รายงานข่าวพลังงานสหรัฐฯ (USA Weekly) ประจำสัปดาห์ 26-Sep-2026 ถึง 02-Oct-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : วุฒิสภาสหรัฐฯ เสนอร่างกฎหมายปฏิรูประบบการอนุมัติใบอนุญาต หวังปลดล็อกคอขวดสายส่งและคิวเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า
รายละเอียด:
- สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคการเมืองได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมาย American Affordability and Jobs Act of 2026 เพื่อปฏิรูปกระบวนการพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติอย่างครอบคลุม โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกฎหมาย NEPA กฎหมาย Clean Water Act และกฎหมาย Endangered Species Act
- ร่างกฎหมายนี้กำหนดให้ Federal Energy Regulatory Commission (FERC) เร่งรัดกระบวนการลดคิวรอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า (Interconnection Queue) บังคับใช้การวางแผนระบบสายส่งแบบบูรณาการ และเปิดทางให้กับการปรับปรุงสายส่งเดิมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การเปลี่ยนสายตัวนำสมรรถนะสูง (Reconductoring) ในเขตทางเดิม โดยผลสำรวจจาก Crux ระบุว่าร้อยละ 94 ของโครงการพลังงานสะอาดที่ล่าช้าเกิดจากปัญหาระบบอนุมัติของรัฐบาลกลาง ซึ่งเพิ่มต้นทุนโครงการโซลาร์ขนาด 100 เมกะวัตต์ สูงถึง 10 ถึง 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กลุ่ม Southern Environmental Law Center (SELC) แสดงความกังวลว่าร่างกฎหมายนี้อาจลดทอนสิทธิ์ของชุมชนในการตรวจสอบโครงการก๊าซธรรมชาติและท่อส่งเชื้อเพลิง
ผลกระทบ:
- ในมิติระบบไฟฟ้าของสหรัฐฯ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสายส่ง ทั้งในด้านการวางแผน การขออนุญาต และการจัดสรรต้นทุน (Planning, Permitting, and Paying) ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของระบบโครงข่าย ส่งผลให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) นับร้อยกิกะวัตต์สามารถเข้าสู่ระบบและช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนลงได้
- ในระดับสากล บทเรียนนี้สะท้อนว่าเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยการอุดหนุนเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากขาดการปฏิรูปกฎระเบียบเชิงสถาบันด้านโครงข่ายไฟฟ้า ความท้าทายสำคัญคือนโยบายที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วในการขยายสายส่งเพื่อรองรับความมั่นคงทางพลังงาน กับการรักษาสิทธิของชุมชนและการปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม
ที่มา: pv magazine USA, 1 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณ 1.9 พันล้านดอลลาร์ ภายใต้โครงการ SPARK เพื่อเร่งอัปเกรดระบบสายส่งด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
รายละเอียด:
- กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) โดย Chris Wright รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกาศคัดเลือก 31 โครงการใน 26 มลรัฐ ภายใต้โครงการ Speed to Power through Accelerated Reconductoring and other Key Advanced Transmission Technology Upgrades (SPARK) โดยจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ควบคู่กับเงินสมทบจากภาคเอกชนและรัฐท้องถิ่นอีก 3.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นมูลค่าการลงทุน 5.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- โครงการดังกล่าวจะทำการปรับปรุงสายส่งเดิมมากกว่า 1,500 ไมล์ และติดตั้งเทคโนโลยี Grid-Enhancing Technologies (GETs) รวมถึงเทคโนโลยีประเมินพิกัดสายส่งแบบพลวัต (Dynamic Line Rating: DLR) และสายตัวนำสมรรถนะสูง ครอบคลุมระยะทางเกือบ 21,000 ไมล์ ผ่านสาธารณูปโภคชั้นนำ เช่น Duke Energy, American Electric Power, CenterPoint Energy และ Eversource Energy ซึ่งคาดว่าจะสามารถปลดล็อกกำลังการส่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้ถึง 23 กิกะวัตต์
ผลกระทบ:
- การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาติดตั้งบนแนวสายส่งเดิม ช่วยให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับกำลังผลิตและโหลดใหม่ได้รวดเร็วกว่าการสร้างแนวสายส่งใหม่ (Greenfield) ที่ต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษ ช่วยลดต้นทุนค่าบริการไฟฟ้าแก่ผู้บริโภคกว่า 100 ล้านคน และบรรเทาปัญหาความแออัดของระบบส่งในระยะสั้นถึงปานกลาง
- เป็นโมเดลเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจสำหรับกิจการไฟฟ้าทั่วโลกในการเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายเดิม (Asset Optimization) แทนการพึ่งพาการลงทุนก่อสร้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ช่วยลดความเสี่ยงจากการคัดค้านด้านสิ่งแวดล้อม และเร่งความพร้อมของระบบไฟฟ้าในการรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนและโหลดอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา: Canary Media, 24 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : รัฐแคลิฟอร์เนียลงนามกฎหมายโรงไฟฟ้าเสมือนจริงและโซลาร์ระเบียง ยกระดับการจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดและลดค่าครองชีพ
รายละเอียด:
- ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย Gavin Newsom ได้ลงนามในชุดกฎหมายด้านพลังงานสำคัญ ได้แก่ SB 905, SB 913 และ SB 868 เพื่อควบคุมการใช้จ่ายฝ่ายทุนของสาธารณูปโภคและส่งเสริมทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources: DERs)
- กฎหมาย SB 913 และ SB 905 ซึ่งผลักดันโดย สมาชิกวุฒิสภารัฐ Josh Becker กำหนดให้คณะกรรมการกำกับดูแลสาธารณูปโภคแห่งแคลิฟอร์เนีย (CPUC) และ CAISO สร้างกลไกประเมินมูลค่าและให้ผลตอบแทนแก่อุปกรณ์ปลายทาง เช่น แบตเตอรี่ประจำบ้าน เครื่องชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า และเทอร์โมสตัทอัจฉริยะ ในรูปแบบโรงไฟฟ้าเสมือนจริง (Virtual Power Plant: VPP) เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซสำหรับรองรับช่วงโหลดสูงสุด (Peaker Plants) ขณะที่กฎหมาย SB 868 เปิดทางให้ประชาชน 39 ล้านคนสามารถติดตั้งชุดแผงโซลาร์แบบเสียบปลั๊กหรือโซลาร์ระเบียงขนาดไม่เกิน 1,200 วัตต์ ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเชื่อมต่อโครงข่ายและห้ามสาธารณูปโภคเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
ผลกระทบ:
- เปลี่ยนผ่านบทบาทของผู้ใช้ไฟฟ้าจากผู้บริโภคทั่วไปสู่การเป็น Prosumer และผู้ให้บริการความยืดหยุ่นแก่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ช่วยลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าพีคเกอร์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและมีต้นทุนเดินเครื่องสูง พร้อมทั้งจำกัดการลงทุนโครงข่ายที่ไม่จำเป็นของสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าในแคลิฟอร์เนียพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึงสองเท่า
- สะท้อนบทเรียนสำคัญแก่ผู้กำกับดูแลด้านพลังงานในระดับสากลว่า การเร่งติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียนต้องมาพร้อมกับการปฏิรูปโครงสร้างตลาดไฟฟ้าที่เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีฝั่งผู้ใช้ไฟ (Behind-the-Meter) สามารถเข้าร่วมในตลาดความมั่นคงของระบบ (Resource Adequacy) ได้จริง เพื่อสร้างระบบไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟทุกกลุ่ม
ที่มา: Canary Media, 1 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : ภาระโหลดของดาต้าเซ็นเตอร์ AI บีบให้ผู้พัฒนาหันพึ่งระบบไมโครกริดนอกโครงข่าย หลังติดหล่มเวลารอคอยของสาธารณูปโภค
รายละเอียด:
- Adib Naslé ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Xendee ผู้เชี่ยวชาญด้านการจำลองระบบไมโครกริด ชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องอย่างรุนแรงระหว่างกรอบเวลาการพัฒนาของศูนย์ข้อมูล AI กับระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยสาธารณูปโภคต้องใช้เวลาวางแผนและสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่นาน 7 ถึง 12 ปี ขณะที่เทคโนโลยีชิป AI มีอายุทางเศรษฐกิจและการใช้งานเพียง 3 ถึง 4 ปี
- ความล่าช้าในการรอคิวเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าก่อให้เกิดปัญหาต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่สูญเปล่า (Idle Hardware Tax) ทำให้นักพัฒนาศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) จำนวนมากเปลี่ยนกลยุทธ์จากการรอสายส่งของสาธารณูปโภค หันมาลงทุนสร้างระบบไมโครกริดแบบพึ่งพาตนเองเต็มรูปแบบหรือระบบนอกโครงข่าย (Off-Grid) โดยใช้การผสมผสานระหว่างระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ ระบบกังหันก๊าซในสถานที่ และระบบควบคุมแบบจำลองทำนายล่วงหน้า (Model Predictive Control: MPC) เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าแก่ศูนย์ประมวลผลขนาด 400 เมกะวัตต์ได้ทันที
ผลกระทบ:
- การแยกตัวออกจากระบบโครงข่ายของลูกค้ารายใหญ่ (Load Defection) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรูปแบบธุรกิจดั้งเดิมของสาธารณูปโภค และช่วยบรรเทาความเสี่ยงที่ต้นทุนการอัปเกรดระบบโครงข่ายเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์จะถูกเกลี่ยไปเป็นภาระในค่าไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป (Socialized Cost)
- บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบการคิดค่าธรรมเนียมและอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับโหลดขนาดใหญ่ (Large Load Tariffs) รวมถึงการพัฒนาแนวทางความร่วมมือแบบใหม่ระหว่างการไฟฟ้าและผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้าทางเศรษฐกิจในยุค AI ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพและต้นทุนระบบไฟฟ้าโดยรวม
ที่มา: pv magazine USA, 1 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : ข้อจำกัดด้านเสถียรภาพระบบส่งหนุนการปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมสู่ระบบกังหันก๊าซแบบยืดหยุ่นและเครื่องปรับแก้กำลังไฟซิงโครนัส
รายละเอียด:
- Dominion Energy South Carolina (DESC) ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงสถานีไฟฟ้า Parr Station โดยปลดระวางกังหันก๊าซรุ่นเก่า GE Frame 5 และทดแทนด้วยเครื่องกังหันก๊าซอนุพันธ์อากาศยาน GE Vernova LM6000 PF+ จำนวน 2 ชุด ซึ่งมีความสามารถในการเดินเครื่องแบบสองระบบเชื้อเพลิง (ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน) การสตาร์ตระบบแบบอิสระ (Black Start) และทำหน้าที่เป็นเครื่องปรับแก้กำลังไฟซิงโครนัส (Synchronous Condenser)
- การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรับมือกับการเพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีมากกว่า 1,200 เมกะวัตต์ในพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ Duck Curve และความผันผวนของแรงดันในระบบส่งไฟฟ้าภาคเหนือของมลรัฐ ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าใหม่จะทำหน้าที่รักษาแรงดัน ควบคุมเสถียรภาพความถี่ และเป็นแหล่งพลังงานสำรองฉุกเฉินให้แก่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ V.C. Summer ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง
ผลกระทบ:
- แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ต้องเปลี่ยนผ่านจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบผลิตต่อเนื่อง (Baseload) ไปสู่การให้บริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) ที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อเสริมเสถียรภาพให้แก่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนประเภทที่ไม่แน่นอน (Inverter-Based Resources: IBR) เพิ่มสูงขึ้น
- ตอกย้ำว่าในการมุ่งสู่ Net Zero กิจการไฟฟ้ายังจำเป็นต้องมีทรัพยากรที่ไม่ถูกจำกัดด้วยพลังงาน (Non-energy-limited resources) คอยรองรับเหตุฉุกเฉินและการดับของระบบ (Blackout Recovery) โดยการใช้สินทรัพย์เดิมที่มีอยู่แล้วในการปรับเปลี่ยนหน้าที่ ช่วยประหยัดเงินลงทุนและรักษาระดับความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าได้อย่างคุ้มค่า
ที่มา: POWER Magazine, 1 ตุลาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์สหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานจากมาตรการภาษี Section 232 และเกณฑ์สิทธิประโยชน์ภาษีท้องถิ่น
รายละเอียด:
- กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ออกกฎฉุกเฉินเพื่อจำกัดโควตาการนำเข้าและป้องกันการกักตุนอุปกรณ์โซลาร์ก่อนที่มาตรการภาษีร้อยละ 15 ภายใต้ Section 232 และเกณฑ์ราคาขั้นต่ำ (Minimum Import Price: MIP) จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 ธันวาคม ขณะที่รายงานจากแพลตฟอร์ม A1 SolarStore และ Anza บ่งชี้ว่าราคาแผงเซลล์แสงอาทิตย์นำเข้าอาจพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 40 หลังพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว
- นอกจากนี้ แนวทางปฏิบัติใหม่ของกระทรวงการคลังและสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) สำหรับเกณฑ์สิทธิประโยชน์เนื้อหาภายในประเทศ (Domestic Content Bonus Credit) ภายใต้กฎหมาย IRA ได้กำหนดเงื่อนไขเข้มงวดยิ่งขึ้น โดยต้องมีการผลิตแท่งซิลิคอน (Ingot) และแผ่นเวเฟอร์ (Wafer) ในประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่การประกอบเซลล์หรือแผง ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการต้องเร่งปรับแผนการจัดซื้อและการจัดหาเงินทุนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางสัญญา
ผลกระทบ:
- ต้นทุนเงินลงทุน (CAPEX) ของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานระดับสาธารณูปโภคในสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น ซึ่งอาจชะลอความเร็วในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของโหลดภาคอุตสาหกรรม
- สะท้อนความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างการปกป้องอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศเพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน กับความเร่งด่วนในการลดการปล่อยคาร์บอนและควบคุมราคาค่าไฟฟ้าในภาพรวม ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศต่างๆ ที่ต้องการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดของตนเองต้องเผชิญเช่นเดียวกัน
ที่มา: pv magazine USA, 30 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : นโยบายฟื้นฟูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปลดระวางของสหรัฐฯ ชี้ทิศทางการใช้ประโยชน์สูงสุดจากจุดเชื่อมโยงระบบส่งและใบอนุญาตเดิม
รายละเอียด:
- คณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์สหรัฐฯ (NRC) ร่วมกับกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) โดยสำนักงาน Energy Dominance Financing (EDF) กำลังเร่งรัดการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนทางการเงินเพื่อฟื้นฟูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปิดตัวไปแล้วให้กลับมาเดินเครื่องใหม่ โดยโครงการนำร่องได้แก่ โรงไฟฟ้า Palisades ในรัฐมิชิแกน ที่เริ่มบรรจุเชื้อเพลิงกลับเข้าเตาปฏิกรณ์ ตามด้วยโครงการ Crane Clean Energy Center ในรัฐเพนซิลเวเนีย และโครงการ Duane Arnold ในรัฐไอโอวา
- ความก้าวหน้านี้เกิดขึ้นจากการใช้กระบวนการทบทวนสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย NEPA ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ทำให้ระยะเวลาการประเมินสั้นลงเหลือไม่ถึงหนึ่งปี ควบคู่ไปกับการที่ FERC อนุญาตให้โอนสิทธิการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า (Capacity Interconnection Rights) จากโรงไฟฟ้าเดิมมาใช้กับหน่วยผลิตที่ฟื้นฟูขึ้นใหม่
ผลกระทบ:
- การคืนชีพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ช่วยเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่จ่ายไฟได้มั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง (Firm Clean Power) เข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน จุดเชื่อมต่อสายส่ง และระบบน้ำหล่อเย็นเดิม ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการลงทุนเมื่อเทียบกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่ต้น
- ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงกลยุทธ์ของกิจการไฟฟ้าในการมองหาสินทรัพย์ที่ปลดระวางแล้ว (เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน) เพื่อนำจุดเชื่อมต่อโครงข่ายที่มีค่ามาพัฒนาต่อยอดเป็นแหล่งพลังงานสะอาด ช่วยแก้ปัญหาความคับคั่งในกระบวนการขอเชื่อมต่อระบบส่งไฟฟ้าในยุคที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตแบบก้าวกระโดด
ที่มา: POWER Magazine, 25 กันยายน 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- โครงการ Duke Energy ได้รับเงินสนับสนุน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เพื่อเร่งติดตั้งสายส่งและเทคโนโลยี Dynamic Line Rating ขยายขีดความสามารถการจ่ายไฟในนอร์ทและเซาท์แคโรไลนา
- การไฟฟ้าฝ่ายบริหารตลาดแคว้นออนแทรีโอ (IESO) เปิดการประมูลขีดความสามารถระบบไฟฟ้ารอบเดือนพฤศจิกายน โดยเปิดทางให้ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเข้าแข่งขันเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบช่วงฤดูร้อนและหนาวปี 2570–2571
- สมาคม Alliance for Critical Infrastructure ซึ่งรวมถึงบริษัทพลังงานรายใหญ่ เช่น NextEra และ Duke Energy ได้ยกระดับความร่วมมือเพื่อเสริมเกราะป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์และการใช้ AI โจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า
- รัฐเท็กซัสเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ที่กำหนดให้ผู้ค้าและพนักงานขายระบบโซลาร์เซลล์ระดับบ้านเรือนต้องขึ้นทะเบียนกับรัฐอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการติดตั้ง
- Fervo Energy ประสบความสำเร็จในการเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์จากโครงการความร้อนใต้พิภพยุคใหม่ Cape Station ขนาด 33 เมกะวัตต์ ในรัฐยูทาห์ เข้าสู่ระบบส่งไฟฟ้าเป็นครั้งแรกของโลก