รายงานวิเคราะห์ข่าวพลังงานรายสัปดาห์ (Weekly Digest) ประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2569 – 30 สิงหาคม 2569
บทสรุปผู้บริหาร
บทสรุปข่าวเชิงยุทธศาสตร์ด้านระบบไฟฟ้ากำลังและการไฟฟ้าในรอบสัปดาห์
- สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ในวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็นร้อยละ 65 และบรรจุเป้าหมายโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) 14,000 เมกะวัตต์ รวมถึงมาตรการตอบสนองด้านโหลด 2,000 เมกะวัตต์
- กระทรวงพลังงานเตรียมปรับเพิ่มโควตารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเป็น 500 เมกะวัตต์ พร้อมปรับปรุงระบบอนุมัติเป็น One-Stop Service ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 ถึง 30 วัน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า
- การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ประกาศปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัยแบบขั้นบันได โดยจะเริ่มหักค่าใช้จ่ายบริการไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
- สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยจะจัดสรรวงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น โครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงนามจ้างเอกชนมูลค่ากว่า 2,080 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างและปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 kV ในพื้นที่ภาคเหนือ รองรับการนำเข้าไฟฟ้าพลังงานสะอาดจาก สปป.ลาว
- การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีการแจ้งงดจ่ายกระแสไฟฟ้าชั่วคราวอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ เพื่อบำรุงรักษาระบบและดำเนินโครงการเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศลงสู่ใต้ดิน เพื่อเพิ่มความมั่นคงของระบบจำหน่ายไฟฟ้า
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบ
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าและเศรษฐศาสตร์พลังงาน
- ผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
- การขยายตัวของการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ความต้องการไฟฟ้าที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมงพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สิ่งนี้สร้างแรงกดดันต่อระบบผลิตและโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ
- การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบทำให้เกิดความผันผวน ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าไทยต้องเปลี่ยนเกณฑ์วัดความมั่นคงจากกำลังผลิตสำรอง (Reserve Margin) มาเป็นดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE)
- มีความจำเป็นต่อเร่งลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อแก้ปัญหาความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในช่วงหัวค่ำ (Duck Curve)
- ผลกระทบต่อราคาค่าไฟและราคาพลังงาน
- ความพยายามของรัฐบาลในการตรึงค่าไฟฟ้างวดปลายปีที่ 3.86 บาทต่อหน่วย และการชดเชยราคาน้ำมัน ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ก่อให้เกิดภาระหนี้สะสมในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของ กฟผ.
- การลงทุนมหาศาลในระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อรองรับโรงไฟฟ้าเสมือนและพลังงานสะอาด อาจกลายเป็นต้นทุนที่ถูกส่งผ่านไปยังอัตราค่าไฟฟ้าของประชาชนในอนาคต
- ผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์พลังงานและสิ่งแวดล้อม
- การบังคับใช้มาตรการด้าน ESG และคาร์บอนฟุตพรินต์ระดับสากล ทำให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัวสู่พลังงานสะอาดเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
- รัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง
- อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลต้องใช้น้ำและไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล หากขาดการบริหารจัดการที่ดีอาจนำไปสู่ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรกับภาคประชาชนและภาคการเกษตร
ความเคลื่อนไหวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ความเคลื่อนไหวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ
- สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และ กระทรวงพลังงาน
- เป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายหลักผ่านร่างแผน PDP 2026 และผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน รวมถึงกำลังเผชิญความท้าทายในการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
- สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
- เริ่มเข้ามามีบทบาทในการออกมาตรการควบคุมและกลั่นกรองการลงทุนศูนย์ข้อมูลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันวิกฤตการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
- กฟผ. เป็นกลไกหลักในการลงทุนขยายสายส่งระดับประเทศและรับภาระด้านการพยุงค่าไฟ ขณะที่ กฟน. เป็นผู้ปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้าและพัฒนาระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้เป็นระบบสายใต้ดิน
- ภาคเอกชนกลุ่มพลังงานและนิคมอุตสาหกรรม
- กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูลและยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีการเร่งลงทุนในธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)
- ภาคประชาชนและเครือข่ายภาคประชาสังคม
- เกิดการรวมตัวคัดค้านในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดชลบุรี ระยอง และสงขลา เนื่องจากความกังวลด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการแย่งชิงทรัพยากรจากโครงการอุตสาหกรรมหนักและโรงไฟฟ้าชีวมวล
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อสำหรับภาคประชาสังคมและประชาชน
- 1. การประชาพิจารณ์ร่างแผน PDP 2026
- ประชาชนและภาคธุรกิจควรจับตาการเปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยเฉพาะรายละเอียดสัดส่วนพลังงานสะอาด ค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบโครงข่าย และแนวโน้มผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้า
- 2. การขยายโควตาและระบบขออนุมัติโซลาร์ภาคประชาชน
- ผู้บริโภคระดับครัวเรือนควรติดตามความชัดเจนของระเบียบการขออนุมัติติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปผ่าน One-Stop Service เพื่อเป็นทางเลือกในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
- 3. ความโปร่งใสของโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
- ภาคประชาสังคมควรติดตามการจัดสรรงบประมาณ 2 แสนล้านบาทในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่ามีแผนงานที่โปร่งใสและสร้างประโยชน์ต่อการลดค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่
- 4. มาตรการกำกับดูแลอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล
- ชุมชนในพื้นที่เป้าหมายการลงทุนควรเฝ้าระวังและติดตามกฎเกณฑ์ของรัฐในการควบคุมการใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต
- 5. การปรับตัวของธุรกิจรายย่อยต่อมาตรการกติกาโลก
- ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมควรเริ่มศึกษาและวางแผนรับมือกับข้อกำหนดด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ ที่อาจกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อต้นทุนการทำธุรกิจในอนาคต