รายงานข่าวพลังงาน (Daily Monitoring) ประจำวันที่ 03 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 1 : ครม. เคาะงบลงทุนรัฐวิสาหกิจปี 2570 มุ่งพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าและความมั่นคงพลังงานสะอาด
รายละเอียด:
- ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงินรวม 1.48 ล้านล้านบาท และกำหนดเป้าหมายเบิกจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 95% หรือ 4.52 แสนล้านบาท โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างและยกระดับธรรมาภิบาลตามมาตรฐานสากล OECD
- สำหรับกระทรวงพลังงาน ได้รับข้อสั่งการให้กำกับดูแลการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งประเมินผลการดำเนินงานของบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และผลักดันโครงการลงทุนพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหนือ กลาง และ กทม. วงเงิน 4.5 พันล้านบาท เพื่อรองรับสัดส่วนพลังงานสะอาดตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่
ผลกระทบ:
- ช่วยเสริมความมั่นคงของโครงข่ายระบบไฟฟ้า (Grid Modernization) ลดปัญหาคอขวดในการส่งผ่านกระแสไฟฟ้า และรองรับการเชื่อมต่อพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาในระบบมากขึ้น ช่วยรักษาเสถียรภาพค่าไฟฟ้าผันแปรในระยะยาว
- เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ แต่ภาครัฐยังเผชิญความท้าทายในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้า เพื่อป้องกันความล่าช้าในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : คลื่นลงทุน Data Center ยุค AI หนุนไทยปรับสมดุลโครงข่ายและจัดหาพลังงานสะอาด
รายละเอียด:
- กระแสการขยายตัวของเทคโนโลยี AI ผลักดันให้ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีน เช่น Alibaba Cloud ที่วางเป้าหมายเพิ่มกำลังไฟของโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกเป็น 20 กิกะวัตต์ภายในปี 2032 และมีการลงทุน Data Center ในไทยไปแล้ว 2 แห่ง
- การเติบโตของ Data Center ซึ่งเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ใหม่ นำมาซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง และต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคง ระบบทำความเย็น รวมถึงการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของภาคเอกชน
ผลกระทบ:
- สร้างภาระกำลังการผลิตและแรงกดดันต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Power Grid) ของไทยที่ต้องจัดหาพลังงานหมุนเวียนแบบเจาะจง (Utility Green Tariff) อย่างเพียงพอ มิฉะนั้นอาจส่งผลต่อการบริหารต้นทุนระบบไฟฟ้าและแผนจัดหาไฟฟ้าของประเทศ
- ความท้าทายของรัฐบาลคือการวางนโยบายบูรณาการร่วมกันระหว่างพลังงาน ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศโดยไม่ผลักภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าพื้นฐานหรือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแก่ภาคประชาชน
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : รทสช. จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เลิกผูกราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์สกัดภาระค่าครองชีพ
รายละเอียด:
- พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาเรียกร้องและกดดันรัฐบาลให้เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการยกเลิกการใช้อิงราคาตลาดสิงคโปร์ในการกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น
- ข้อเสนอนี้มุ่งเป้าไปที่การคำนวณราคาหน้าโรงกลั่นที่เป็นธรรมต่อประชาชนมากขึ้น เนื่องจากไทยมีโรงกลั่นภายในประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เอง ไม่ควรต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือนนำเข้ามาจากสิงคโปร์
ผลกระทบ:
- หากมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์คำนวณจริง จะช่วยลดราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการขนส่งและการผลิตไฟฟ้า ส่งผลดีโดยตรงต่อการลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ
- เป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลและกระทรวงพลังงานในการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคกับการรักษาสภาพคล่อง ความสามารถในการทำกำไร และความมั่นคงด้านพลังงานของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 2 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : ทรัมป์เล็งผ่อนเกณฑ์ใช้ ‘ดีเซลย้อมแดง’ รับมือวิกฤติน้ำมันแพงทั่วโลก
รายละเอียด:
- สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญปัญหาราคาดีเซลพุ่งสูงทำสถิติ 6.53 ดอลลาร์ต่อแกลลอนจากผลกระทบความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่กระทบโรงกลั่น
- รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวคิดผ่อนคลายกฎหมายเพื่อเปิดทางให้สามารถนำ “ดีเซลย้อมแดง” ซึ่งปกติได้รับการยกเว้นภาษีและจำกัดการใช้เฉพาะเครื่องจักรกลการเกษตรและไซต์ก่อสร้างนอกถนน นำมาจำหน่ายให้แก่ภาคส่วนอื่นกว้างขึ้น
ผลกระทบ:
- นักวิเคราะห์มองว่ามาตรการลดหรือเว้นภาษีนี้ช่วยลดภาระผู้ใช้บางกลุ่มได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของอุปทานน้ำมันโลกที่ตึงตัวได้ เนื่องจากไม่ได้ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตดีเซลในระบบ
- ตลาดพลังงานโลกที่ยังผันผวนสูงยังคงเป็นความเสี่ยงต่อต้นทุนพลังงานนำเข้าของไทย ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินเฟ้อด้านพลังงานและเพิ่มภาระชดเชยแก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : วิจัยเคมบริดจ์พัฒนา ‘แบตเตอรี่ชีวภาพ’ จากสาหร่าย ผลิตไฟฟ้าต่อเนื่อง 24 ชม. ยาวนาน 6 ปี
รายละเอียด:
- นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ค้นพบนวัตกรรมเทคโนโลยี Biophotovoltaics (BPV) หรือแบตเตอรี่ชีวภาพ โดยใช้ไซยาโนแบคทีเรียหรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินสร้างกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงและหายใจ
- ระบบต้นแบบในห้องทดลองสามารถทำงานและสร้างพลังงานต่อเนื่องได้ยาวนานกว่า 6 ปี โดยทีมงานได้จัดตั้งบริษัทสตาร์ตอัป e-Pho เพื่อพัฒนาไปสู่การทดแทนแบตเตอรี่แบบใช้แล้วทิ้งสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังไฟต่ำและอุปกรณ์ IoT
ผลกระทบ:
- เปิดมิติใหม่ของการพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาดระดับจุลภาค ช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์และการพึ่งพาแร่ธาตุหายาก เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล ที่มีกระบวนการทำเหมืองซึ่งปล่อยคาร์บอนสูง
- แม้ยังไม่สามารถจ่ายไฟกำลังสูงให้กับโครงข่ายระบบไฟฟ้าหลักหรือรถยนต์ไฟฟ้าได้ แต่มีศักยภาพสูงในการนำไปประยุกต์ใช้กับระบบเซนเซอร์และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart Grid) ในพื้นที่ห่างไกลในอนาคต
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ทางออกผลิตเหล็กโครงสร้างสู่เป้าหมาย Green Steel
รายละเอียด:
- นายจิรายุ สายแสงทอง เลขานุการสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ชี้แจงข้อเท็จจริงทางวิศวกรรมเกี่ยวกับคุณภาพของเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตาหลอมไฟฟ้า IF ยืนยันว่าสามารถผ่านมาตรฐานสากลทั้งด้านการรับแรงดึงและต้านทานแผ่นดินไหว หากใช้กระบวนการปรุงน้ำเหล็ก (LRF) ที่ได้มาตรฐาน
- มีการชี้แจงประเด็นการปิดเตา IF ในจีนว่าเป็นผลจากการลดกำลังผลิตส่วนเกินและการปราบปรามโรงงานเถื่อน ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี พร้อมระบุว่าเตาไฟฟ้าดังกล่าวมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการถลุงแบบดั้งเดิม
ผลกระทบ:
- การส่งเสริมการผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน (Green Steel) จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมหนักของไทย สอดรับกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและมาตรการ CBAM
- อุตสาหกรรมหลอมโลหะด้วยไฟฟ้าจะส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการโครงข่ายและอัตราค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 2 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : วิกฤตน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาและพื้นที่ลุ่มต่ำ กระทบโครงข่ายคมนาคมและเสี่ยงต่อระบบสาธารณูปโภค
รายละเอียด:
- สถานการณ์อุทกภัยจากน้ำเหนือและฝนตกหนักส่งผลให้เขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนแม่กลองต้องเพิ่มการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง กระทบพื้นที่ลุ่มต่ำใน 31 จังหวัด รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
- น้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อโครงข่ายทางหลวงชนบทใน 19 จังหวัด โดยถนนไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 62 สายทาง ขณะที่ รฟท. ต้องงดเดินรถไฟนำเที่ยวบางเส้นทาง และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ
ผลกระทบ:
- ระดับน้ำท่วมขังเป็นเวลานานเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของระบบโครงข่ายจ่ายไฟฟ้า เสาไฟฟ้าแรงสูง สถานีไฟฟ้าย่อย และอุปกรณ์ไฟฟ้าในชุมชน ซึ่งจำเป็นต้องมีการตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย
- รัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแบกรับภาระงบประมาณฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการเยียวยาผู้ประสบภัย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคกลางและภาคการเกษตร
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 2 ตุลาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว Audi RS 5 Sportback ขุมพลัง Plug-in Hybrid วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน 67.4 กม. ราคาเริ่มต้น 6.799 ล้านบาท
- ค่าย BYD เตรียมเปิดตัวแฮตช์แบ็กรุ่นปรับโฉมใหม่อย่าง Seagull เจเนอเรชัน 2 ปรับระบบสู่ขับเคลื่อนล้อหลังพร้อมอัปเกรดขุมพลัง 127 แรงม้า
- ที่ประชุมบอร์ดการบินไทย มีมติสั่งปลดนายชาย เอี่ยมศิริ ออกจากตำแหน่งซีอีโอ เพื่อความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีวิกฤตการบริหารงาน
- ข้อพิพาทตำแหน่งประธาน กสทช. ยังหาข้อยุติไม่ได้ ส่งผลให้การนัดประชุมบอร์ดซ้ำซ้อนและมีวาระคั่งค้างพิจารณาจำนวนมาก
- สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันเปิดแคมเปญ Unseen Taiwan ในไทย ดึงระบบขนส่งสาธารณะ BTS และ MRT เป็นช่องทางโปรโมตหลักเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว