รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 29-Aug-2026 ถึง 04-Sep-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : เดย์วันจับมือทีเอ็นบีศึกษาการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่พร้อมระบบแบตเตอรี่ 1.5 กิกะวัตต์เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ในมาเลเซีย
รายละเอียด:
-
– บริษัท เดย์วัน ดาต้า เซ็นเตอร์ส ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากสิงคโปร์ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ ทีเอ็นบี เพาเวอร์ เจเนอเรชัน หรือ ทีเอ็นบี เจนโค ซึ่งเป็นบริษัทย่อยด้านการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าแห่งชาติมาเลเซีย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ขนาดกำลังผลิตสูงสุด 1.5 กิกะวัตต์ ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ สำหรับศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในรัฐเซลังกอร์
– ความร่วมมือดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ดาโต๊ะ ชาห์ริล อับดุล ลาติฟ กรรมการผู้จัดการของทีเอ็นบี เจนโค และ จิมมี หยาน ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศมาเลเซียของเดย์วัน เป็นผู้ลงนาม โดยมี ดาตุ๊ก อิร์. ซัมซุล อาหมัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของทีเอ็นบี ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อสนับสนุนแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งชาติของมาเลเซีย และรองรับมาตรการภาครัฐที่กำหนดให้ศูนย์ข้อมูลต้องมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างน้อยร้อยละ 30
ผลกระทบ:
– ในมิติของระบบไฟฟ้า การผสานโรงไฟฟ้าเฉพาะพื้นที่ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่จะช่วยบรรเทาภาระโหลดมหาศาลจากศูนย์ประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพของโครงข่ายสายส่งหลัก ลดความเสี่ยงของปัญหาคอขวดและไฟตกดับในพื้นที่เศรษฐกิจหนาแน่น
– สะท้อนบทเรียนสำคัญเชิงนโยบายต่อการปรับตัวของกิจการไฟฟ้าในภูมิภาค ที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจากผู้จำหน่ายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นพันธมิตรจัดหาพลังงานแบบเบ็ดเสร็จ การจัดสรรโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบสีเขียว และการบริหารโหลดขนาดใหญ่เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน
ที่มา: Antara News วันที่ 3 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : ข้อเรียกร้องให้วุฒิสภาฟิลิปปินส์ตรวจสอบโครงการแพกซ์ ซิลิกา หลังพบความเสี่ยงใช้ไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 20 ของเกาะลูซอน
รายละเอียด:
-
– ดร.ทีโอโดโร เมนโดซา นักวิชาการด้านเกษตรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ ได้นำเสนอรายงานวิจัยเรียกร้องให้วุฒิสภาฟิลิปปินส์เข้ามามีบทบาทตรวจสอบโครงการ แพกซ์ ซิลิกา ซึ่งเป็นระเบียงเศรษฐกิจและศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ แทนที่จะปล่อยให้ดำเนินการผ่านเพียงข้อตกลงของฝ่ายบริหาร
– การศึกษาชี้ให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 3 กิกะวัตต์ หรือเทียบเท่ากับเกือบร้อยละ 20 ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุดบนเกาะลูซอน รวมทั้งต้องการพื้นที่ติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และอ่างเก็บน้ำกว่า 20,000 เฮกตาร์ ซึ่งอาจกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดตาร์ลัก ปัมปังกา และนูเอวาเอซีฮา โดยประธานวุฒิสภา เชอร์วิน กัตชาเลียน ได้เริ่มเปิดกระบวนการรับฟังข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงแล้ว
ผลกระทบ:
– การเพิ่มขึ้นของโหลดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างฉับพลันสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบผลิตและระบบสายส่งไฟฟ้า หากกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ไม่มีการวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าแบบบูรณาการที่สอดรับกัน อาจนำไปสู่วิกฤตไฟฟ้าดับ ค่าไฟฟ้าในระบบขายส่งพุ่งสูง และการเบียดบังการเชื่อมต่อพลังงานหมุนเวียนของภาคส่วนอื่น
– เป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าการดึงดูดการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ต้องพิจารณาขีดจำกัดของทรัพยากรพลังงานและน้ำควบคู่กัน นโยบายพลังงานจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการมีสัดส่วนพลังงานสะอาดที่แน่นอนและร่วมลงทุนในระบบโครงข่าย เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
ที่มา: Inquirer วันที่ 3 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : เอสพี เพาเวอร์กริด ชี้โครงข่ายไฟฟ้าสิงคโปร์พร้อมรองรับพลังงานนิวเคลียร์โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างสายส่งขนานใหญ่
รายละเอียด:
-
– นายจิมมี คู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท เอสพี เพาเวอร์กริด ในเครือ เอสพี กรุ๊ป ผู้ดูแลระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าของสิงคโปร์ เปิดเผยว่า หากประเทศตัดสินใจบรรจุพลังงานนิวเคลียร์เข้าสู่แผนพลังงานในอนาคต ระบบโครงข่ายไฟฟ้าจะไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานหลักครั้งใหญ่ เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าด้วยเครื่องกังหันไอน้ำที่มีลักษณะจ่ายไฟฟ้าฐานได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซแบบวงจรรวมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
– ปัจจุบันสิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอาร์ ควบคู่ไปกับการเร่งติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้บรรลุ 3 กิกะวัตต์สูงสุดภายในปี 2573 และการนำเข้าไฟฟ้าพลังงานสะอาดผ่านสายส่งข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
ผลกระทบ:
– การประเมินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการบูรณาการพลังงานคาร์บอนต่ำที่มีเสถียรภาพสูงเข้าสู่ระบบไฟฟ้าในเมืองที่มีโครงข่ายใต้ดินระยะทางกว่า 28,000 กิโลเมตร มีความท้าทายด้านวิศวกรรมไฟฟ้าน้อยกว่าการจัดการความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์ต้องพึ่งพาระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ขนาด 9.6 เมกะวัตต์เข้ามาช่วยรักษาความถี่และสมดุลระบบ
– บทเรียนสำหรับผู้บริหารระบบโครงข่ายคือการรักษาสมดุลระหว่างพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียรกับแหล่งพลังงานฐานคาร์บอนต่ำ ซึ่งการศึกษานิวเคลียร์ขนาดเล็กกลายเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าจับตาสำหรับประเทศที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการติดตั้งพลังงานสะอาด แต่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคผลิตไฟฟ้าที่คิดเป็นร้อยละ 40 ของประเทศ
ที่มา: The Straits Times วันที่ 2 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : สิงคโปร์และไทยกระชับความร่วมมือระดับทวิภาคี เดินหน้าขับเคลื่อนโครงข่ายสายส่งอาเซียนและความมั่นคงทางพลังงาน
รายละเอียด:
-
– นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เข้าพบหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ในการประชุมผู้นำสิงคโปร์-ไทย ณ กรุงเทพมหานคร โดยทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องในการจัดทำวาระการดำเนินงานระยะหลายปีสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน ในโอกาสที่สิงคโปร์จะเป็นประธานอาเซียนในปี 2570 และไทยจะรับหน้าที่ต่อในปี 2568
– ผู้นำทั้งสองประเทศได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการโครงข่ายสายส่งอาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน โดยยกย่องความสำเร็จของโครงการบูรณาการพลังงาน สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ระยะแรก ที่สามารถส่งผ่านไฟฟ้าพลังน้ำคาร์บอนต่ำจำนวน 100 เมกะวัตต์จากลาวผ่านไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางความตึงเครียดด้านพลังงานในเวทีโลก
ผลกระทบ:
– การผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างไทยและสิงคโปร์จะช่วยเร่งรัดการพัฒนาข้อตกลงการใช้โครงข่ายร่วมกัน ระเบียบพิธีการส่งผ่านกำลังไฟฟ้า และการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสายส่งที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขยายขนาดการค้าพลังงานสะอาดในอนุภูมิภาค
– เสริมสร้างความยืดหยุ่นและการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของภูมิภาคอาเซียน ช่วยลดต้นทุนการสำรองไฟฟ้าของแต่ละประเทศ และเป็นเวทีเชิงนโยบายที่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้าแรงดันสูงเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค
ที่มา: The Straits Times วันที่ 2 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : อินโดนีเซียเดินหน้าประเมินห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์มดิบ เตรียมประกาศบังคับใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี60 ภายในปี 2570
รายละเอียด:
-
– กระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย นำโดย นายยูลีออต ตันจุง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ เปิดเผยว่า ทางกระทรวงกำลังเร่งประเมินปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมแปรรูปเมทิลเอสเทอร์จากกรดไขมัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการบังคับใช้มาตรการไบโอดีเซล บี60 ภายในปี 2570 ตามแนวนโยบายของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต
– นางเอนียา ลิสเตียนี เดวี อธิบดีกรมพลังงานใหม่ พลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์พลังงาน ระบุว่ากำลังประสานงานกับกองทุนจัดการสวนปาล์มน้ำมันเพื่อศึกษาสัดส่วนทางเทคนิค โดยเฉพาะการพิจารณาผสมน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการบำบัดด้วยไฮโดรเจน หรือเอชวีโอ ในสัดส่วนร้อยละ 10 ซึ่งมีราคาสูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไปราว 1.5 ถึง 2 เท่า ให้ได้ข้อสรุปภายในเดือนธันวาคม 2569
ผลกระทบ:
– การยกระดับสูตรผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเป็น บี60 จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อดุลการค้าพลังงานของอินโดนีเซีย โดยช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศและประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มหาศาล แต่สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนกองทุนอุดหนุนราคาพลังงานชีวภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
– สะท้อนถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการโครงสร้างราคาพลังงานและการจัดสรรวัตถุดิบทางการเกษตรระหว่างภาคอาหาร พลังงานทดแทน และการส่งออกอย่างสมดุล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงในภาคการขนส่งและการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลเป็นหลัก
ที่มา: Antara News วันที่ 2 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : ฟิลิปปินส์เร่งขยายการแข่งขันค้าปลีกไฟฟ้าและเปิดให้ใช้ระบบโครงข่าย มุ่งเป้าลดต้นทุนค่าพลังงานให้กลุ่มเอสเอ็มอี
รายละเอียด:
-
– หน่วยงานกำกับดูแลกิจการพลังงานของฟิลิปปินส์ได้ปรับลดเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสิทธิ์เลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ค้าปลีกได้อย่างเสรี ภายใต้โครงการแข่งขันค้าปลีกและเปิดให้บุคคลที่สามเข้าใช้ระบบโครงข่าย ลงมาอยู่ที่ระดับความต้องการไฟฟ้าสูงสุด 100 กิโลวัตต์ จากเดิมที่กำหนดไว้ 1 เมกะวัตต์เมื่อเริ่มโครงการ ทำให้สถานประกอบการพาณิชย์และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีสิทธิ์เจรจาซื้อไฟฟ้าได้โดยตรง
– นายมาร์โก ซาร์เมียนโต รองประธานของ คอร์เอนเนอร์ยี หน่วยธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้าในเครือ วิวันต์ กรุ๊ป ระบุว่าการเปลี่ยนมาทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้จัดหาไฟฟ้ารายย่อยสามารถช่วยลดค่าพลังงานไฟฟ้าลงได้ราวร้อยละ 10 ถึง 15 โดยอาศัยโครงข่ายสายส่งและสายจำหน่ายเดิมของการไฟฟ้าท้องถิ่น และติดตั้งเพียงมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะเพิ่มเติม ซึ่งเครือข่ายร้านอาหารแมคโดนัลด์ ฟิลิปปินส์ ได้เริ่มเปลี่ยนไปทำสัญญาเพื่อลดต้นทุนค่าไฟของสาขาแล้ว
ผลกระทบ:
– การลดเพดานเกณฑ์เปิดเสรีช่วยปลดล็อกให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริงในฝั่งการค้าปลีกไฟฟ้า บีบให้ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องพัฒนาสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่น มีการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าคงที่เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดกลาง
– เป็นการส่งสัญญาณให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายต้องปรับบทบาทไปสู่การเป็นผู้ให้บริการระบบโครงข่ายสายจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งเร่งพัฒนาระบบโครงข่ายอัจฉริยะเพื่อรองรับการตรวจวัดและส่งข้อมูลแบบสองทาง ซึ่งเป็นโมเดลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิรูปตลาดไฟฟ้าในอาเซียน
ที่มา: The Philippine Star วันที่ 3 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : ทรีนาโซลาร์ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 10 เมกะวัตต์ชั่วโมงในเวียดนาม
รายละเอียด:
-
– บริษัท ทรีนาโซลาร์ ผู้ผลิตอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน ได้ส่งมอบแผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูงชนิด เอ็น-ไทป์ ขนาด 3 เมกะวัตต์สูงสุด ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ รุ่น ทรีนา สโตเรจ เอเลเมนตา ทู ขนาดความจุ 10 เมกะวัตต์ชั่วโมง ให้แก่โครงการโคโรนา รีสอร์ท บนเกาะฟู้โกว๊ก ประเทศเวียดนาม ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท น้ำเวียด กรีน เอเนอร์จี
– โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากระบบโซลาร์เซลล์เดิมที่มีอยู่ 5.5 เมกะวัตต์สูงสุด โดยการนำระบบแบตเตอรี่แบบกระแสสลับเข้ามาเชื่อมต่อ เพื่อเตรียมจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เข้าสู่ระบบในเดือนกันยายน สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของเวียดนามที่ตั้งเป้าหมายติดตั้งระบบบีอีเอสเอสให้ได้ 10,000 ถึง 16,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573
ผลกระทบ:
– การผสานแบตเตอรี่เข้ากับโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์บนพื้นที่เกาะช่วยแก้ไขปัญหาความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยตัดยอดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในช่วงหัวค่ำ และลดการพึ่งพาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลที่มีต้นทุนและมลพิษสูง ส่งผลให้ความมั่นคงทางไฟฟ้าของระบบโครงข่ายแยกเดี่ยวดีขึ้นอย่างชัดเจน
– สะท้อนทิศทางของตลาดพลังงานทดแทนในอาเซียนที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การลงทุนระบบพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่แบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการสั่งจ่ายไฟฟ้าและเตรียมพร้อมสำหรับกลไกตลาดไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนขึ้นในอนาคต
ที่มา: Antara News วันที่ 27 สิงหาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
-
– โกลบ เทเลคอม ในฟิลิปปินส์ เตรียมพิจารณานำธุรกิจศูนย์ข้อมูล เอสทีที จีดีซี เข้าระดมทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หลังดีมานด์ด้านปัญญาประดิษฐ์ผลักดันการใช้กำลังไฟฟ้าพุ่งเต็มพิกัด 32 เมกะวัตต์
– มาเลเซีย แอร์พอร์ตส์ เดินหน้าพัฒนาโครงการ เคแอลไอเอ แอโรโพลิส โซลาร์ พาร์ค ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ 36 เมกะวัตต์สูงสุด พร้อมแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน 45 เมกะวัตต์ชั่วโมง เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์
– กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์เตรียมออกแผนระยะเปลี่ยนผ่าน เร่งรัดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมที่อยู่นอกเหนือคำสั่งระงับการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ กำลังผลิตรวม 3,000-5,000 เมกะวัตต์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงไฟดับในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้
– รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซียเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการเปลี่ยนผ่านพลังงานกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า พร้อมผลักดันการลงทุนโครงข่ายสายส่งอาเซียนและระบบแบตเตอรี่รองรับพลังงานหมุนเวียน
– กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอินโดนีเซีย ดานันตารา ประกาศเร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลและห่วงโซ่อุปทานชิปปัญญาประดิษฐ์เพื่อแก้ไขปัญหาความจุไฟฟ้าและพื้นที่เซิร์ฟเวอร์ที่ขาดแคลนอย่างหนักในประเทศ