รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 08-Aug-2026 ถึง 14-Aug-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : อินโดนีเซียจับมือ NVIDIA และพันธมิตรระดับโลก เปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ขนาด 1 GW ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงาน
รายละเอียด:
- บริษัท Indosat Ooredoo Hutchison ได้ประกาศความร่วมมือกับ Ooredoo Group, Nokia และ NVIDIA เพื่อจัดตั้ง Zankore by Indosat ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการด้าน AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
- โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการสร้างโรงงาน AI (AI Factory) ที่มีกำลังการประมวลผลเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าถึง 1 กิกะวัตต์ (GW) โดยในเฟสแรกจะเริ่มดำเนินการด้วยกำลังการผลิตประมาณ 200 เมกะวัตต์ (MW) ภายในครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับหนึ่งในแพลตฟอร์ม AI ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
ผลกระทบ:
- การเกิดขึ้นของศูนย์ข้อมูลและ AI Factory ขนาด 1 GW ถือเป็นความท้าทายอย่างมหาศาลต่อระบบไฟฟ้าของอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นการสร้างโหลดไฟฟ้าใหม่ที่มีขนาดใหญ่และกระจุกตัวสูงมาก เทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หนึ่งโรง โครงการนี้จะผลักดันให้เกิดความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและความเชื่อถือได้ในระดับสูงสุด ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
- ประเด็นนี้สะท้อนภาพแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ที่ความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลและ AI กำลังปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์การวางแผนระบบไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลและรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า (เช่น PLN ของอินโดนีเซีย) ต้องเร่งทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan) และแผนการขยายระบบส่งไฟฟ้า (Transmission Expansion Plan) เพื่อรองรับโหลดไฟฟ้าประเภทใหม่นี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ของ Utility ที่ให้บริการพลังงานแบบครบวงจรแก่ลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยเฉพาะ
ที่มา: The Jakarta Post, 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : สิงคโปร์อนุมัตินำเข้าไฟฟ้าสะอาด 900 เมกะวัตต์จากมาเลเซีย ปลดล็อกโครงการ “ระเบียงพลังงานสีเขียว” ขนาด 4 GW พร้อมแบตเตอรี่ 5.1 GWh
รายละเอียด:
- องค์การตลาดพลังงาน (Energy Market Authority – EMA) ของสิงคโปร์ ได้ให้การอนุมัติแบบมีเงื่อนไขแก่ 2 บริษัท ได้แก่ Sembcorp Utilities (300 เมกะวัตต์) และ Southern Solar Alliance ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Ditrolic Energy Holdings จากมาเลเซีย (600 เมกะวัตต์) ในการนำเข้าพลังงานหมุนเวียนจากรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย
- โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระเบียงพลังงานหมุนเวียนตอนใต้ของรัฐยะโฮร์ (Southern Johor Renewable Energy Corridor – SJREC) ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 4 กิกะวัตต์-พีค (GWp) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดมหึมาถึง 5.1 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) โดยมีเป้าหมายเริ่มจ่ายไฟฟ้าในประเทศมาเลเซียภายในปี พ.ศ. 2571 และเริ่มส่งออกไปยังสิงคโปร์ในปี พ.ศ. 2572
ผลกระทบ:
- นี่คือก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุดของแผนการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ที่เปลี่ยนจากแนวคิดสู่โครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรูปแบบธุรกิจที่สามารถดำเนินการได้จริงสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนในภูมิภาค โดยอาศัยพลังงานสะอาดเป็นแกนหลัก
- สำหรับมาเลเซีย โครงการนี้จะเปลี่ยนรัฐยะโฮร์ให้กลายเป็นศูนย์กลางพลังงานหมุนเวียนระดับภูมิภาค สร้างรายได้จากการส่งออกพลังงานสะอาด ในขณะที่สิงคโปร์จะได้รับประโยชน์โดยตรงในด้านความมั่นคงทางพลังงานและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขนาดของระบบแบตเตอรี่ที่ 5.1 GWh ถือเป็นขนาดที่ใหญ่มากและจะทำหน้าที่สำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะเป็นต้นแบบที่สำคัญสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่อื่นๆ ในอาเซียน
ที่มา: The Edge Malaysia, 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : โครงการ Pax Silica ในฟิลิปปินส์เผชิญข้อกังขาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หลังต้องการไฟฟ้า 3 GW และใช้ที่ดินโซลาร์ฟาร์มมหาศาล
รายละเอียด:
- โครงการ Pax Silica ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ใน New Clark City ประเทศฟิลิปปินส์ ถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 3 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งวางแผนจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ 2 GW และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 1 GW
- ประเด็นท้าทายหลักคือ การสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 2 GW ต้องใช้พื้นที่มากกว่า 20,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 125,000 ไร่) ซึ่งมากกว่าพื้นที่เช่าของโครงการที่มีอยู่เพียง 1,600 เฮกตาร์อย่างมาก ก่อให้เกิดความขัดแย้งด้านการใช้ที่ดินกับภาคเกษตรกรรมและกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ โครงการยังต้องการน้ำปริมาณมหาศาลถึง 39,000 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงในพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดภัยแล้ง
ผลกระทบ:
- กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างของ “ความเชื่อมโยงระหว่างพลังงาน-น้ำ-อาหาร” (Energy-Water-Food Nexus) อย่างชัดเจน และเป็นเครื่องเตือนใจว่าการวางแผนเพื่อรองรับโหลดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่สามารถแยกส่วนจากการวางแผนทรัพยากรของประเทศได้
- ปัญหานี้บีบบังคับให้เกิดการทบทวนนโยบายการใช้ที่ดินเพื่อพลังงานหมุนเวียน เช่น การส่งเสริมการทำเกษตรกรรมร่วมกับการผลิตไฟฟ้าบนแผงโซลาร์เซลล์ (Agrivoltaics) หรือการใช้ที่ดินเสื่อมโทรม การที่ต้องพึ่งพาโซลาร์ฟาร์มนอกพื้นที่โครงการยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขยายโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าเพื่อเชื่อมโยงแหล่งผลิตไฟฟ้าที่กระจายตัวไปยังศูนย์กลางความต้องการไฟฟ้าที่กระจุกตัวสูง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของการไฟฟ้าและผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศ
ที่มา: Inquirer, 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าหมายเชิงรุก ขยายกำลังผลิตไฟฟ้าสู่ 121.3 GW ภายในปี 2040 เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
รายละเอียด:
- นางชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (DOE) ของฟิลิปปินส์ ได้ประกาศเป้าหมายใหม่ในการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งของประเทศจากปัจจุบันที่ 32.2 กิกะวัตต์ (GW) เป็น 121.3 GW ภายในปี พ.ศ. 2583 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า
- แผนการดังกล่าวต้องการการลงทุนมหาศาลเพื่อเพิ่มกำลังผลิตใหม่จากพลังงานแสงอาทิตย์ 24 GW, ก๊าซธรรมชาติ 20 GW และพลังงานลมบนบกอีกเกือบ 10 GW ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ผลกระทบ:
- เป้าหมายที่ท้าทายนี้เป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนว่าฟิลิปปินส์จะมุ่งหน้าสู่การใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ซึ่งจะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับนักลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแผนนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการระดมทุน การวางแผนระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ซับซ้อน และการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคในการขออนุญาต
- ขนาดของกำลังผลิตที่ต้องเพิ่มขึ้นมหาศาลนี้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อ National Grid Corporation of the Philippines (NGCP) ให้ต้องเร่งรัดแผนพัฒนาโครงข่ายสายส่งให้สอดคล้องและทันท่วงที เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาคอขวดของระบบส่ง (Grid Congestion) และสร้างบรรยากาศการลงทุนที่มั่นคงเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ
ที่มา: Inquirer, 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : มาเลเซียเดินหน้ายกระดับโครงข่ายไฟฟ้า TNB อนุมัติสัญญามูลค่า 122 ล้านริงกิต สร้างระบบสายส่งใต้ดิน
รายละเอียด:
- บริษัท Tenaga Nasional Berhad (TNB) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของมาเลเซีย ได้อนุมัติสัญญามูลค่า 122.31 ล้านริงกิต ให้กับกิจการร่วมค้าที่นำโดย MN Holdings เพื่อดำเนินการออกแบบ จัดหา และติดตั้งระบบสายส่งไฟฟ้าใต้ดินเชื่อมระหว่างเมือง Tasek Gelugor และ Bertam
- โครงการนี้มีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 450 วัน และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนเพื่อปรับปรุงความเชื่อถือได้ของระบบโครงข่ายไฟฟ้าของมาเลเซีย
ผลกระทบ:
- ข่าวนี้เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) การเปลี่ยนไปใช้ระบบสายส่งใต้ดินแม้จะมีต้นทุนสูงกว่า แต่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานของระบบไฟฟ้าต่อสภาพอากาศที่รุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในยุคของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูลและนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการเชื่อมโยงพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนเข้าสู่ระบบ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Utility สมัยใหม่จำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ระบบส่งอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาคุณภาพไฟฟ้าและเสถียรภาพของกริด
ที่มา: The Edge Malaysia, 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : เวียดนามชูโมเดล “นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” ดึงดูดการลงทุน แต่เผชิญความท้าทายด้านการจัดหาพลังงานสะอาด
รายละเอียด:
- ผู้นำในภาคอุตสาหกรรมของเวียดนามระบุว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่ “ฉลาดขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยืดหยุ่นมากขึ้น” (Smarter, Greener, and Resilient)
- ปัจจุบัน คำถามแรกๆ จากนักลงทุนรายใหญ่ไม่ใช่เรื่องราคาที่ดินอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นว่านิคมฯ สามารถจัดหาพลังงานสะอาดที่เชื่อถือได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Rooftop Solar) ในนิคมฯ ยังคงเผชิญอุปสรรคด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าสำหรับผู้พัฒนานิคมฯ
ผลกระทบ:
- แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่พลังงานไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยการผลิต แต่เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและตอบสนองต่อมาตรฐานของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM)
- สิ่งนี้สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แก่การไฟฟ้าและผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมในการนำเสนอโซลูชันพลังงานสีเขียวแบบครบวงจร (Integrated Green Energy Solutions) อย่างไรก็ดี อุปสรรคด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว (Distributed Generation) ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข เช่น การเปิดเสรีให้มีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement – DPPA) เพื่อปลดล็อกศักยภาพของพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม
ที่มา: Vietnam Investment Review (VIR), 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : มาเลเซียอนุมัติ 42 โครงการพลังงานหมุนเวียน 331 เมกะวัตต์ ผ่านกลไก Feed-in-Tariff มุ่งหนุนชีวมวล ไบโอแก๊ส และพลังน้ำขนาดเล็ก
รายละเอียด:
- นายอักมัล นัสรุลเลาะห์ โมห์ด นาซิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซีย ประกาศอนุมัติโครงการพลังงานหมุนเวียนจำนวน 42 โครงการ ภายใต้กลไกรับซื้อไฟฟ้าในอัตราพิเศษ (Feed-in-Tariff หรือ FiT) โดยมีกำลังผลิตรวม 331 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะดึงดูดการลงทุนได้ราว 4.3 พันล้านริงกิต
- โครงการที่ได้รับอนุมัติในรอบนี้ประกอบด้วยโครงการจากไบโอแก๊ส ชีวมวล และพลังน้ำขนาดเล็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าของประเทศให้ถึง 70% ภายในปี พ.ศ. 2593
ผลกระทบ:
- การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงการใช้เครื่องมือนโยบาย (FiT) อย่างตรงจุด เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนบางประเภทที่อาจไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ในการประมูลขนาดใหญ่ที่มักถูกครอบงำโดยพลังงานแสงอาทิตย์
- การส่งเสริมเทคโนโลยีชีวมวลและไบโอแก๊สช่วยสร้างความหลากหลายของแหล่งพลังงานหมุนเวียน และยังเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่น เช่น ของเสียจากภาคเกษตรกรรม สำหรับระบบไฟฟ้าโดยรวม เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพและจ่ายไฟฟ้าได้ตามความต้องการ (Dispatchable) ซึ่งแตกต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์และลม จึงมีส่วนช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี
ที่มา: The Edge Malaysia, 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยบริษัท Masdar กำลังสำรวจโอกาสการลงทุนในโครงการเขื่อนพลังน้ำ Bulango Ulu ในจังหวัดโกรอนตาโลของอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้ถึง 80 เมกะวัตต์
- บริษัท ACEN Corp. ของฟิลิปปินส์ อัดฉีดเงินกู้ 1 พันล้านเปโซ เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 344.5 เมกะวัตต์ ในจังหวัดเกซอน
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย ตั้งเป้าเสนอร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Climate Change Bill) ในการประชุมรัฐสภาสมัยหน้า ซึ่งจะเป็นกรอบกฎหมายสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
- บริษัท Cypark Resources ของมาเลเซีย ได้รับอนุมัติ FiT เพื่อขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าพลังงานจากขยะ (WTE) ในเมืองพอร์ตดิกสัน เพิ่มเป็นกำลังผลิตส่งออกสุทธิ 29.99 เมกะวัตต์
- บทวิเคราะห์จาก The Edge Malaysia ชี้ให้เห็นถึงความจริงด้านพลังงานในเอเชียแปซิฟิก ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคง ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดของระบบโครงข่ายไฟฟ้า