รายงานข่าวพลังงานสหรัฐฯ (USA Weekly) ประจำสัปดาห์ 18-Jul-2026 ถึง 24-Jul-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : ประธาน FERC ส่งสัญญาณผลักดัน Grid-Enhancing Technologies และปฏิรูปตลาด PJM ท่ามกลางความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ที่พุ่งสูง
รายละเอียด:
- นาง Laura Swett ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแห่งชาติ (FERC) ได้ให้การต่อคณะกรรมาธิการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติของวุฒิสภา โดยระบุว่า FERC ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการสนับสนุนเทคโนโลยีเสริมประสิทธิภาพโครงข่ายไฟฟ้า (Grid-Enhancing Technologies – GETs)
- แม้ FERC จะไม่มีอำนาจบังคับให้บริษัทสาธารณูปโภค (Utility) ติดตั้ง GETs แต่สามารถสั่งการให้มีการวิเคราะห์เทคโนโลยีเหล่านี้ในแผนการลงทุนระบบส่ง และอาจออกมาตรการจูงใจทางการเงินเพื่อส่งเสริมการใช้งาน ซึ่งเป็นการตอบโต้แนวโน้มที่ Utility อาจลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เกินความจำเป็น (Gold Plating) เพื่อเพิ่มผลตอบแทน
- นาง Swett วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อตลาดไฟฟ้า PJM Interconnection ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ว่ามีประสิทธิภาพการทำงานที่ “น่าจะแย่ที่สุด” และกำลังเผชิญปัญหาราคากำลังผลิตไฟฟ้า (Capacity Price) ที่พุ่งสูง แต่ยังคงขาดแคลนกำลังผลิตสำรอง ซึ่ง FERC จะจัดการประชุมทางเทคนิคเพื่อหาแนวทางปฏิรูปโครงสร้างการกำกับดูแลของ PJM
- FERC ได้ออกคำสั่ง “Show Cause” ให้ผู้ดำเนินการระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Operator) ทั้ง 6 ราย ชี้แจงแนวทางการจัดการและเชื่อมต่อโหลดขนาดใหญ่ เช่น Data Center เข้ากับระบบไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมและไม่สร้างภาระให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย
ผลกระทบ:
การส่งเสริม GETs ของ FERC ถือเป็นการท้าทายรูปแบบธุรกิจดั้งเดิมของ Utility ที่เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ขนาดใหญ่ (เช่น การสร้างสายส่งใหม่) เพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุน (Rate of Return) โดยตรง การสร้างแรงจูงใจให้ใช้ GETs อาจเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโดยรวมของระบบและค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค
แรงกดดันจาก FERC ต่อ PJM และ Grid Operator อื่นๆ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปตลาดไฟฟ้าและกระบวนการวางแผนระบบส่ง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์พลังงานได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของโหลดจาก AI Data Center ซึ่งมีคุณลักษณะการใช้ไฟฟ้าที่แตกต่างจากโหลดแบบดั้งเดิม
คำสั่ง Show Cause เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า FERC กำลังเข้ามากำกับดูแลประเด็นการจัดสรรต้นทุน (Cost Allocation) ของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับโหลดขนาดใหม่อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้ต้นทุนการอัปเกรดระบบโครงข่ายไฟฟ้าถูกผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเชิงนโยบายที่ส่งผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าในระยะยาว
ที่มา: Utility Dive, 23 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : ความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจาก AI Data Center เร่งให้เกิดความร่วมมือพัฒนาระบบ BESS สำหรับโครงข่ายไฟฟ้าโดยเฉพาะ
รายละเอียด:
- การขยายตัวของ AI Data Center ซึ่งต้องการพลังงานไฟฟ้าคุณภาพสูงตลอด 24 ชั่วโมง กำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญคือระยะเวลาที่ยาวนานในการขอเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Connection) ซึ่งอาจนานถึง 10 ปีในบางพื้นที่
- การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ร่วมกับแหล่งพลังงานหมุนเวียน ณ ที่ตั้งของ Data Center (Co-location) กลายเป็นทางออกสำคัญ เนื่องจากสามารถสร้างพลังงานเพื่อใช้เองและลดภาระต่อระบบโครงข่ายหลักได้
- มีการประกาศความร่วมมือที่สำคัญหลายโครงการ เช่น Siemens ร่วมกับ Fluence พัฒนาสถาปัตยกรรมอ้างอิงสำหรับ AI Data Center ของ Nvidia โดยใช้ BESS รุ่น Smartstack ของ Fluence เพื่อรักษาเสถียรภาพของแรงดันและความถี่ และ Prevalon Energy (บริษัทในเครือ Mitsubishi) ร่วมกับ Emerson เพื่อใช้ BESS รุ่น HD5 ควบคู่กับกังหันก๊าซในการจัดการโหลดที่ผันผวนสูง
- เทคโนโลยี BESS ที่พัฒนาขึ้นสำหรับ Data Center มุ่งเน้นคุณสมบัติพิเศษ เช่น ความสามารถในการจ่ายไฟเกินพิกัด (Overload Capability) เพื่อรองรับการกระชากของโหลด การทำงานในโหมด Grid-Forming เพื่อสร้างความเฉื่อยเสมือน (Virtual Inertia) และความสามารถในการจ่ายไฟเริ่มต้นระบบ (Black Start)
ผลกระทบ:
ความต้องการจาก Data Center กำลังผลักดันให้เกิดนวัตกรรมในเทคโนโลยี BESS ที่มีคุณสมบัติสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาพรวมเมื่อนำไปประยุกต์ใช้ในระดับ Utility-scale
รูปแบบธุรกิจใหม่กำลังก่อตัวขึ้น โดย Data Center ไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า (Consumer) แต่กำลังกลายเป็นผู้ผลิตและผู้ให้บริการเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้า (Prosumer) ผ่านการบริหารจัดการ BESS ซึ่งอาจเป็นแหล่งรายได้ใหม่และช่วยลดระยะเวลาในการขอเชื่อมต่อระบบโครงข่ายได้
ปรากฏการณ์นี้สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อผู้ดำเนินระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Operator) และหน่วยงานกำกับดูแล ให้ต้องทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบการเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection Rules) และโครงสร้างตลาดไฟฟ้า เพื่อรองรับทรัพยากรขนาดใหญ่ที่มีพลวัตสูงเหล่านี้ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในระยะยาว
ที่มา: Energy Storage News, 23 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : Brookfield เข้าซื้อกิจการ Aypa Power ผู้พัฒนา BESS รายใหญ่ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดกักเก็บพลังงาน
รายละเอียด:
- Brookfield Asset Management ประกาศบรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการ Aypa Power ซึ่งเป็นผู้พัฒนาและดำเนินการโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แบบ Standalone จาก Blackstone Energy Transition Partners
- มูลค่าการซื้อขายตามมูลค่ากิจการ (Enterprise Value) อยู่ที่ประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity Value) ที่ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- Aypa Power ถือเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาระบบ BESS แบบ Standalone ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ โดยมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีสัญญาแล้วรวม 6.5 GW และมีโครงการในไปป์ไลน์อีกกว่า 20 GW
- จุดเด่นของพอร์ตโฟลิโอ Aypa คือ 95% ของโครงการที่เปิดดำเนินการและอยู่ระหว่างก่อสร้างมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) รองรับ โดยมีอายุสัญญาเฉลี่ยคงเหลือถึง 17 ปี
ผลกระทบ:
การซื้อขายกิจการครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในธุรกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภาคส่วนการกักเก็บพลังงาน และเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงความเชื่อมั่นอย่างสูงของกลุ่มผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ระดับโลก (เช่น Brookfield และ Blackstone) ที่มีต่อศักยภาพการเติบโตและผลตอบแทนในระยะยาวของธุรกิจ BESS
การที่โครงการส่วนใหญ่ของ Aypa มีสัญญาระยะยาวรองรับ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตเต็มที่ของตลาด BESS ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์ที่พึ่งพารายได้จากตลาดจร (Merchant Market) ไปสู่สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ คล้ายกับโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม
แนวโน้มการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรม BESS บ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงของการรวมศูนย์ (Consolidation) โดยผู้เล่นรายใหญ่ที่มีเงินทุนหนาจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่และสร้างมาตรฐานความเป็นมืออาชีพให้กับอุตสาหกรรม
ที่มา: Energy Storage News, pv magazine USA, 23 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : ธุรกิจพลังงานของ Tesla เผชิญแรงกดดันด้านกำไร แม้ปริมาณการติดตั้ง BESS จะฟื้นตัว ชี้สัญญาณการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น
รายละเอียด:
- ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 Tesla รายงานปริมาณการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Megapack และ Powerwall) เพิ่มขึ้นเป็น 13.5 GWh ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของบริษัท
- อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของแผนกพลังงานกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 39.5% เหลือเพียง 20.4%
- นาย Vaibhav Taneja, CFO ของ Tesla ชี้แจงว่าสาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายในการรับประกันสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเซลล์แบตเตอรี่จากซัพพลายเออร์รายหนึ่ง, การไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรเหมือนในไตรมาสก่อนหน้า และที่สำคัญคือ ราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของระบบกักเก็บพลังงานระดับอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการแข่งขันที่สูงขึ้น
- ข่าวยังกล่าวถึงความท้าทายในการจัดหาเซลล์แบตเตอรี่ LFP นอกประเทศจีน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด Foreign Entity of Concern (FEOC) และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ITC) ซึ่ง Tesla ได้ทำข้อตกลงกับ LG Energy Solution เพื่อจัดหาเซลล์ที่ผลิตในสหรัฐฯ
ผลกระทบ:
การลดลงของอัตรากำไรของ Tesla เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าตลาด BESS ระดับ Utility-scale กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะเติบโตเต็มที่ (Mature Market) ซึ่งมีการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น และผู้ผลิตไม่สามารถรักษาระดับกำไรที่สูงเหมือนในยุคบุกเบิกได้อีกต่อไป
แรงกดดันด้านราคาขาย (ASP) จะเป็นประโยชน์ต่อผู้พัฒนาโครงการและบริษัทสาธารณูปโภคโดยตรง เนื่องจากช่วยลดต้นทุนการลงทุน (CAPEX) ของโครงการ BESS แต่ในทางกลับกันจะสร้างความท้าทายให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบระบบ (System Integrator) ในการรักษาความสามารถในการทำกำไร
ประเด็นด้าน FEOC และการสร้างห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ภายในประเทศยังคงเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาด BESS ในสหรัฐฯ การตัดสินใจของผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Tesla ในการหาพันธมิตรเพื่อผลิตเซลล์ในประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับตัวเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากกฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ซึ่งจะส่งผลต่อการแข่งขันในระยะยาว
ที่มา: Energy Storage News, 23 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : กลุ่มผู้ให้บริการ VPP และ Utility ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ร่วมมือทดสอบเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ในระดับที่อยู่อาศัย
รายละเอียด:
- เกิดความร่วมมือระหว่างบริษัทสาธารณูปโภครายใหญ่อย่าง Eversource และ National Grid กับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) ชั้นนำ ได้แก่ EnergyHub, Sunrun และ The Mobility House เพื่อริเริ่มโครงการทดสอบ V2G สำหรับภาคที่อยู่อาศัยในรัฐแมสซาชูเซตส์
- โครงการนี้จะดำเนินการผ่านโปรแกรม ConnectedSolutions ที่มีอยู่เดิม โดยเปิดรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีคุณสมบัติ V2G หรือการชาร์จแบบสองทิศทาง (Bidirectional Charging) เข้าร่วม
- ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิ่งจูงใจทางการเงิน โดยสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากการอนุญาตให้ระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถยนต์กลับสู่ระบบโครงข่ายในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด
- National Grid และ Eversource จะใช้ระบบบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (DERMS) เพื่อทดสอบการทำงานร่วมกับ VPP ที่รวบรวมพลังงานจาก EV ของผู้เข้าร่วมโครงการ
ผลกระทบ:
ความร่วมมือนี้เป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแนวคิด V2G และ VPP จากโครงการนำร่องขนาดเล็กไปสู่การทดสอบเชิงพาณิชย์ในระดับที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะสร้างข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีค่าสำหรับการวางแผนระบบไฟฟ้าในอนาคต
หากประสบความสำเร็จ โมเดลนี้สามารถเป็นต้นแบบให้กับ Utility อื่นๆ ทั่วประเทศในการใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ EV ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่แล้วจำนวนมหาศาล เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ลดความต้องการสร้างโรงไฟฟ้าสำรอง (Peaker Plant) และชะลอการลงทุนในระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า
การสร้างแรงจูงใจทางการเงินที่ชัดเจนให้กับเจ้าของ EV จะช่วยเร่งการยอมรับเทคโนโลยี V2G และสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ผสานภาคส่วนยานยนต์และพลังงานเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและสังคมคาร์มอนต่ำ
ที่มา: T&D World, 23 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : กลุ่มสิ่งแวดล้อมในรัฐนิวเจอร์ซีย์เรียกร้องให้ติดตั้ง BESS ที่โรงไฟฟ้าก๊าซเพื่อลดมลพิษ
รายละเอียด:
- กลุ่มพันธมิตร PEAK Coalition ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อกรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของรัฐนิวเจอร์ซีย์ (NJDEP) ให้กำหนดเงื่อนไขการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เป็นส่วนหนึ่งของการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงไฟฟ้า Bayonne Energy Center
- โรงไฟฟ้าดังกล่าวเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติประเภท Peaker Plant ที่ใช้รองรับความต้องการไฟฟ้าสูงสุด และตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ
- ข้อเสนอของกลุ่มคือการบังคับให้โรงไฟฟ้าติดตั้ง BESS ขนาดอย่างน้อย 65 MW / 780 MWh (ระยะเวลา 12 ชั่วโมง) เพื่อใช้ทดแทนการเดินเครื่องของกังหันก๊าซหนึ่งหน่วย ซึ่งคาดว่าจะสามารถทดแทนการเดินเครื่องได้ถึง 81% และช่วยลดการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์, คาร์บอนไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์
- กลุ่ม PEAK Coalition อ้างถึงกฎหมายความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Law) ของรัฐนิวเจอร์ซีย์ ว่าให้อำนาจแก่ NJDEP ในการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวเพื่อปกป้องชุมชน
ผลกระทบ:
กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมและกระบวนการออกใบอนุญาตเป็นเครื่องมือในการผลักดันให้เกิดการติดตั้งระบบ BESS เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิล ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่นอกเหนือไปจากการขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว
หากข้อเรียกร้องนี้ประสบความสำเร็จ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับรัฐอื่นๆ ในการนำประเด็นความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาต่ออายุใบอนุญาตโรงไฟฟ้าเก่า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า Peaker ที่มักตั้งอยู่ในเขตเมืองและสร้างมลพิษสูง
แนวทางนี้สร้างแรงกดดันให้เจ้าของโรงไฟฟ้าฟอสซิลต้องพิจารณาการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแบบผสมผสาน (Hybrid) เพื่อให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ซึ่งจะเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระดับท้องถิ่นและลดผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชนโดยรอบ
ที่มา: pv magazine USA, 23 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : นักลงทุนสถาบันเริ่มให้ความสนใจในโครงการ Microgrid หลัง IRA ปลดล็อกข้อจำกัดด้านการเงิน
รายละเอียด:
- บริษัท Foss & Company ซึ่งเป็นนักลงทุนด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Equity Investor) ได้ประกาศปิดดีลการลงทุนมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการไมโครกริด (Microgrid) ของบริษัท AlphaStruxure ในมลรัฐแมรีแลนด์
- โครงการดังกล่าวเป็นการผสมผสานระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับศูนย์ซ่อมบำยุงและชาร์จรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ
- ผู้บริหารของ Foss & Company ระบุว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้คือการที่กฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) อนุญาตให้โครงการ BESS แบบ Standalone สามารถรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ITC) ได้โดยตรง ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนในการทำธุรกรรมทางการเงินลงอย่างมาก
- นอกจากนี้ ขนาดของโครงการที่ใหญ่พอ (มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และความน่าเชื่อถือของนักพัฒนาโครงการ (AlphaStruxure) เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนสถาบัน
ผลกระทบ:
การเข้ามาของนักลงทุน Tax Equity สถาบันในตลาดไมโครกริด เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีนี้ได้เติบโตจากโครงการนำร่องไปสู่สินทรัพย์ที่สามารถลงทุนเชิงพาณิชย์และสร้างผลตอบแทนได้จริง (Bankable Asset)
กฎหมาย IRA มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปลดล็อกศักยภาพทางการเงินของโครงการ BESS และไมโครกริด ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเร่งการเติบโตของตลาดทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (DERs)
รูปแบบธุรกิจพลังงานในฐานะบริการ (Energy-as-a-Service – EaaS) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (เช่น ระบบขนส่งมวลชน, โรงพยาบาล, Data Center) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น โดยไมโครกริดเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Resilience) และลดการปล่อยคาร์บอนไปพร้อมกัน
ที่มา: Energy Storage News, 23 กรกฎาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- รายงานจาก Sinovoltaics พบว่าช่องว่างด้านความมั่นคงทางการเงินระหว่างผู้ผลิตระบบกักเก็บพลังงานกำลังถ่างกว้างขึ้น โดยกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจหลากหลายมีความแข็งแกร่งกว่ากลุ่มที่เน้นธุรกิจ BESS เพียงอย่างเดียว
- ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำตัดสินยืนตามแนวทางของคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์ (NRC) ที่ใช้การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงภาพรวม (Generic Review) สำหรับการต่ออายุใบอนุญาตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
- ผลสำรวจของ J.D. Power พบว่าผู้ใช้ไฟฟ้าเพียง 41% เท่านั้นที่จดจำได้ว่าเคยได้รับการสื่อสารจากบริษัทสาธารณูปโภคของตน ท่ามกลางปัญหาความเชื่อถือได้ของระบบที่เพิ่มขึ้นและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น
- ทำเนียบขาวประกาศข้อตกลงความร่วมมือโดยสมัครใจกับบริษัทเทคโนโลยีและสาธารณูปโภคกว่า 200 แห่ง เพื่อให้แน่ใจว่าต้นทุนด้านพลังงานของ Data Center จะไม่ถูกผลักภาระไปให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย
- Array Technologies ผู้ผลิตระบบติดตามดวงอาทิตย์ เข้าซื้อกิจการ Affordable Wire Management มูลค่า 203 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายธุรกิจไปยังอุปกรณ์ประกอบระบบ (Balance of System)