รายงานข่าวพลังงาน (Daily Monitoring) ประจำวันที่ 22 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 1 : ส.อ.ท. ชำแหละร่าง PDP2026 กำลังผลิต 50,900 เมกะวัตต์ เตือนรัฐอย่ารีบล็อกงบลงทุนระยะยาว หวั่นติดกับดักต้นทุนค่าไฟ
รายละเอียด:
(นายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุถึงร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP2026 ซึ่งเพิ่มกำลังผลิตใหม่ประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ ในช่วงถึงปี 2580 ว่าไม่ควรรีบตัดสินใจผูกมัดหรือ Commit การลงทุนทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศติดกับดักต้นทุน)
(ข้อเสนอแนะชี้ว่าในช่วง 12 ปีแรก (พ.ศ. 2569-2580) ควรเป็น Transition Platform ที่เน้นการสร้าง Option Value โดยลงทุนเฉพาะโครงการที่จำเป็นต่อความมั่นคงของระบบ และแบ่งการลงทุนเป็นกลุ่ม Committed, No-Regret และ Conditional ที่มี Trigger Point ชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุนจริง พร้อมเสนอให้ประเมินค่าไฟฟ้าบนฐานต้นทุนรวมทั้งระบบ หรือ Total System Cost เนื่องจากมีต้นทุนแฝงทั้ง BESS, Smart Grid และโครงข่ายสายส่ง ไม่ใช่เพียงแค่ต้นทุนหน้าโรงไฟฟ้า)
ผลกระทบ:
- (- หากรัฐบาลกำหนดภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโรงไฟฟ้าใหม่ล่วงหน้านานเกินไปโดยไม่ยืดหยุ่น อาจกลายเป็นต้นทุนคงที่ที่ผลักภาระสู่ค่าไฟฟ้าฐานและค่า Ft กระทบขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและค่าครองชีพประชาชนในระยะยาว)
- (- การวางกรอบ Total System Cost ควบคู่กับการพัฒนาระบบ Grid Flexibility (BESS, Smart Grid, Demand Response) และการเปิดตลาดเสรีผ่าน Direct PPA, TPA และอัตราค่าบริการ Wheeling Charge ที่เป็นธรรม จะช่วยปลดล็อกคอขวดด้านพลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero โดยไม่สร้างภาระต้นทุนส่วนเกินแก่ระบบไฟฟ้าโดยรวม)
ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 21 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : กฟผ. โชว์วิสัยทัศน์เวที Gastech 2026 ดัน Electrification และ Smart Grid รับคลื่นความต้องการไฟจาก AI และ Data Center
รายละเอียด:
(การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำโดย ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. และนายศุภชัย คูณเศรษฐ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีพลังงานระดับโลก Gastech 2026 โดยชูแนวคิด Electrification ยกระดับความมั่นคงทางพลังงานให้เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาและห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า)
(กฟผ. เร่งเตรียมความพร้อมด้านระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ควบคู่กับการพัฒนาระบบพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน (RE Forecast) และศึกษารูปแบบพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของกลุ่ม Data Center ในช่วงฝึกสอน AI ซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูงเป็นพิเศษ เพื่อออกแบบแนวทางรองรับโดยไม่กระทบผู้ใช้ไฟรายอื่น)
ผลกระทบ:
- (- ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าไทยในการรองรับ New Demand ขนาดยักษ์ ป้องกันปัญหาไฟตกหรือไฟดับในพื้นที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล)
- (- สนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบแตะระดับ 60-80% ตามเป้าหมายระยะยาว เช่น โซลาร์ลอยน้ำในเขื่อน กฟผ. และพลังงานชีวมวล ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าที่ผันผวนตามภูมิรัฐศาสตร์โลก)
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : Data Center ดันราคาที่ดินนิคมอุตสาหกรรมพุ่ง เปลี่ยนเกณฑ์เลือกทำเลสู่ความพร้อมด้านระบบไฟฟ้าหรือ Power Availability
รายละเอียด:
(การขยายตัวของการลงทุนศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ในประเทศไทย กำลังเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเลือกทำเลนิคมอุตสาหกรรม จากเดิมที่เน้นราคาและทำเลที่ตั้ง ไปสู่เกณฑ์ Power Availability หรือความพร้อมและศักยภาพของระบบไฟฟ้าในการจ่ายโหลดขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง)
(ข้อมูลจากซาวิลส์ (ประเทศไทย) ระบุว่า พื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างเขต EEC สมุทรปราการ และพระนครศรีอยุธยา มีราคาที่ดินนิคมฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% แตะระดับ 6-8 ล้านบาทต่อไร่ โดยเกิดภาวะผู้ประกอบการหลายรายแย่งชิงที่ดินแปลงเดียวกันเนื่องจากขาดแคลน Infrastructure-Ready Land ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าของกลุ่ม Data Center ในระยะยาวถูกประเมินไว้สูงกว่า 10,000 เมกะวัตต์ เทียบกับแผนจ่ายไฟปัจจุบันที่ราว 3,800 เมกะวัตต์)
ผลกระทบ:
- (- สร้างความท้าทายอย่างมากต่อการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูงและโครงข่ายจำหน่ายให้ทันความต้องการ โดยหากไม่มีกลไก Fair Cost Allocation ที่ชัดเจน ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่อาจตกเป็นภาระแฝงในค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้าของประชาชน)
- (- ภาครัฐและผู้พัฒนานิคมฯ ต้องเร่งจัดทำ Dedicated Zoning และวางระบบสาธารณูปโภคแบบบูรณาการทั้งไฟฟ้า พลังงานสะอาด น้ำหล่อเย็น และโครงข่ายสื่อสาร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะคอขวดด้านพลังงานที่อาจทำให้นักลงทุนเทคโนโลยีชั้นนำย้ายฐานไปยังประเทศคู่แข่งในอาเซียน)
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 21 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : คลังส่งสัญญาณเล็งลดภาษีสรรพสามิตดีเซล B20 และ E20 หลังกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกหนี้ใกล้แตะ 1 แสนล้านบาท
รายละเอียด:
(นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ากระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันดีเซล B20 และน้ำมันเบนซิน E20 เพื่อลดแรงกดดันต้นทุนพลังงาน หลังราคาน้ำมันตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)
(การส่งสัญญาณดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากเครื่องมือทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มมีข้อจำกัดอย่างรุนแรง โดยมีฐานะติดลบใกล้แตะระดับ 100,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงการคลังขอเวลาประเมินตัวเลขการจัดเก็บรายได้ของรัฐและสถานะทางการคลังช่วงสิ้นสุดปีงบประมาณในเดือนกันยายน 2569 ก่อนสรุปมาตรการเสนอ ครม.)
ผลกระทบ:
- (- ช่วยชะลอแรงกระแทกต่อต้นทุนภาคการขนส่ง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และค่าครองชีพของประชาชน ไม่ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก)
- (- ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ภาษีสรรพสามิต ซึ่งอาจบีบให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) แคบลง และอาจส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดอื่นๆ ในระยะสั้น)
ที่มา: ไทยพีบีเอส วันที่ 21 กันยายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : กระทรวงพลังงานเปิดข้อมูลโครงสร้างพยุงราคาน้ำมันดีเซลปี 2569 ใช้กลไกส่วนลดหน้าโรงกลั่นควบคู่กองทุนน้ำมันฯ
รายละเอียด:
(นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมาตรการบริหารราคาน้ำมันดีเซลของกระทรวงพลังงาน ภายใต้การกำกับของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อสกัดกั้นผลกระทบจากราคาพลังงานโลกไม่ให้ส่งผ่านสู่ต้นทุนผู้บริโภคเต็มจำนวน)
(ข้อมูลโครงสร้างราคาขายปลีกของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่า ดีเซลหมุนเร็วมีส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น 4 บาทต่อลิตร (บังคับใช้ 16 ก.ย. – 31 ต.ค. 2569) และเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 8.62 บาทต่อลิตร ตรึงราคาขายปลีกไว้ที่ 40.69 บาทต่อลิตร หากไม่มีทั้งสองมาตรการ ราคาดีเซลจะเผชิญแรงกดดันสูงถึงประมาณ 54.19 บาทต่อลิตร)
ผลกระทบ:
- (- ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากและต้นทุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศไม่ให้หยุดชะงัก ชี้ให้เห็นว่าราคาดีเซลไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปของมาเลเซียและอินโดนีเซีย)
- (- การตรึงราคาในระดับสูงกว่า 12.62 บาทต่อลิตร (รวมส่วนลดโรงกลั่นและเงินชดเชย) ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการคลังและภาวะบิดเบือนโครงสร้างราคาพลังงาน ซึ่งทำให้ความเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์อาจชะลอตัวลง)
ที่มา: