EP.16. วิกฤตราคาค่าไฟภายใต้กลไกผูกขาด: เมื่อรัฐแบกรับภาระหมื่นล้าน แต่กลไกกำกับดูแลไร้ความยืดหยุ่น
ท่ามกลางภาวะโลกเดือดและวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas – LNG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทยพุ่งสูงขึ้น สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงภาระค่าครองชีพที่ประชาชนต้องแบกรับ แต่คือการตั้งคำถามถึงโครงสร้างพลังงานที่ดูเหมือนจะถูกจำกัดด้วยระบบผูกขาดที่ไร้ความยืดหยุ่น ในขณะที่กระแสโลกกำลังมุ่งสู่การลดบทบาทของกลุ่มทุนฟอสซิลเพื่อบรรเทาภาระของผู้บริโภค แต่กลไกกำกับดูแลของไทยกลับดูเหมือนยังคงยึดติดกับรูปแบบการบริหารจัดการแบบเดิม
ประเด็นที่สร้างข้อสงสัยอย่างมากคือ มติของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ตรึงอัตราค่าไฟไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย สำหรับงวดปลายปี 2569 ทั้งที่ภาครัฐมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้าสาธารณะหรือค่าไฟถนนแทนประชาชนสูงถึง 18,000 ล้านบาทต่อปี ตามหลักการแล้วการลดภาระส่วนนี้ควรส่งผลให้ค่าไฟของภาคครัวเรือนลดลงราว 10 สตางค์ต่อหน่วย แต่ตัวเลขในบิลค่าไฟกลับไม่ขยับลงตามต้นทุนที่ลดลงจริง คำถามสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจนคือ เงินหมุนเวียนก้อนนี้หายไปในส่วนใดของโครงสร้างราคา และทำไมประชาชนจึงไม่ได้รับผลประโยชน์จากการลดภาระนี้อย่างเป็นธรรม
วิกฤตนี้สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง เมื่อกำลังการผลิตไฟฟ้าของรัฐลดต่ำลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 30 แสดงให้เห็นว่าการควบคุมราคาพลังงานของประเทศไม่ได้อยู่ในมือภาครัฐอย่างเต็มรูปแบบอีกต่อไป เมื่อกำลังการผลิตส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือเอกชนรายใหญ่ กลไกกำกับดูแลจึงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองทำหน้าที่ปกป้องผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงการสร้างหลักประกันกำไรผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement – PPA) ที่ขาดความยืดหยุ่นและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ในขณะที่หลายประเทศเริ่มปฏิรูปโครงสร้างราคาโดยมุ่งเน้นการกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้า (Decentralization) เพื่อลดการพึ่งพาฟอสซิลและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคกลายเป็นผู้ผลิต (Prosumer) ประเทศไทยกลับยังคงยึดติดกับระบบสายส่งที่ปิดกั้นทางเลือกของประชาชน ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่เพียงแต่ซ้ำเติมค่าครองชีพ แต่ยังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ถึงเวลาที่กระทรวงพลังงานต้องปรับเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การปฏิรูประบบกำกับดูแลอย่างจริงจัง เริ่มจากการสร้างความโปร่งใสให้ กกพ. ยึดโยงกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง รวมถึงการทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในส่วนที่สร้างภาระค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment) เกินความจำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือการเปิดเสรีสายส่งไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการทลายวงจรผูกขาดและคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน