รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 11-Jul-2026 ถึง 17-Jul-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : มาเลเซียเปิดประมูลโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ LSS6 พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน คาดดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 1.5 หมื่นล้านริงกิต
รายละเอียด:
- กระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงทางน้ำของมาเลเซีย (Petra) ประกาศเปิดตัวโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ระยะที่ 6 (LSS6) ซึ่งมีโควต้ารวม 2,500 เมกะวัตต์ (MW) ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 1,250 เมกะวัตต์ และโควต้าเพิ่มเติมอีก 150 เมกะวัตต์สำหรับบริษัทภูมิบุตรโดยเฉพาะ
- โครงการนี้คาดว่าจะดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนมูลค่าระหว่าง 1.3 ถึง 1.5 หมื่นล้านริงกิต (ประมาณ 2.76 ถึง 3.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2572 และคาดว่าจะสร้างงานได้ถึง 20,000 ตำแหน่ง
- นโยบายในโครงการ LSS6 ได้รับการปรับปรุงให้มีการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ประมูลแต่ละรายสามารถเสนอโครงการขนาด 60-500 เมกะวัตต์ และมุ่งเน้นการพัฒนาในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง โดยเฉพาะทางตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลเซีย
ผลกระทบ:
- การผนวกรวม BESS เข้ากับการประมูลพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกในมาเลเซีย สะท้อนถึงการยอมรับว่าระบบกักเก็บพลังงานเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Stability) เมื่อมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวน (VRE) เพิ่มขึ้นในระบบ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่กำลังเผชิญความท้าทายเดียวกัน
- การกำหนดขนาดโครงการที่ใหญ่ขึ้น (สูงสุด 500 เมกะวัตต์) เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลมาเลเซียต้องการดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่ที่มีศักยภาพทางการเงินและเทคโนโลยีสูง เพื่อสร้าง Economy of Scale ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยลดลง และอาจนำไปสู่โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่แข่งขันได้ในระยะยาว
- นโยบายนี้จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับ BESS และระบบควบคุมกริดอัจฉริยะ (Smart Grid) ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับรูปแบบธุรกิจใหม่ของสาธารณูปโภค (Utility) ในการให้บริการด้านความยืดหยุ่นของระบบ (Flexibility Services) และเป็นความท้าทายในการปรับปรุงโครงข่ายสายส่งให้พร้อมรองรับโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้
ที่มา: The Edge Malaysia, 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : อินโดนีเซียปฏิรูปกฎระเบียบครั้งใหญ่ ปลดล็อกการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานจากขยะ (Waste-to-Energy)
รายละเอียด:
- นาย Zulkifli Hasan รัฐมนตรีประสานงานกิจการอาหารของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ปรับปรุงกฎระเบียบสำหรับโครงการพลังงานจากขยะ (Waste-to-Energy: WTE) โดยลดข้อกำหนดหลายร้อยข้อให้เหลือเพียง 3 ข้อ เพื่อขจัดอุปสรรคทางราชการที่ล่าช้าและเร่งรัดการลงทุนในภาคการจัดการขยะและพลังงานหมุนเวียน
- การปฏิรูปนี้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดี Prabowo Subianto และอยู่ภายใต้กฤษฎีกาประธานาธิบดีฉบับที่ 109 ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งมาแทนที่ฉบับเดิม โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตขยะในเมืองสำคัญให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2570-2571
- ภายใต้กรอบการทำงานใหม่ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Daya Anagata Nusantara (Danantara) จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการคัดเลือกนักลงทุนและการพัฒนาโครงการ ในขณะที่การไฟฟ้าแห่งชาติ PT PLN (Persero) จะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ WTE ทั้งหมด
ผลกระทบ:
- การลดขั้นตอนทางกฎระเบียบอย่างเด็ดขาดแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแกร่งของรัฐบาลอินโดนีเซียในการแก้ปัญหาสองด้านพร้อมกัน คือ วิกฤตสิ่งแวดล้อมจากขยะล้นเมือง และความต้องการพลังงานสะอาดเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเป็นต้นแบบที่น่าสนใจสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่เผชิญปัญหาคล้ายคลึงกัน
- การให้หน่วยงานอย่าง Danantara และ PLN เข้ามามีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนโครงการ เป็นการสร้างกลไกที่ชัดเจนและลดความเสี่ยงให้นักลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากมีผู้รับซื้อไฟฟ้าที่แน่นอน (Off-taker) และมีหน่วยงานกลางในการประสานงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการเกิดได้จริง (Bankable)
- แนวทางนี้จะเปลี่ยนรูปแบบการจัดการขยะจากเดิมที่เป็นภาระค่าใช้จ่ายของเมือง (Cost Center) ไปสู่การเป็นแหล่งรายได้ (Revenue Stream) จากการขายไฟฟ้า ขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายให้กับการไฟฟ้าในการบูรณาการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ตามเมืองต่างๆ เข้ากับระบบโครงข่ายหลัก ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนระบบควบคุมและการจัดการโหลดที่ทันสมัย
ที่มา: Antara News (English), 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : ฟิลิปปินส์เตรียมยกเครื่อง Grid Code ครั้งใหญ่ เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน BESS และเทคโนโลยีใหม่
รายละเอียด:
- คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) ของฟิลิปปินส์ กำลังดำเนินการปรับปรุงประมวลภาพโครงข่ายไฟฟ้าของฟิลิปปินส์ (Philippine Grid Code) ฉบับปี พ.ศ. 2569 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบสายส่งและเตรียมความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ๆ
- นาย Francis Saturnino Juan ประธานและซีอีโอของ ERC ระบุว่า Grid Code ฉบับใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบจะยังคงมีเสถียรภาพ ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัย แม้จะมีพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาในระบบมากขึ้น
- การปฏิรูปที่เสนอนี้จะรวมถึงข้อกำหนดทางเทคนิคใหม่ๆ สำหรับการเชื่อมต่อพลังงานหมุนเวียนแบบผันผวน (VRE) เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมทั้งบนบกและในทะเล รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และแม้กระทั่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์และกลไกการสำรองไฟฟ้าด้วย
ผลกระทบ:
- การปรับปรุง Grid Code เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคที่ชัดเจนสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น BESS ที่ใช้อินเวอร์เตอร์แบบ Grid-forming จะช่วยให้การไฟฟ้าสามารถรักษาเสถียรภาพของแรงดันและความถี่ในระบบได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายหลักของการรวม VRE เข้ากับระบบไฟฟ้า
- การปฏิรูปครั้งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อนักพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยอาจมีข้อกำหนดทางเทคนิคและต้นทุนที่สูงขึ้นในการเชื่อมต่อกับกริด แต่ในระยะยาวจะสร้างความเท่าเทียมและโปร่งใสในการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Access) และลดความเสี่ยงของปัญหาการตัดการจ่ายไฟฟ้า (Curtailment)
- บทเรียนสำหรับประเทศอื่นในอาเซียนคือ การพัฒนานโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎเกณฑ์ทางเทคนิคของระบบไฟฟ้าเสมอ มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาคอขวดทางโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในที่สุด
ที่มา: Inquirer.net, 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : PLN เร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้เกาะบาหลี ผ่านแผน RUPTL ฉบับใหม่ มุ่งเน้นพลังงานสะอาดและเสริมความแข็งแกร่งโครงข่าย
รายละเอียด:
- การไฟฟ้าแห่งชาติอินโดนีเซีย (PLN) กำลังเร่งรัดแผนการสร้างความเป็นอิสระทางพลังงานบนเกาะบาหลี เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เติบโตสูงถึง 8.02% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
- ภายใต้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (RUPTL) ปี พ.ศ. 2568-2577 PLN วางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ 2.74 กิกะวัตต์ (GW) ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 886.8 เมกะวัตต์, ระบบกักเก็บพลังงาน 307.5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 1,550 เมกะวัตต์ เพื่อใช้เป็นพลังงานเปลี่ยนผ่าน
- นอกจากนี้ PLN จะก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าใหม่ระยะทาง 885 กิโลเมตร และเพิ่มขีดความสามารถของสถานีไฟฟ้าอีก 3,320 MVA เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการลงทุนบนเกาะบาหลี
ผลกระทบ:
- กรณีของบาหลีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความท้าทายที่พื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญต้องเผชิญ คือความต้องการไฟฟ้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง (สะท้อนจากช่องว่างที่แคบระหว่าง Base Load และ Peak Load) ทำให้การพึ่งพาไฟฟ้าจากแผ่นดินใหญ่ (เกาะชวา) มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูงขึ้น
- แผน RUPTL ฉบับใหม่ของ PLN แสดงให้เห็นถึงการปรับยุทธศาสตร์ของ Utility ที่หันมาพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว (Distributed Generation) และพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่มากขึ้น โดยมีระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการความสมดุลของระบบ ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมไฟฟ้าทั่วโลก
- ความท้าทายที่ PLN ระบุ เช่น ข้อจำกัดด้านพื้นที่ก่อสร้าง มาตรฐานความสวยงาม และข้อพิจารณาทางสังคมวัฒนธรรม เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายและบริษัทสาธารณูปโภคในพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนและวางแผนการใช้ที่ดินอย่างรอบคอบ เพื่อให้โครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
ที่มา: Antara News (English), 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : ฟิลิปปินส์ผลักดันการลงทุนพลังงานหมุนเวียนผ่านนโยบายช่องทางพิเศษ (Green Lane) ดึงดูดเม็ดเงินกว่า 3.5 แสนล้านเปโซในครึ่งปีแรก
รายละเอียด:
- คณะกรรมการการลงทุน (BOI) ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่าในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2569 ได้ให้การรับรองโครงการลงทุนภายใต้ช่องทางพิเศษสำหรับโครงการเชิงยุทธศาสตร์ (Green Lane) จำนวน 17 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 3.51 แสนล้านเปโซ
- โครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านพลังงานหมุนเวียนซึ่งมีถึง 14 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 3.49 แสนล้านเปโซ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพขนาด 50 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานลม ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานได้เกือบ 40,000 ตำแหน่ง
- นโยบาย Green Lane ซึ่งริเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งรัดและอำนวยความสะดวกในกระบวนการออกใบอนุญาตต่างๆ สำหรับการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ โดยนับตั้งแต่เริ่มนโยบาย มีโครงการที่ได้รับการรับรองแล้ว 239 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 6.32 ล้านล้านเปโซ
ผลกระทบ:
- ความสำเร็จของนโยบาย Green Lane ในการดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนจำนวนมหาศาล สะท้อนให้เห็นว่าการอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพสูงในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศอื่นในอาเซียนสามารถนำไปปรับใช้ได้
- สัดส่วนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่สูงถึงเกือบร้อยละ 100 ของโครงการ Green Lane ทั้งหมด บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและทิศทางนโยบายพลังงานของฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายต่อไปคือการแปลงเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจริงและสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามแผน ซึ่งต้องอาศัยความพร้อมของโครงข่ายสายส่งและการเชื่อมต่อ (Grid Connection)
- การเร่งรัดโครงการจำนวนมากในเวลาอันสั้นจะสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า ผู้กำกับดูแลและผู้ดำเนินการระบบโครงข่าย (Grid Operator) จำเป็นต้องวางแผนขยายและปรับปรุงโครงข่ายล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาคอขวดและรองรับกำลังการผลิตใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคต
ที่มา: Inquirer, 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : มาเลเซียทบทวนยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงาน เตรียมศึกษาการจัดตั้งคลังสำรองปิโตรเลียมแห่งชาติ
รายละเอียด:
- นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม เปิดเผยหลังการประชุมสภาพลังงานแห่งชาติว่า รัฐบาลจะศึกษาความจำเป็นและกลยุทธ์ในการสร้างคลังสำรองปิโตรเลียมแห่งชาติ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตอุปทานโลก
- การประชุมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อกำกับดูแลให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเป็นไปตามแผนที่วางไว้ในแผนที่นำทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งชาติ (NETR) โดย ณ สิ้นปี พ.ศ. 2568 กำลังการผลิตติดตั้งของพลังงานหมุนเวียนในมาเลเซียเพิ่มขึ้นเป็น 31% ของทั้งหมด
- นายกรัฐมนตรียังระบุว่า ความพยายามในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้รับการสนับสนุนจากการดำเนินโครงการ Corporate Renewable Energy Supply Scheme (CRESS) ซึ่งปัจจุบันมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ควบคู่ไปด้วย
ผลกระทบ:
- การพิจารณาจัดตั้งคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศต่างๆ จะมุ่งสู่พลังงานสะอาด แต่ความมั่นคงด้านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นวาระสำคัญในระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่โลกมีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
- การกล่าวถึงโครงการ CRESS ที่มี BESS ควบคู่กันไปในการประชุมระดับสูงด้านพลังงานของประเทศ เป็นการตอกย้ำว่าภาคนโยบายของมาเลเซียมองว่า BESS ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเสริม แต่เป็นองค์ประกอบหลักที่จำเป็นสำหรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในระดับสาธารณูปโภค (Utility-scale)
- ทิศทางนโยบายของมาเลเซียที่ให้ความสำคัญทั้งความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลและเร่งรัดพลังงานหมุนเวียนพร้อม BESS เป็นแนวทางที่สมดุลและรอบด้าน ซึ่งเป็นบทเรียนให้ประเทศเพื่อนบ้านเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่การละทิ้งแหล่งพลังงานเดิมในทันที แต่เป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ
ที่มา: The Edge Malaysia, 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : บทเรียนจากออสเตรเลีย: เตรียมออกกฎหมายคุมการใช้ไฟฟ้าและน้ำของ AI Data Center เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าประชาชน
รายละเอียด:
- นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย Anthony Albanese ประกาศว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการใช้พลังงานและน้ำของศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาค่าสาธารณูปโภคของประชาชน
- มาตรฐานใหม่นี้จะกำหนดภาระผูกพันทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ โดยมีข้อกำหนดให้ต้องป้อนพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบโครงข่าย (Grid) มากกว่าที่ดึงไปใช้ (Net-Positive) ลดการใช้น้ำให้เหลือน้อยที่สุด และต้องไม่แข่งขันแย่งชิงที่ดินกับภาคที่อยู่อาศัย
- การประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีรายงานว่าการลงทุนในศูนย์ข้อมูลเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของออสเตรเลียในไตรมาสล่าสุด ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการพลังงานและทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม AI
ผลกระทบ:
- แนวคิดนโยบายที่ให้ Data Center ต้องเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าสุทธิ (Net Producer) หรือมีสถานะเป็น Net-Positive ต่อกริด เป็นแนวทางที่ก้าวหน้าอย่างยิ่งและอาจเป็นต้นแบบให้กับประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่กำลังแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ มันเปลี่ยนมุมมองจากที่มอง Data Center เป็นเพียงผู้บริโภคโหลดขนาดใหญ่ (Large Load) ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของกริด
- รูปแบบธุรกิจของ Utility อาจต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับนโยบายลักษณะนี้ เช่น การพัฒนากลไกราคาสำหรับบริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) ที่ Data Center สามารถให้บริการได้ หรือการสร้างโมเดลสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) รูปแบบใหม่ที่รวมการซื้อและการขายไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกัน
- ความท้าทายเชิงนโยบายสำหรับอาเซียนคือ จะทำอย่างไรให้สามารถดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเช่นนี้ โดยไม่สร้างภาระด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในระยะยาว ซึ่งกฎระเบียบที่ออสเตรเลียกำลังพิจารณาอยู่นี้จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของระบบพลังงาน
ที่มา: The Jakarta Post, 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- อินโดนีเซียประกาศความสำเร็จในการผลักดันนโยบายไบโอดีเซล B50 เป็นประเทศแรกของโลก ตั้งเป้ายุติการนำเข้าน้ำมันดีเซลและประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มหาศาล
- ฟิลิปปินส์เปิดตัวโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานแบบผสมผสานที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย Meralco PowerGen (MGEN) มีกำลังผลิตแสงอาทิตย์ 3,500 เมกะวัตต์ และแบตเตอรี่ 4,500 เมกะวัตต์-ชั่วโมง
- รัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านหน่วยงาน DFC มองอินโดนีเซียเป็นพันธมิตรสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอินโด-แปซิฟิก โดยสนใจลงทุนด้านพลังงาน แร่ธาตุสำคัญ และระบบกักเก็บพลังงาน
- กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ประกาศระงับการประมูลโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง (GEA-5) ชั่วคราว เพื่อทบทวนกรอบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบ
- บริษัท PA Resources ของมาเลเซีย ได้รับการต่อสัญญาจัดหาโครงสร้างอะลูมิเนียมสำหรับแผงโซลาร์เซลล์จาก First Solar มูลค่า 1.3 พันล้านริงกิต สะท้อนการเติบโตของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค