครื่องสูงกว่า 642,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันโดยไม่จำเป็นต่อความมั่นคงของโครงข่าย
ผลกระทบ:
- คำตัดสินนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สั่นคลอนคำสั่งฉุกเฉินลักษณะเดียวกันของรัฐบาลทรัมป์และ DOE ที่พยายามบังคับให้โรงไฟฟ้าฟอสซิลและถ่านหินในหลายรัฐยังคงเดินเครื่องต่อไป ซึ่งช่วยคืนอำนาจการวางแผนระบบไฟฟ้าให้แก่หน่วยงานกำกับดูแลระดับมลรัฐและผู้บริหารระบบโครงข่าย (RTO/ISO)
- สะท้อนบทเรียนสำคัญเชิงโครงสร้างว่า การพยายามยื้อโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่หมดอายุขัยทางเศรษฐศาสตร์ด้วยอำนาจการเมือง ก่อให้เกิดต้นทุนแฝงมหาศาลต่อผู้ใช้ไฟฟ้า (Ratepayers) และบิดเบือนกลไกตลาด ทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา: POWER Magazine, 11 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : กฎระเบียบ NERC และ FERC ปฏิรูประบบเชื่อมต่อโครงข่าย รองรับพฤติกรรมโหลดขนาดใหญ่จากศูนย์ข้อมูล AI
สาระสำคัญ:
องค์กรกำกับความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าระดับชาติ (NERC) ร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกลาง (FERC) เร่งปรับปรุงมาตรฐานการเชื่อมต่อโครงข่ายและกำหนดนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ Computational Load Entity เพื่อควบคุมความเสี่ยงของโหลดศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
รายละเอียด:
- NERC ได้เสนอกลยุทธ์เชิงรุกและจัดทำร่างเกณฑ์ใหม่ในการจัดชั้นผู้ใช้ไฟฟ้าศูนย์ข้อมูลประเภทประมวลผลขนาดใหญ่ (Computational Load Entity: CLE) ที่มีขนาดตั้งแต่ 20 เมกะวัตต์ขึ้นไป ให้เข้ามาอยู่ภายใต้มาตรฐานความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคบังคับ หลังจากพบกรณีไฟดับและแรงดันตกเมื่อปี 2024 ที่ทำให้โหลดศูนย์ข้อมูลหลุดออกจากระบบพร้อมกันถึง 1,500 เมกะวัตต์ในเวลาไม่กี่วินาที
- คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกลาง (FERC) ได้มีคำสั่งขีดเส้นตายให้ NERC ยื่นมาตรฐานความมั่นคงระบบไฟฟ้าและเกณฑ์การลงทะเบียนดังกล่าวภายในสิ้นปี 2569 พร้อมเปิดกระบวนการไต่สวนระดับภูมิภาคว่าด้วยแนวทางการเชื่อมต่อโครงข่ายสำหรับโหลดขนาดใหญ่
ผลกระทบ:
- ศูนย์ข้อมูลและโหลดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางเทคนิคที่เข้มงวดเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้า เช่น การทดสอบการเกาะระบบเมื่อแรงดันตก (Fault Ride-Through), การส่งมอบแบบจำลองเสถียรภาพพลวัต (Dynamic Modeling) และการประสานงานระบบรีเลย์ป้องกันร่วมกับสาธารณูปโภค
- สร้างโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ให้แก่ระบบกักเก็บพลังงาน BESS และอินเวอร์เตอร์ประเภท Grid-Forming ที่ต้องนำมาติดตั้งร่วมกับดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อปรับการจ่ายโหลดให้ราบรื่น (Load Smoothing) ลดกระแสฮาร์มอนิก และลดความเสี่ยงที่โหลดขนาดใหญ่จะกระทบความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้า เป็นบทเรียนสำคัญต่อการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าสากลในการรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
ที่มา: POWER Magazine, 17 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : ตลาดควบรวมกิจการไฟฟ้าและสาธารณูปโภคสหรัฐฯ พุ่งแตะ 205 พันล้านดอลลาร์ ขับเคลื่อนโดยดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์
สาระสำคัญ:
รายงานจากดีลอยต์เผยกิจกรรมการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในภาคไฟฟ้าและสาธารณูปโภคของสหรัฐฯ ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ทุบสถิติแตะ 205 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกระแสการลงทุนรองรับการเติบโตของศูนย์ข้อมูล AI
รายละเอียด:
- บริษัทตรวจสอบและให้คำปรึกษาชั้นนำ Deloitte เปิดเผยรายงานว่า ธุรกรรม M&A ในภาคพลังงานและสาธารณูปโภคของสหรัฐฯ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าสูงถึง 205 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าจาก 68 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ผ่าน 92 ดีลสำคัญ
- ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากเมกะดีล เช่น การควบรวมกิจการมูลค่า 66.8 พันล้านดอลลาร์ระหว่าง NextEra Energy และ Dominion Energy รวมถึงการที่กลุ่มทุน Global Infrastructure Partners (บริษัทย่อยของ BlackRock) ซื้อกิจการ AES Corp. กลับไปเป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ที่มูลค่าธุรกรรม 48 พันล้านดอลลาร์ เพื่อปรับโครงสร้างสินทรัพย์รองรับความต้องการไฟฟ้าของระบบคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์
ผลกระทบ:
- การขยายตัวนี้กระตุ้นให้สาธารณูปโภคหลายแห่งใช้วิธีหมุนเวียนเงินทุน (Capital Recycling) โดยขายสินทรัพย์ผลตอบแทนต่ำเพื่อนำสภาพคล่องไปลงทุนในโครงข่ายสายส่ง โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียนที่มีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าและรองรับโหลดดาต้าเซ็นเตอร์ได้รวดเร็ว
- สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าได้กลายเป็นคอขวดและสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ของระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการจัดกลุ่มทุนใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายเรื่อง Speed, Scale และ Scarcity ในการจ่ายไฟ ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องความสามารถในการจ่ายค่าไฟของภาคประชาชน (Affordability) และความเข้มงวดขององค์กรกำกับดูแล
ที่มา: T&D World, 17 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : ห่วงโซ่อุปทานและข้อจำกัดเทคโนโลยีสร้างแรงกดดันต่อระบบกักเก็บพลังงาน BESS และการเงินโครงการในสหรัฐฯ
สาระสำคัญ:
อุตสาหกรรมกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ในสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันหนักจากความล่าช้าในการผลิตชิ้นส่วน ข้อกำหนดการใช้วัตถุดิบในประเทศ และความเสี่ยงทางเทคนิคช่วงส่งมอบงานโครงการ
รายละเอียด:
- บริษัท Fluence Energy ประกาศปรับลดคาดการณ์รายได้ประจำปี 2569 ลง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปรับผลการดำเนินงาน EBITDA ขาดทุนแตะ 200 ล้านดอลลาร์ อันเนื่องมาจากปัญหาความล่าช้าในโรงงานผลิตระบบควบคุมอุณหภูมิ (HVAC) ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ปัญหาขาดแคลนแรงงานเชื่อมประกอบที่มีทักษะ และความล่าช้าในการส่งมอบหม้อแปลงและอินเวอร์เตอร์
- ขณะเดียวกัน ในงานสัมมนา US Battery Asset Management Summit ผู้บริหารจาก AES Corporation, RWE และ esVolta ชี้แจงตรงกันว่า โครงการ BESS กำลังเผชิญช่องว่างทางเทคนิคในการทดสอบระบบ (Commissioning) ระบบวัดหน่วยไฟฟ้า (Metering) และการปฏิบัติตามเกณฑ์ความมั่นคง ซึ่งทำให้ไม่สามารถสร้างรายได้ทันทีหลังวันจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) อีกทั้งรายได้ในตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบ Merchant มีความผันผวนสูงจนผู้พัฒนาต้องหันไปพึ่งพาสัญญาประเภท Tolling Agreements กับสาธารณูปโภค
ผลกระทบ:
- ต้นทุนและความเสี่ยงของการดำเนินโครงการ BESS เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ถูกกดดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องปรับห่วงโซ่อุปทานให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ Foreign Entity of Concern (FEOC) และคำสั่งจำกัดการนำเข้าอุปกรณ์โครงข่ายจากต่างประเทศ
- เน้นย้ำบทเรียนเชิงยุทธศาสตร์ว่า ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาแบตเตอรี่ที่ถูกลงเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของอุตสาหกรรมสนับสนุนในท้องถิ่น ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการประสานระบบ และการออกแบบโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่รับประกันกระแสเงินสดในระยะยาว
ที่มา: Energy Storage News, 17 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : ข้อพิพาททรัพย์สินทางปัญญาแผงโซลาร์เซลล์ส่อเค้าคลี่คลาย First Solar ถอนคำร้องสิทธิบัตร TOPCon ต่อ USITC
สาระสำคัญ:
First Solar ตัดสินใจถอนคำร้องละเมิดสิทธิบัตรเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ TOPCon จากคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (USITC) หันไปเน้นการดำเนินคดีแพ่งในศาลรัฐบาลกลางแทน หลังรัฐบาลใช้มาตรการทางภาษีสกัดสินค้านำเข้า
รายละเอียด:
- ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชั้นนำของสหรัฐฯ First Solar ซึ่งถือครองสิทธิบัตรโครงสร้างเซลล์ชนิด N-type TOPCon ที่ได้มาจากการเข้าซื้อกิจการ TetraSun ในปี 2013 ประกาศถอนคำร้องสอบสวนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรา 337 ออกจาก USITC ซึ่งเดิมอาจนำไปสู่การออกคำสั่งห้ามนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ TOPCon ของคู่แข่งรายใหญ่ทั่วโลก
- First Solar ชี้แจงว่าการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการบังคับใช้มาตรการ Section 232 ต่อการนำเข้าโพลีซิลิคอนและชิ้นส่วนอนุพันธ์ของรัฐบาลทรัมป์ ได้ช่วยสร้างความเป็นธรรมทางการค้าบริเวณชายแดนแล้ว ทำให้บริษัทปรับยุทธศาสตร์ไปมุ่งเน้นการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในศาลแขวงรัฐบาลกลางต่อผู้ผลิตอย่าง Canadian Solar, JinkoSolar, Trina Solar และ T1 Energy
ผลกระทบ:
- ช่วยลดความตึงเครียดระยะสั้นในห่วงโซ่อุปทานของผู้พัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ระดับสาธารณูปโภค (Utility-scale) ในสหรัฐฯ ที่กำลังเร่งก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ให้ต้องเผชิญภาวะของขาดแคลนฉับพลันจากการห้ามนำเข้า
- สะท้อนภาพความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างการปกป้องผู้ผลิตในประเทศและการเร่งติดตั้งพลังงานสะอาดเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน โดยความเสี่ยงทางคดีความยังคงเป็นต้นทุนแฝงที่ผู้พัฒนาโครงการต้องบริหารจัดการผ่านสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอย่างรอบคอบ
ที่มา: pv magazine USA, 17 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ ทุ่มงบ 528 ล้านดอลลาร์ สร้างโรงงานหม้อแปลงไฟฟ้าในมิสซิสซิปปี แก้วิกฤตห่วงโซ่อุปทานระบบส่ง
สาระสำคัญ:
Hitachi Energy ประกาศลงทุน 528 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อสร้างโรงงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังแห่งใหม่ในรัฐมิสซิสซิปปี ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เพื่อรองรับการขยายตัวของโครงข่ายไฟฟ้าและความต้องการจากศูนย์ข้อมูล AI
รายละเอียด:
- Hitachi Energy ผู้ผลิตเทคโนโลยีระบบส่งและจ่ายไฟฟ้าระดับโลก ประกาศแผนสร้างโรงงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่เมืองกัลล์แมน รัฐมิสซิสซิปปี ด้วยงบประมาณ 528 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนรวม 1.5 พันล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ โดยมีกำหนดเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้และเริ่มเดินสายการผลิตในปี 2572
- โรงงานแห่งใหม่นี้จะเพิ่มกำลังการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง (Power Transformers) ของบริษัทในรัฐมิสซิสซิปปีกว่าสองเท่า และสร้างงานประจำมากกว่า 700 ตำแหน่ง เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตหม้อแปลงไฟฟ้าขาดแคลนในสหรัฐฯ ที่ระยะเวลารอคอยสินค้า (Lead Time) ทะลุหลายปี
ผลกระทบ:
- ช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานระบบส่งไฟฟ้า (Bulk Power System) ในสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากความต้องการเชื่อมต่อของศูนย์ข้อมูล AI การผลิตขั้นสูง และการขยายโครงข่ายเพื่อรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
- เป็นตัวอย่างรูปธรรมของนโยบายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนโครงข่ายสำคัญภายในประเทศ (Onshoring) ซึ่งกิจการไฟฟ้าทั่วโลกควรนำมาเป็นกรณีศึกษาในการบริหารความเสี่ยงด้านจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์หลัก เพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าในยุคที่มีการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์
ที่มา: T&D World, 17 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : รัฐแมสซาชูเซตส์อนุมัติลดค่าไฟฟ้าฤดูหนาว หนุนครัวเรือนใช้ฮีตปั๊ม สะท้อนต้นทุนระบบจำหน่ายและสายส่งที่แท้จริง
สาระสำคัญ:
หน่วยงานกำกับดูแลกิจการสาธารณูปโภครัฐแมสซาชูเซตส์อนุมัติโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าฤดูหนาวแบบมีส่วนลดพิเศษสำหรับบ้านที่ติดตั้งปั๊มความร้อน (Heat Pumps) เพื่อจูงใจการใช้พลังงานสะอาดและสะท้อนต้นทุนโครงข่ายตามเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง
รายละเอียด:
- กรมกำกับดูแลกิจการสาธารณูปโภคแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ (DPU) ได้อนุมัติข้อเสนอของบริษัท National Grid และ Unitil ในการปรับลดอัตราค่าบริการสายส่ง (Transmission Charges) และระบบจำหน่ายลงสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งฮีตปั๊ม โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ครัวเรือนกว่า 65,000 แห่งประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้เฉลี่ย 16-21 ดอลลาร์ต่อเดือน
- โครงสร้างราคานี้อิงจากหลักเศรษฐศาสตร์ระบบไฟฟ้าที่ว่า โครงข่ายสายส่งและระบบจำหน่ายถูกออกแบบเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในฤดูร้อน (Summer Peak) ทำให้โครงข่ายมีขีดความสามารถเหลือเฟือในช่วงฤดูหนาว การเพิ่มโหลดไฟฟ้าจากฮีตปั๊มในฤดูหนาวจึงไม่ก่อให้เกิดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่แก่สาธารณูปโภค
ผลกระทบ:
- มาตรการนี้ช่วยแก้ปัญหาสำคัญด้านความสามารถในการจ่ายค่าพลังงาน (Affordability) และจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนจากระบบทำความร้อนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติมาเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับแผนการมุ่งสู่ Net Zero ของมลรัฐภายในปี 2593
- เป็นแนวทางนวัตกรรมด้านโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า (Rate Design Innovation) ที่สะท้อนต้นทุนตามสภาพเวลาและการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์สายส่งที่มีอยู่ให้คุ้มค่าสูงสุด ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบปรับอากาศแบบยืดหยุ่นในระบบไฟฟ้าอื่นๆ ได้
ที่มา: Canary Media, 17 กันยายน 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- โครงการนำร่อง V2G ผ่านไฟฟ้ากระแสสลับ: UL Solutions เปิดตัวโครงการทดสอบรับรองมาตรฐานระบบประจุไฟฟ้าสองทิศทาง (AC Bidirectional EV Charging) ตามเกณฑ์ UL 1741 SC ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนฮาร์ดแวร์ V2G ในสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การพัฒนาโซลูชันระบบทำความร้อนภาคอุตสาหกรรม: Holcim ร่วมมือกับ Electrified Thermal Solutions ติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บความร้อน (Thermal Battery) ที่ใช้อิฐทนไฟนำไฟฟ้าเพื่อผลิตความร้อนสูงทดแทนการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์
- ความร่วมมือพัฒนาระบบ BESS สำหรับโครงข่ายท้องถิ่น: FlexGen ขยายความร่วมมือกับ Lightshift Energy เพื่อส่งมอบระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่รวม 80 เมกะวัตต์ ในพื้นที่โครงข่าย PJM และ ISO-NE โดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์เดิมและการจ่ายไฟให้กับโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์
- โครงการความร่วมมือโซลาร์ชุมชน: 38 Degrees North บรรลุข้อตกลงจัดหาเงินทุนมูลค่า 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากสถาบันการเงิน เพื่อก่อสร้างโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ระดับชุมชนกำลังการผลิตรวม 85 เมกะวัตต์ในรัฐนิวยอร์กและอิลลินอยส์
- แรงกระตุ้นการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง: กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ประกาศการแข่งขัน Quantum Genesis Q มูลค่า 215 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สนับสนุนการวิจัยคอมพิวเตอร์ควอนตัมเพื่อเร่งการค้นพบวัสดุขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ตัวนำยวดยิ่งและพลังงานฟิวชัน