รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศ EU & UK (EU&UK Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 22-Aug-2026 ถึง 28-Aug-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : สเปนเสนอร่างกฎหมายใหม่ กำหนดให้ Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าหมุนเวียน 80% พร้อมเกณฑ์ Hourly Matching
รายละเอียด:
- สภารัฐมนตรีสเปนได้อนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาเร่งด่วนเพื่อกำหนดกรอบการกำกับดูแลการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) ฉบับใหม่ โดยเชื่อมโยงการขยายตัวเข้ากับข้อกำหนดด้านความยั่งยืนทางพลังงาน ประสิทธิภาพการใช้น้ำ และความมั่นคงทางดิจิทัล
- กฎระเบียบใหม่นี้จะบังคับให้ศูนย์ข้อมูลขนาด 1 เมกะวัตต์ขึ้นไป ต้องรับรองว่าการใช้ไฟฟ้าอย่างน้อย 80% มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สร้างขึ้นใหม่ (Additionality) ซึ่งหมายความว่าทุกๆ 1 เมกะวัตต์ของความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล จะต้องถูกจับคู่กับกำลังการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนใหม่ 1 เมกะวัตต์ ที่เริ่มดำเนินการไม่เกิน 18 เดือนก่อนศูนย์ข้อมูลเริ่มใช้งาน
- ข้อกำหนดที่สำคัญที่สุดคือการจับคู่รายชั่วโมง (Hourly Matching) ซึ่งกำหนดว่าในแต่ละชั่วโมงของการดำเนินงาน การผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนในชั่วโมงเดียวกันนั้นจะต้องครอบคลุมการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลอย่างน้อย 80% ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าการจับคู่รายปี (Annual Matching) และจะส่งเสริมการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพื่อบริหารจัดการพลังงาน
ผลกระทบ:
– นโยบายนี้ถือเป็นแนวทางที่ก้าวล้ำในการจัดการกับความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากอุตสาหกรรม AI และ Data Center โดยบังคับให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าตั้งแต่ต้นทาง แทนที่จะผลักภาระให้โครงข่ายไฟฟ้าฝ่ายเดียว การกำหนด Additionality และ Hourly Matching จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานโดยตรง
– รูปแบบดังกล่าวอาจกลายเป็นต้นแบบเชิงนโยบายสำหรับประเทศอื่นๆ ในยุโรปและทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่และมีความต้องการต่อเนื่อง (Baseload) จากศูนย์ข้อมูล ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของ Data Center จากผู้บริโภคไฟฟ้าธรรมดาไปสู่การเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศพลังงานสะอาด (Prosumer/Grid-interactive Customer) และอาจสร้างตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดรายชั่วโมง (24/7 Carbon-Free Energy) ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ที่มา: pv magazine Global, 26 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : รัฐบาลอังกฤษอนุมัติโครงการโซลาร์ฟาร์มพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ Beacon Fen กำลังผลิตรวม 1,000 เมกะวัตต์
รายละเอียด:
- กระทรวงความมั่นคงด้านพลังงานและ Net Zero (DESNZ) ของสหราชอาณาจักร ได้อนุมัติคำสั่งให้ความยินยอมในการพัฒนา (Development Consent Order) สำหรับโครงการ Beacon Fen Energy Park ในลินคอล์นเชียร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน (Hybrid) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
- โครงการดังกล่าวพัฒนาโดยบริษัท Low Carbon ประกอบด้วยโซลาร์ฟาร์มขนาด 400 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดใหญ่ถึง 600 เมกะวัตต์ โดยจะเชื่อมต่อกับโครงข่ายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่สถานีไฟฟ้าแรงสูง Bicker Fen 400 kV ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อเดียวกับโครงการสายส่งใต้น้ำ Viking Link ที่เชื่อมต่อระหว่างอังกฤษและเดนมาร์ก
- การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญระดับชาติ (Nationally Significant Infrastructure Project – NSIP) นี้ สะท้อนถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลใหม่ต่อการพัฒนาพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ในปี 2570 และแล้วเสร็จในช่วงต้นทศวรรษ 2573
ผลกระทบ:
– การอนุมัติโครงการไฮบริดขนาดใหญ่นี้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในยุโรป ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเพิ่มกำลังการผลิต แต่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความผันผวนและสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบไฟฟ้าผ่าน BESS ขนาดใหญ่ควบคู่กันไป การเชื่อมต่อกับโครงข่ายส่งหลักและสายส่งระหว่างประเทศยังเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาพรวม
– บทเรียนสำคัญคือ การวางแผนโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในปัจจุบันจำเป็นต้องพิจารณาถึงการบูรณาการกับระบบกักเก็บพลังงานตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เพื่อให้สามารถเข้าร่วมในตลาดบริการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) และบริหารจัดการพลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่สำคัญของ Utility ในอนาคต
ที่มา: pv magazine Global, 25 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : โครงการ Solara4 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดของโปรตุเกส เข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์
รายละเอียด:
- บริษัท Welink Energy Portugal 2 UK ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการโซลาร์ฟาร์ม Solara4 ขนาด 220 เมกะวัตต์ในโปรตุเกส ได้เข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์ (Administration) หลังจากประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก
- สาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าคาดการณ์อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาไฟฟ้าขายส่งในตลาดไอบีเรีย (Iberian electricity market) ที่ลดลงอย่างมากในช่วงเวลาที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูง (Price Cannibalization) นอกจากนี้ยังมีปัญหาทางเทคนิคและเหตุเพลิงไหม้ที่ทำให้ต้องหยุดเดินเครื่องและมีค่าบำรุงรักษาสูงขึ้น
- โครงการ Solara4 เป็นหนึ่งในโครงการโซลาร์ขนาดใหญ่โครงการแรกๆ ของโปรตุเกสที่พัฒนาขึ้นโดยไม่มีสัญญารับซื้อไฟฟ้าในอัตราคงที่ (Guaranteed Tariff) ทำให้ต้องพึ่งพารายได้จากราคาตลาดไฟฟ้าขายส่งโดยตรง ซึ่งมีความผันผวนสูง
ผลกระทบ:
– กรณีของ Solara4 เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ดำเนินงานในรูปแบบ Merchant Plant ในตลาดที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง เมื่อกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในระบบมีมากเกินไปในช่วงกลางวัน จะส่งผลให้ราคาไฟฟ้าในตลาดขายส่งลดต่ำลงอย่างรุนแรง หรือแม้กระทั่งติดลบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการทำกำไรของโครงการ
– ความท้าทายนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนากลไกตลาดไฟฟ้าที่รองรับพลังงานหมุนเวียนได้ดีขึ้น เช่น ตลาดบริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services Market) และการส่งเสริมการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อให้โรงไฟฟ้าสามารถเลื่อนเวลาการขายไฟฟ้าไปยังช่วงที่ราคาสูงขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
ที่มา: pv magazine Global, 25 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : โครงการเกาะพลังงาน Princess Elisabeth ในเบลเยียม บรรลุหมุดหมายสำคัญหลังติดตั้งฐานรากทั้งหมดแล้วเสร็จ
รายละเอียด:
- โครงการ Princess Elisabeth Energy Island ซึ่งเป็นเกาะเทียมสำหรับเป็นศูนย์กลางพลังงานนอกชายฝั่งแห่งแรกของโลก ได้ติดตั้งฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็ก (Caisson) ทั้ง 23 ชิ้นแล้วเสร็จ ณ ตำแหน่งนอกชายฝั่งเบลเยียมในทะเลเหนือ ห่างจากฝั่ง 45 กิโลเมตร
- เกาะพลังงานแห่งนี้พัฒนาโดย Elia Transmission Belgium จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง (Hub) สำหรับโครงการฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งขนาด 3.5 กิกะวัตต์ในเขตที่สองของเบลเยียมเข้ากับระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงบนบก และยังเตรียมพร้อมสำหรับการเชื่อมต่อสายส่งระหว่างประเทศกับสหราชอาณาจักรและเดนมาร์กในอนาคต
- ภายหลังการติดตั้งฐานรากซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงป้องกันรอบนอกแล้วเสร็จ ขั้นตอนต่อไปคือการถมทรายเพื่อสร้างพื้นที่เกาะ และจะเริ่มติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าในปี 2572 โดยคาดว่าโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปี 2584
ผลกระทบ:
– โครงการเกาะพลังงาน Princess Elisabeth เป็นต้นแบบของโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต ที่เปลี่ยนแนวคิดจากการลากสายส่งแต่ละโครงการเข้าหาฝั่ง มาเป็นการสร้าง ‘ปลั๊กไฟในทะเล’ (Offshore Grid Hub) เพื่อรวบรวมพลังงานจากหลายโครงการแล้วส่งเข้าฝั่งผ่านสายส่งขนาดใหญ่เพียงไม่กี่เส้น ซึ่งช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
– โมเดลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาดใหญ่ในทะเลเหนือและภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก เป็นการวางรากฐานสำหรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าข้ามพรมแดนในทะเล (Meshed Offshore Grid) ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงและยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้าของยุโรป และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการวางแผนพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว
ที่มา: Power Technology, 21 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : โรมาเนียเดินหน้าจัดประมูลโควตาสายส่งไฟฟ้าเป็นครั้งแรก หวังแก้ปัญหาคอขวดในระบบ
รายละเอียด:
- โรมาเนียได้ปิดรับการยื่นความจำนงในการเข้าร่วมประมูลโควต้าการเชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้า (Grid Capacity Auction) ครั้งแรกของประเทศ โดยมีผู้ยื่นคำขอรวม 12 ราย คิดเป็นกำลังการผลิต 491 เมกะวัตต์ สำหรับโครงการโซลาร์ ลม และระบบกักเก็บพลังงาน
- กลไกการประมูลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดสรรโควต้าการเชื่อมต่อสายส่งที่มีอยู่อย่างจำกัด และเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการเสริมความมั่นคงและขยายระบบโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต โดย Transelectrica ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระบบส่ง (TSO) จะเป็นผู้ศึกษาและกำหนดราคาเริ่มต้นการประมูลตามต้นทุนการเสริมสร้างโครงข่ายที่จำเป็น
- การประมูลกำหนดให้ผู้เข้าร่วมต้องวางหลักประกันการมีส่วนร่วม (Participation Guarantee) ที่ 20,000 ยูโรต่อเมกะวัตต์ เพื่อคัดกรองโครงการที่มีความพร้อมจริงจังและลดปัญหาโครงการที่ขอโควต้าไว้แต่ไม่พัฒนา (Speculative Projects) โดยการประมูลจริงจะมีขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม
ผลกระทบ:
– การประมูลโควต้าสายส่งเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่น่าจับตาอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาคอขวดของระบบโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในหลายประเทศ กลไกนี้ช่วยสร้างความโปร่งใสในการจัดสรรสิทธิ์และทำให้ผู้พัฒนาโครงการต้องรับผิดชอบต่อต้นทุนส่วนเพิ่มของระบบส่งไฟฟ้าที่ตนเองก่อให้เกิด
– รูปแบบนี้อาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ นำไปปรับใช้ เพื่อเปลี่ยนกระบวนการขอเชื่อมต่อสายส่งจากระบบ ‘มาก่อนได้ก่อน’ (First-Come, First-Served) ที่มักก่อให้เกิดปัญหาคิวโครงการสะสม ไปสู่ระบบที่อิงกับกลไกตลาดและส่งสัญญาณต้นทุนที่แท้จริงของการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนขยายโครงข่ายมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการมากขึ้น
ที่มา: pv magazine Global, 21 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : คณะกรรมาธิการยุโรปเผยแพร่แนวทางสำหรับผู้ทวนสอบภายใต้มาตรการ CBAM ฉบับสมบูรณ์
รายละเอียด:
- เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่เอกสารแนวทางใหม่เกี่ยวกับการทวนสอบและการรับรองระบบงาน (Verification and Accreditation) สำหรับผู้ทวนสอบ (Verifiers) และหน่วยรับรองระบบงานแห่งชาติ (National Accreditation Bodies – NABs) ภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ในช่วงบังคับใช้เต็มรูปแบบ (Definitive Period) ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569
- เอกสารดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายข้อกำหนดของกฎระเบียบ CBAM ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเน้นที่ผู้ทวนสอบที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ผลิตสินค้า CBAM นอกสหภาพยุโรป และข้อกำหนดสำหรับ NABs ที่จะให้การรับรองและกำกับดูแลผู้ทวนสอบเหล่านั้น
- นอกจากนี้ ยังได้เผยแพร่ขั้นตอนสำหรับผู้ทวนสอบในการขอเข้าถึงระบบ CBAM Registry ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป โดยผู้ทวนสอบจะต้องได้รับการรับรองจาก NAB ก่อนจึงจะสามารถยื่นขอเข้าใช้งานระบบได้
ผลกระทบ:
– การเผยแพร่แนวทางนี้เป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การบังคับใช้มาตรการ CBAM อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกสินค้าใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม (เหล็ก อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน) ไปยังสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศไทย
– ผู้ประกอบการนอก EU จำเป็นต้องเตรียมระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ EU เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจริง (Actual Emissions) ในการสำแดงข้อมูลและซื้อใบรับรอง CBAM ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งอาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการใช้ค่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอ้างอิง (Default Values) ที่ EU กำหนด
ที่มา: European Commission, 24 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : Greenvolt Power ได้รับเงินทุน 218 ล้านยูโรจาก UniCredit สำหรับโครงการ BESS ขนาดใหญ่ในโปแลนด์
รายละเอียด:
- Greenvolt Power ได้รับการสนับสนุนทางการเงินมูลค่า 218 ล้านยูโร (ประมาณ 254 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากธนาคาร UniCredit เพื่อพัฒนาโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) สองแห่งในโปแลนด์ คือที่เมือง Ełk และ Turośń
- เงินทุนประกอบด้วยสินเชื่อบริดจ์ (Bridge Financing) 153 ล้านยูโร และวงเงินค้ำประกัน (Guarantee Facility) 65 ล้านยูโร เพื่อใช้เป็นทุนสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโครงการทั้งสองแห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 400 เมกะวัตต์ / 1,600 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (โครงการละ 200 เมกะวัตต์ / 800 เมกะวัตต์-ชั่วโมง)
- โครงการเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการ BESS ที่ใหญ่ที่สุดในโปแลนด์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า รองรับการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ผลกระทบ:
– การได้รับเงินทุนขนาดใหญ่สำหรับโครงการ BESS ในโปแลนด์ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานในฐานะสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้างผลตอบแทนและมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Bankable Asset) โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรปกลางและตะวันออก
– การพัฒนานี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดยุโรปตะวันออกกำลังก้าวสู่ระยะต่อไปของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งไม่ใช่แค่การเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียน แต่เป็นการสร้างระบบที่ยืดหยุ่นและมั่นคงเพื่อรองรับความผันผวน of พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้พัฒนาโครงการและซัพพลายเออร์เทคโนโลยี BESS
ที่มา: Power Technology, 27 สิงหาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- สหราชอาณาจักรออกกฎหมายอนุญาตให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบเสียบปลั๊ก (Plug-in Solar) ขนาดไม่เกิน 800 วัตต์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้เช่าที่พักสามารถเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้น
- ไอร์แลนด์ประสบความสำเร็จในการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ทะลุ 3 กิกะวัตต์ โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของโครงการขนาดใหญ่ (Utility-scale) และการติดตั้งบนหลังคา ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ
- ราคาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดระยะยาว (PPA) ในยุโรปเดือนกรกฎาคมมีความแตกต่างกัน โดยราคาในอังกฤษและอิตาลีปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ราคาในสเปน โปรตุเกส และกลุ่มประเทศนอร์ดิกกลับลดลง สะท้อนผลกระทบจากปริมาณพลังงานหมุนเวียนที่สูงในบางตลาด
- การยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างฟาร์มกังหันลมบนบกในอังกฤษพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี หลังจากรัฐบาลยกเลิกมาตรการที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ซึ่งส่งสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของพลังงานลมในประเทศ
- ผลการศึกษาจากสถาบัน Fraunhofer ISE ของเยอรมนี พัฒนาวิธีวัดค่ากระแสไฟฟ้าในเซลล์ย่อยของแผงโซลาร์เซลล์แบบแทนเดมชนิดเพอรอฟสไกต์-ซิลิคอนได้ในระดับมิลลิวินาที ซึ่งอาจช่วยเร่งกระบวนการควบคุมคุณภาพในการผลิตเชิงพาณิชย์ได้