รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศ EU & UK (EU&UK Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 08-Aug-2026 ถึง 14-Aug-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสหภาพยุโรปแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
รายละเอียด:
- ข้อมูลล่าสุดจาก Eurostat ซึ่งเป็นหน่วยงานสถิติของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เปิดเผยว่า ในปี พ.ศ. 2568 สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั้งหมด (ถ่านหินแข็งและถ่านหินสีน้ำตาล) ในสหภาพยุโรปลดลงเหลือเพียง 9.2% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
- เมื่อจำแนกประเภท พบว่าถ่านหินแข็ง (Hard Coal) มีสัดส่วนเพียง 3.7% และถ่านหินสีน้ำตาล (Brown Coal) มีสัดส่วน 5.5% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับกว่า 30% ในปี พ.ศ. 2543 และกว่า 33% ในปี พ.ศ. 2533
- แนวโน้มการเลิกใช้ถ่านหินมีความชัดเจนในหลายประเทศสมาชิก โดยโปรตุเกสได้ยุติการใช้ถ่านหินแข็งในการผลิตไฟฟ้าไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 และสโลวาเกียได้ยุติการผลิตถ่านหินสีน้ำตาลในปี พ.ศ. 2567 ทำให้ปัจจุบันเหลือผู้ผลิตถ่านหินสีน้ำตาลในสหภาพยุโรปเพียง 8 ประเทศ
ผลกระทบ:
การลดลงอย่างต่อเนื่องของถ่านหินสะท้อนถึงความสำเร็จของนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป เช่น ระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU ETS) และการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ซึ่งทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมีต้นทุนสูงและไม่สามารถแข่งขันได้กับพลังงานสะอาดและก๊าซธรรมชาติ
การเปลี่ยนผ่านจากการผลิตไฟฟ้าฐาน (Baseload) ที่เคยพึ่งพาถ่านหินไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูงขึ้น ทำให้ความมั่นคงของระบบไฟฟ้ากลายเป็นความท้าทายหลัก ผู้ดำเนินการระบบส่ง (TSO) และผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความยืดหยุ่นของระบบ เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS), โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ, การตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) และการเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างประเทศ (Interconnector) เพื่อสร้างสมดุลให้กับระบบไฟฟ้า
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตไฟฟ้านี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังวางแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการวางแผนเชิงนโยบายที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้าให้ทันสมัยและยืดหยุ่นเพื่อรองรับอนาคต
ที่มา: European Commission, 13 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : คลื่นความร้อนและสุริยุปราคาเผยจุดอ่อนระบบไฟฟ้าในยุโรป ดันราคาพุ่งสูงและกระทบความมั่นคงด้านพลังงาน
รายละเอียด:
- หลายประเทศในยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง ส่งผลให้อุณหภูมิแม่น้ำสูงขึ้นและระดับน้ำลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะแม่น้ำดานูบและแม่น้ำไรน์ ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในหลายประเทศต้องลดหรือหยุดการผลิตไฟฟ้าเนื่องจากขาดน้ำหล่อเย็น
- ประเทศโรมาเนียได้สั่งปิดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ ณ โรงไฟฟ้า Cernavodă โดยสมบูรณ์ หลังจากระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้โรงไฟฟ้าซึ่งเคยผลิตไฟฟ้าคิดเป็น 20% ของประเทศต้องหยุดเดินเครื่องทั้งหมด
- เหตุการณ์สุริยุปราคาที่เกิดขึ้นในวันที่ 12 สิงหาคม ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ทั่วยุโรปลดลงประมาณ 9.7 GW สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อระบบไฟฟ้าที่ตึงเครียดอยู่แล้วจากผลกระทบของคลื่นความร้อน
ผลกระทบ:
เหตุการณ์นี้เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในยุโรป แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เพียงพลังงานหมุนเวียนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ แต่โรงไฟฟ้าฐาน (Baseload) อย่างนิวเคลียร์และถ่านหินก็มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาค
ราคาไฟฟ้าในตลาดจร (Spot Market) พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากอุปทานไฟฟ้าลดลงสวนทางกับความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และกลไกการจัดการด้านอุปสงค์ (Demand-Side Management) เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างสมดุลและลดความผันผวนของราคา
ผู้ดำเนินการระบบส่งไฟฟ้าทั่วยุโรป (ENTSO-E) และหน่วยงานกำกับดูแลต้องทบทวนแผนการรับมือภาวะฉุกเฉินและประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งหมดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับระบบไฟฟ้าในระยะยาว รองรับสภาพอากาศสุดขั้วที่จะเกิดบ่อยครั้งขึ้นในอนาคต
ที่มา: Balkan Green Energy News, Carbon Brief, 13 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : ระบบส่งไฟฟ้าแห่งอนาคต: สหภาพยุโรปเร่งพัฒนานวัตกรรมสายส่งไฟฟ้าตัวนำยิ่งยวด (Superconductor) เพื่อลดการพึ่งพาทองแดงและลดการสูญเสียพลังงาน
รายละเอียด:
- คณะกรรมาธิการยุโรปให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสายส่งไฟฟ้ากำลังที่ใช้เทคโนโลยีตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Cables) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและลดการพึ่งพาวัตถุดิบที่ขาดแคลนเช่นทองแดง
- โครงการ SUBRACABLE ในเดนมาร์ก นำโดย Dr. Anders Wulff จากบริษัท SUBRA กำลังพัฒนาสายส่งที่ทำจากเซรามิกชนิดพิเศษ ซึ่งต้นแบบสามารถลดการใช้ทองแดงได้ถึง 99% และลดการสูญเสียพลังงานในระบบส่งได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับสายทองแดงแบบดั้งเดิม
- โครงการ SCARLET นำโดย Dr. Niklas Magnusson จากสถาบันวิจัย SINTEF ในนอร์เวย์ กำลังพัฒสายส่งที่ทำจากแมกนีเซียมไดโบไรด์ (Magnesium Diboride) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการก่อสร้างฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง (Offshore Wind Farm) ได้ถึง 15% เนื่องจากสายส่งชนิดนี้สามารถนำส่งกระแสไฟฟ้าสูงได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานีแปลงไฟฟ้า AC/DC ขนาดใหญ่บนแท่นนอกชายฝั่ง
ผลกระทบ:
เทคโนโลยีสายส่งตัวนำยิ่งยวดถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญสำหรับการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) เพราะสามารถแก้ไขปัญหาคอขวด 2 ประการหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คือ การสูญเสียพลังงานในระบบส่ง (Transmission Loss) และการพึ่งพาทองแดงซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่มีราคาสูงและอาจขาดแคลนในอนาคต
การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งจะช่วยลดต้นทุนโครงการได้อย่างมาก ทำให้พลังงานสะอาดมีราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น และเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของสหภาพยุโรป
ความสำเร็จของโครงการเหล่านี้จะเป็นต้นแบบสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมในการสร้างระบบส่งไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน สามารถส่งจ่ายพลังงานสะอาดปริมาณมหาศาลจากแหล่งผลิตที่อยู่ห่างไกล เช่น ทะเลเหนือ เข้าสู่ศูนย์กลางความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคพื้นทวีปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา: European Commission, 13 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : สกอตแลนด์เปิดดำเนินการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตอกย้ำบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้า
รายละเอียด:
- โครงการ Coalburn 1 ซึ่งเป็นระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 500 MW / 1 GWh ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วในเขต South Lanarkshire ประเทศสกอตแลนด์ ทำให้กลายเป็นโครงการ BESS ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป
- โครงการนี้พัฒนาโดย Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) และสร้างขึ้นบนพื้นที่เหมืองถ่านหินเก่า เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
- Coalburn 1 ได้รับสัญญาตลาดเสริมความมั่นคง (Capacity Market Contract) ระยะยาว 15 ปี สำหรับกำลังการผลิต 300 MW ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่แน่นอนและสะท้อนถึงคุณค่าของ BESS ในการให้บริการเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้า โดยมีบริษัท Canadian Solar เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีแบตเตอรี่
ผลกระทบ:
การเปิดดำเนินการโครงการ BESS ขนาดใหญ่นี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเทคโนโลยีและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการนำระบบกักเก็บพลังงานมาใช้ในระดับสายส่ง (Transmission-connected) เพื่อบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะพลังงานลมซึ่งมีสัดส่วนสูงมากในสกอตแลนด์
การมีสัญญา Capacity Market ระยะยาวเป็นตัวบ่งชี้ว่า ตลาดไฟฟ้ากำลังพัฒนากลไกที่ให้มูลค่าแก่บริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) ที่ BESS สามารถให้บริการได้ เช่น การควบคุมความถี่ (Frequency Regulation) และการเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Capacity) ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใน BESS เพิ่มขึ้น
บทบาทของ BESS ขนาดใหญ่เช่นนี้จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในระบบไฟฟ้าทั่วโลก โดยเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในการสร้างเสถียรภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับโครงข่ายไฟฟ้าที่ต้องรองรับพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงขึ้นตามเป้าหมาย Net Zero
ที่มา: pv magazine Global, 12 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : ฝรั่งเศสขยายกลไกสั่งหยุดผลิตพลังงานหมุนเวียน (Curtailment) ครอบคลุมโครงการขนาดเล็ก เพื่อรับมือภาวะราคาไฟฟ้าติดลบ
รายละเอียด:
- รัฐบาลฝรั่งเศสได้ออกคำสั่งใหม่เพื่อขยายขอบเขตของกลไกการสั่งหยุดการผลิตไฟฟ้า (Curtailment) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ในช่วงเวลาที่ราคาไฟฟ้าในตลาดขายส่งติดลบ
- เกณฑ์กำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าที่จะเข้าข่ายอยู่ภายใต้กลไกนี้จะถูกปรับลดลงจากเดิมที่ 10 MW เหลือเพียง 1 MW โดยจะดำเนินการเป็น 2 ระยะ คือลดเหลือ 5 MW ในเดือนธันวาคม 2569 และลดเหลือ 1 MW ในเดือนมีนาคม 2570
- การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดกลางและเล็กจำนวนมากต้องมีความพร้อมทางเทคนิคในการรับคำสั่งและหยุดการผลิตจากระยะไกล โดยผู้ประกอบการจะได้รับค่าชดเชยสำหรับพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งหน่วยงาน EDF Obligation d’Achat กำลังเตรียมความพร้อมให้กับผู้ผลิต
ผลกระทบ:
นโยบายนี้สะท้อนภาพของตลาดไฟฟ้าที่เติบโตเต็มที่และมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง จนเกิดปัญหาอุปทานล้นตลาดและราคาติดลบบ่อยครั้ง การขยายกลไกนี้ไปยังโครงการขนาดเล็กชี้ให้เห็นว่าผู้กำกับดูแลต้องการเครื่องมือในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าที่ละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างแรงกดดันให้ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนต้องพิจารณาการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ควบคู่ไปกับโรงไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อกักเก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงราคาติดลบแทนที่จะต้องหยุดการผลิตและสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้
รูปแบบการกำกับดูแลนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศที่กำลังเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ว่าจำเป็นต้องมีการวางแผนกลไกตลาดและกฎระเบียบที่ยืดหยุ่น เพื่อบริหารจัดการความท้าทายจากความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างสัญญาณทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีเสริมความยืดหยุ่น
ที่มา: pv magazine Global, 10 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : สหราชอาณาจักรพิจารณาจ่ายค่าชดเชยให้ครัวเรือนที่อยู่ใกล้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เพื่อลดแรงต้านและเร่งการขยายโครงข่าย
รายละเอียด:
- มีรายงานว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณานโยบายจ่ายค่าชดเชยให้กับครัวเรือนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานของระบบส่งไฟฟ้าใหม่ เช่น เสาไฟฟ้าแรงสูงขนาดใหญ่ โดยอาจเป็นการมอบส่วนลดค่าไฟฟ้าประมาณปีละ 250 ปอนด์
- นโยบายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดแรงต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่ (NIMBY – Not In My Back Yard) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โครงการขยายและปรับปรุงโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าเกิดความล่าช้า
- การเร่งรัดการขยายโครงข่ายไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสหราชอาณาจักร เพื่อรองรับการเชื่อมต่อโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง เข้ากับระบบไฟฟ้าหลักของประเทศ
ผลกระทบ:
นโยบายนี้เป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่น่าสนใจในการสร้างการยอมรับจากสังคม (Social License to Operate) สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเปลี่ยนมุมมองจากผู้ที่ได้รับผลกระทบเพียงอย่างเดียวให้กลายเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและได้รับประโยชน์โดยตรง
หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ อาจกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ นำไปปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่และเร่งรัดการลงทุนในระบบสายส่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero
สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภคไฟฟ้า การมีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐในลักษณะนี้จะช่วยลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนของโครงการ ทำให้การวางแผนและลงทุนในโครงข่ายระยะยาวมีความเป็นไปได้มากขึ้น และช่วยลดต้นทุนแฝงที่เกิดจากความล่าช้าของโครงการ
ที่มา: Carbon Brief, The Guardian, 12 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : ACER เผยแพร่แนวทางการประเมินความต้องการความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า เพื่อเป็นมาตรฐานให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
รายละเอียด:
- ศูนย์วิจัยร่วมของคณะกรรมาธิการยุโรป (JRC) ได้เผยแพร่คู่มือสำหรับผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับระเบียบวิธีการประเมินความต้องการความยืดหยุ่น (Flexibility Needs Assessment – FNA) ซึ่งได้รับการอนุมัติโดยหน่วยงานเพื่อความร่วมมือของผู้กำกับดูแลด้านพลังงานแห่งสหภาพยุโรป (ACER)
- ระเบียบวิธี FNA นี้จะเป็นพื้นฐานเชิงวิเคราะห์ให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปใช้ในการกำหนดเป้าหมายระดับชาติสำหรับความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล (Non-fossil flexibility)
- คู่มือดังกล่าวเน้นการประเมินความต้องการความยืดหยุ่นในระดับภาพรวมของระบบไฟฟ้า (System-level) เช่น ความสามารถในการเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว (Ramping needs) ความยืดหยุ่นระยะสั้น (Short-term flexibility) และความต้องการเพื่อรองรับการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน (RES integration needs)
ผลกระทบ:
การออกมาตรฐาน FNA ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การวางแผนระบบไฟฟ้าของยุโรป จากเดิมที่เน้นเพียงการวางแผนกำลังการผลิต (Generation Adequacy) ไปสู่การวางแผนความยืดหยุ่นของระบบ (System Flexibility) อย่างเป็นระบบ
ระเบียบวิธีนี้จะบีบให้หน่วยงานกำกับดูแลและผู้ดำเนินการระบบส่งไฟฟ้าในแต่ละประเทศต้องประเมินและระบุความต้องการทรัพยากรที่สร้างความยืดหยุ่นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะสร้างสัญญาณตลาดที่ชัดเจนและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่ การตอบสนองด้านโหลด และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ
การมีมาตรฐานกลางจะช่วยให้การวางแผนโครงข่ายไฟฟ้าทั่วยุโรปมีความสอดคล้องกันมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างตลาดพลังงานเดียว (Single Electricity Market) ที่มีเสถียรภาพและสามารถรองรับพลังงานสะอาดในสัดส่วนที่สูงตามเป้าหมายของ European Green Deal
ที่มา: European Commission, 12 สิงหาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- เยอรมนีเปิดตัวแผนที่ออนไลน์แสดงข้อมูลกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายระบบจำหน่ายทั้ง 871 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลระบบไฟฟ้า
- Ørsted บริษัทพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ของเดนมาร์ก รายงานผลกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลง 79% ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในตลาดพลังงานลมนอกชายฝั่ง
- โปแลนด์กำลังเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศ ขนาด 3,750 MWe คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2571 และหน่วยแรกจะเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2579 เพื่อลดการพึ่งพาถ่านหิน
- ตุรกีประกาศแผนจัดการประมูลโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งครั้งแรกในไตรมาสแรกของปี 2570 โดยตั้งเป้าหมายกำลังการผลิต 5 GW ภายในปี 2578
- ผลสำรวจในสหราชอาณาจักรโดยบริษัทประกันภัย QBE พบว่าสาเหตุหลักของเหตุเพลิงไหม้ที่เกี่ยวกับระบบเซลล์แสงอาทิตย์มาจากปัญหาสายไฟฟ้ากระแสตรง (DC) และจุดเชื่อมต่อ (Connectors)