Skip to content
  • Facebook
  • Youtube
ENERGY NEWS BY KYP ENERGY NEWS BY KYP ENERGY NEWS BY KYP
ENERGY NEWS BY KYP ENERGY NEWS BY KYP ENERGY NEWS BY KYP
  • KYP Insights
    • Think Tank
    • Grid Watch
    • Shock Circuit
  • Thailand Energy
    • Daily News
    • Weekly Analysis
  • Global Weekly
    • ASEAN
    • Australia
    • China
    • EU & UK
    • Japan & Korea
    • USA
  • Active Public Hearings
  • About Us
  • KYP Insights
    • Think Tank
    • Grid Watch
    • Shock Circuit
  • Thailand Energy
    • Daily News
    • Weekly Analysis
  • Global Weekly
    • ASEAN
    • Australia
    • China
    • EU & UK
    • Japan & Korea
    • USA
  • Active Public Hearings
  • About Us
Subscribe
Close

Search

China

รายงานข่าวพลังงานจีน (China Weekly) ประจำสัปดาห์ 18-Jul-2026 ถึง 24-Jul-2026

By KYP-Editorial
July 24, 2026 3 Min Read
0

ประเด็นข่าวที่ 1 : NDRC และ NEA ประกาศทิศทางแผนพลังงานทดแทนฉบับที่ 15 (2026-2030) มุ่งเน้น ‘การเพิ่มปริมาณควบคู่คุณภาพ’ และ ‘การทดแทนที่เชื่อถือได้’

รายละเอียด:

  • คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) และองค์การพลังงานแห่งชาติ (NEA) ได้เปิดเผยทิศทางหลักของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) โดยเปลี่ยนจากยุคที่เน้นการขยายกำลังการผลิตเชิงปริมาณ มาสู่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ ‘การเพิ่มปริมาณควบคู่คุณภาพ และการทดแทนที่เชื่อถือได้ (Expand quantity & improve quality, reliable substitution)’
  • แผนฯ กำหนดเป้าหมายสำคัญภายในปี 2030 ได้แก่ กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรวมประมาณ 3,500 กิกะวัตต์ โดยมีกำลังการผลิตจากลมและแสงอาทิตย์รวมกันไม่ต่ำกว่า 2,800 กิกะวัตต์ (คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมด) และตั้งเป้าให้ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 4 ล้านล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง (คิดเป็น 30% ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตทั้งหมด)
  • ประเด็นใหม่ที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดเป้าหมายเชิง ‘ความเชื่อถือได้’ (Reliability) เป็นครั้งแรก โดยกำหนดให้ค่าความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า (Capacity Credit) เฉลี่ยของพลังงานลมและแสงอาทิตย์ทั่วประเทศต้องสูงถึง 8% และในช่วงพีคตอนค่ำของฤดูร้อนและหนาว ไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ต้องมีสัดส่วนมากกว่า 20% พร้อมทั้งต้องมีการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าที่จ่ายไฟได้อย่างมั่นคง (Reliable Peaking Capacity) จากพลังงานทดแทนให้ได้มากกว่า 300 กิกะวัตต์ในช่วงเวลาของแผนฯ
  • ยุทธศาสตร์การพัฒนาประกอบด้วย โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ ‘ซาเกอฮวง’ (ทะเลทราย โกบี และพื้นที่แห้งแล้ง) ทางตอนเหนือของประเทศ, การพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่งให้มีกำลังการผลิตติดตั้งสะสมเกิน 100 กิกะวัตต์ และการส่งเสริมพลังงานทดแทนแบบกระจายตัว (Distributed) อีกกว่า 300 กิกะวัตต์ โดยเน้นการสร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อระบบไฟฟ้า (System-Friendly) เช่น การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน และใช้อินเวอร์เตอร์แบบ Grid-Forming

ผลกระทบ:

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก ‘ปริมาณ’ สู่ ‘คุณภาพและความเชื่อถือได้’ เป็นสัญญาณนโยบายที่ชัดเจนที่สุด ว่าระบบไฟฟ้าจีนไม่สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนที่ไม่แน่นอน (Intermittent RE) ในปริมาณมหาศาลได้อีกต่อไปโดยปราศจากความสามารถในการสนับสนุนความมั่นคงของระบบ การกำหนดค่า Capacity Credit เป็นตัวชี้วัดหลักจะกลายเป็นข้อบังคับให้โครงการพลังงานทดแทนใหม่ๆ ต้องลงทุนในเทคโนโลยีเสริมความมั่นคง เช่น ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) หรือโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากแสงอาทิตย์ (CSP) ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนในอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

เป้าหมายกำลังการผลิตที่สูงถึง 2,800 กิกะวัตต์สำหรับลมและแสงอาทิตย์ภายในปี 2030 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของจีนต่อเป้าหมาย Dual Carbon และจะผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างอินเวอร์เตอร์ Grid-Forming, ระบบบริหารจัดการพลังงาน และโซลูชันโรงไฟฟ้าไฮบริด เติบโตอย่างก้าวกระโดด สิ่งนี้อาจส่งผลดีต่อภูมิภาคอาเซียนในแง่ของต้นทุนเทคโนโลยีที่จะลดลง และมีกรณีศึกษาที่จับต้องได้ในการบูรณาการพลังงานทดแทนสัดส่วนสูงเข้าระบบไฟฟ้า

ที่มา:

CPNN (中国电力新闻网) วันที่ 23 ก.ค. 2026

ประเด็นข่าวที่ 2 : มณฑลเจ้อเจียงและเหลียวหนิงปฏิรูปตลาดไฟฟ้าครั้งสำคัญ ยกเลิกเพดานราคา ‘ไฟฟ้าสีเขียว’ และกำหนดกรอบราคารับซื้อสำหรับลูกค้ารายย่อย

รายละเอียด:

  • ศูนย์ซื้อขายไฟฟ้ามณฑลเจ้อเจียงประกาศกฎเกณฑ์ใหม่สำหรับตลาดซื้อขายไฟฟ้าระยะกลาง-ยาว (Medium-Long Term Market) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ประเด็นสำคัญคือ แม้การซื้อขายไฟฟ้าโดยทั่วไปจะยังคงมีเพดานราคาที่อิงกับราคาฐานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ ‘การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว (Green Power Trading)’ จะได้รับการยกเว้นจากเพดานราคาดังกล่าว เพื่อสร้างแรงจูงใจและสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของพลังงานสะอาด
  • นอกจากนี้ ในการทำสัญญาซื้อขายทวิภาคีของเจ้อเจียง ผู้ค้าจะต้องเสนอราคาแบบราคาเดียว (Single Price) แต่ต้องแจกแจงปริมาณการซื้อขายเป็นรายชั่วโมง (24 ช่วงเวลา) ซึ่งเป็นการบังคับให้ผู้เล่นในตลาดต้องบริหารจัดการโปรไฟล์การผลิตและการใช้ไฟฟ้าของตนอย่างละเอียดมากขึ้น
  • ขณะเดียวกัน มณฑลเหลียวหนิงได้ออกมาตรการใหม่สำหรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารายย่อยแบบราคาคงที่ โดยกำหนด ‘กรอบราคาซื้อขายบน-ล่าง (Settlement Collar)’ ซึ่งจะอิงกับราคาเฉลี่ยของตลาดค้าส่งในแต่ละเดือน เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและสร้างเสถียรภาพให้กับทั้งบริษัทค้าปลีกไฟฟ้า (RetailCo) และผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย

ผลกระทบ:

การยกเว้นเพดานราคาสำหรับไฟฟ้าสีเขียวในมณฑลเจ้อเจียงถือเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่สำคัญอย่างยิ่ง จะทำให้โครงการพลังงานหมุนเวียนสามารถขายไฟฟ้าได้ในราคาที่สูงขึ้นตามกลไกตลาดในช่วงเวลาที่ไฟฟ้าขาดแคลน ซึ่งช่วยเพิ่มผลตอบแทนและลดการพึ่งพิงเงินอุดหนุนจากภาครัฐโดยตรง นี่คือการใช้เครื่องมือตลาดเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง

มาตรการของมณฑลเหลียวหนิงเป็นการแก้ไขจุดอ่อนสำคัญในตลาดค้่าปลีกไฟฟ้าที่มีการแข่งขันเสรี นั่นคือความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาค้าส่ง การสร้างกรอบราคาที่เชื่อมโยงกับราคาค้าส่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ค้าปลีกขาดทุนอย่างหนักจนต้องออกจากตลาด (ดังที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ) และในขณะเดียวกันก็คุ้มครองผู้บริโภคจากราคาที่พุ่งสูงเกินไป ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่สร้างสมดุลและเสถียรภาพให้กับระบบนิเวศของตลาดไฟฟ้าเสรี

การกำหนดให้ต้องระบุปริมาณซื้อขายรายชั่วโมงในเจ้อเจียง สะท้อนทิศทางของตลาดไฟฟ้าจีนที่กำลังมุ่งสู่การบริหารจัดการแบบ Real-time มากขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีการพยากรณ์ การบริหารจัดการฝั่งอุปสงค์ (DSM) และระบบอัตโนมัติต่างๆ

ที่มา:

CPNN (中国电力新闻网) วันที่ 23 ก.ค. 2026

ประเด็นข่าวที่ 3 : องค์การพลังงานแห่งชาติ (NEA) เปิดตัวโครงการนำร่อง ‘โครงข่ายพลังงานระดับจุลภาคสำหรับหมู่บ้านและเมือง’ ตั้งเป้าสร้างต้นแบบภายในปี 2028

รายละเอียด:

  • องค์การพลังงานแห่งชาติ (NEA) ได้ประกาศริเริ่มโครงการนำร่องระดับชาติเพื่อสร้าง ‘โครงข่ายพลังงานระดับจุลภาคสำหรับหมู่บ้านและเมือง (Village and Town Micro-Energy Grids)’ เพื่อปฏิวัติระบบพลังงานในชนบท
  • เป้าหมายคือการสร้างโครงการต้นแบบให้สำเร็จภายในสิ้นปี 2028 และขยายผลรูปแบบที่ประสบความสำเร็จไปยังพื้นที่ชนบทอื่นๆ ภายในปี 2030 โดยแบ่งโครงการนำร่องออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
  • 1. โครงข่ายเพื่อสาธารณประโยชน์ (Public Welfare): สำหรับหมู่บ้านที่มีศักยภาพพลังงานทดแทนสูง นำโดยรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้า (Grid Companies) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานที่ผลิตได้ในท้องถิ่น (Village energy for village use) โดยตั้งเป้าให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดมากกว่า 50%
  • 2. โครงข่ายเชิงพาณิชย์ (Commercial/Industrial): สำหรับนิคมอุตสาหกรรมในชนบท หรือพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ ขับเคลื่อนโดยกลไกตลาดและอาจลงทุนโดยบุคคลที่สาม สามารถเข้าร่วมตลาดไฟฟ้าในฐานะโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) ได้
  • 3. โครงข่ายสำหรับพื้นที่ห่างไกลและกรณีฉุกเฉิน (Remote/Emergency): สำหรับพื้นที่ที่โครงข่ายหลักเข้าไม่ถึง หรือพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ โดยต้องมีความสามารถในการทำงานแบบเกาะเดี่ยว (Islanding) และการกู้ระบบไฟฟ้าด้วยตนเอง (Black Start)

ผลกระทบ:

นโยบายนี้เป็นการผลักดันการพัฒนาระบบพลังงานแบบกระจายตัว (Distributed Energy Systems) ในระดับฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายในการนำพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมหาศาลที่ติดตั้งในพื้นที่ชนบท (เช่น โครงการโซลาร์เซลล์ระดับอำเภอ) เชื่อมเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าในชนบทที่ยังไม่แข็งแรง

เป็นการสร้างกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับ ‘ไมโครกริด’ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังอยู่ในพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย การแบ่งแยกระหว่างโมเดลที่นำโดยรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าและโมเดลที่ขับเคลื่อนโดยตลาด จะช่วยให้เกิดการลงทุนที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และส่งเสริมให้ไมโครกริดกลายเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าในอนาคต

การเคลื่อนไหวนี้จะเปิดตลาดขนาดใหญ่สำหรับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบควบคุมไมโครกริด, ระบบกักเก็บพลังงานขนาดเล็ก, และซอฟต์แวร์บริหารจัดการทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (DERMS) และจะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านโครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่ชนบทเช่นกัน

ที่มา:

CPNN (中国电力新闻网) วันที่ 20 ก.ค. 2026

ประเด็นข่าวที่ 4 : จีนเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ ‘พลังงานและพลังการประมวลผล’ (Computing-Power Synergy) ใช้ AI และ Data Center เป็นเครื่องมือบริหารจัดการไฟฟ้าสีเขียว

รายละเอียด:

  • รัฐบาลจีน โดยการนำขององค์การพลังงานแห่งชาติ (NEA) กำลังผลักดันยุทธศาสตร์ ‘การทำงานร่วมกันระหว่างพลังการประมวลผลและพลังงานไฟฟ้า (算电协同 – Suàn-Diàn Xiétóng)’ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรับมือกับความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center)
  • ยุทธศาสตร์นี้มีแนวทางหลักคือ 1) ‘ข้อมูลฝั่งตะวันออก ประมวลผลฝั่งตะวันตก (东数西算)’ คือการย้ายศูนย์ข้อมูลไปยังภาคตะวันตกของจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์และมีราคาถูก 2) การปฏิบัติต่อศูนย์ข้อมูลในฐานะ ‘โหลดที่ยืดหยุ่น (Flexible Load)’ ที่สามารถควบคุมและปรับเปลี่ยนการใช้ไฟฟ้าได้ตามสถานการณ์ของระบบไฟฟ้า
  • State Grid Qinghai ได้ทำการทดลอง ‘การจัดสรรงานประมวลผลข้ามมณฑล’ โดยย้ายภาระงานประมวลผลที่ไม่เร่งด่วน (Non-real-time tasks) จากมณฑลเจียงซู (ภาคตะวันออก) ไปยังมณฑลชิงไห่ (ภาคตะวันตก) ในช่วงเวลาที่โรงไฟฟ้าโซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด ซึ่งช่วยแก้ปัญหา ‘Duck Curve’ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด และลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับศูนย์ข้อมูลได้ถึง 66%

ผลกระทบ:

ยุทธศาสตร์ ‘Computing-Power Synergy’ คือคำตอบเชิงนวัตกรรมของจีนต่อความท้าทายสองประการพร้อมกัน ได้แก่ วิกฤตพลังงานจาก AI และปัญหาการลดทอนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Curtailment) แทนที่จะมุ่งสร้างแต่สายส่งไฟฟ้า (ซึ่งจีนก็ยังทำอยู่) จีนกำลังทำให้ ‘ฝั่งอุปสงค์’ สามารถเคลื่อนที่และตอบสนองอย่างชาญฉลาดได้

แนวคิด ‘ให้พลังการประมวลผลวิ่งตามพลังงานสีเขียว’ (Compute follows green electrons) จะเปลี่ยนศูนย์ข้อมูลจากภาระของระบบไฟฟ้าให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างสมดุลให้กริดไฟฟ้า ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสถาปัตยกรรมของศูนย์ข้อมูล, การวางแผนระบบไฟฟ้า และการออกแบบตลาดไฟฟ้าในอนาคต

จีนกำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้นำโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ ‘การประมวลผลสีเขียว (Green Computing)’ และหากประสบความสำเร็จ โมเดลนี้อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับทั่วโลกในการจัดหาพลังงานให้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม AI อย่างยั่งยืน

ที่มา:

CPNN (中国电力新闻网) วันที่ 21-23 ก.ค. 2026

ประเด็นข่าวที่ 5 : มณฑลซานซีปรับปรุงกฎระเบียบการให้บริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) และการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้า รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าใหม่

รายละเอียด:

  • สำนักงานกำกับดูแลพลังงานซานซี (หน่วยงานของ NEA) ได้ประกาศปรับปรุง ‘ระเบียบการจัดการบริการเสริมความมั่นคง’ และ ‘ระเบียบการจัดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับโครงข่าย’ (เรียกรวมว่า ‘Two Detailed Rules’) ฉบับใหม่
  • การปรับปรุงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำของระบบไฟฟ้าให้สอดรับกับระบบไฟฟ้าใหม่ (New Power System) ประเด็นสำคัญได้แก่:
  • 1. การปรับปรุงบริการ Primary Frequency Response: เปลี่ยนการกำหนดความต้องการและโรงไฟฟ้าที่เข้าร่วมจากรายเดือนเป็นรายวันเพื่อให้แม่นยำยิ่งขึ้น และปรับปรุงกลไกการจ่ายค่าตอบแทนให้เชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการตอบสนองอย่างละเอียดมากขึ้น
  • 2. การจัดการโรงไฟฟ้าถ่านหิน: นำโรงไฟฟ้าของเอกชนในพื้นที่ (Local Public Power Plants) เข้าสู่ระบบการประเมินการตอบสนองต่อการปรับลดกำลังผลิต (Peaking Assessment) เพื่อช่วยลดภาระของระบบ และปรับปรุงรอบการส่งแผนการผลิตให้สั้นลงจาก 15 นาทีเหลือ 5 นาที เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดจร (Spot Market)
  • 3. การจัดการโรงไฟฟ้าพลังงานใหม่: เพิ่มเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติตามแผนการผลิตไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานใหม่ และเพิ่มความเข้มงวดในการประเมินสมรรถนะของโรงไฟฟ้าเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดพร่องในระบบ (Fault Ride Through)

ผลกระทบ:

การปรับปรุงกฎระเบียบในมณฑลซานซี ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องตลาดไฟฟ้าที่สำคัญและเป็นแหล่งผลิตพลังงานขนาดใหญ่ของจีน สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการสร้างกลไกตลาดที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อบริหารจัดการระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูง

การเปลี่ยนบริการเสริมความมั่นคงไปสู่การประเมินแบบรายวันและการจ่ายค่าตอบแทนตามประสิทธิภาพจริง จะสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ให้โรงไฟฟ้า (ทั้งโรงไฟฟ้าดั้งเดิมและพลังงานใหม่) ลงทุนในเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่อสัญญาณของระบบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบไฟฟ้า

การนำโรงไฟฟ้าพลังงานใหม่เข้าสู่เกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดขึ้น ทั้งในแง่การทำตามแผนและสมรรถนะทางเทคนิค เป็นการส่งสัญญาณว่าพลังงานหมุนเวียนไม่ใช่แค่ ‘ผู้ผลิตพลังงาน’ แต่ต้องเป็น ‘ผู้มีส่วนรับผิดชอบ’ ต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวมด้วย

ที่มา:

CPNN (中国电力新闻网) วันที่ 23 ก.ค. 2026

ประเด็นข่าวที่ 6 : มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) เปิดใช้งานสถานีกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่วานาเดียมเหลวชนิด Grid-Forming แห่งแรกอย่างเป็นทางการ

รายละเอียด:

  • โครงการสถานีกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่วานาเดียมเหลว (Vanadium Redox Flow Battery – VRFB) ขนาด 100 เมกะวัตต์ / 400 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ได้เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าและเริ่มดำเนินการแล้วที่เมืองเล่อซาน มณฑลซื่อชวน
  • สถานีแห่งนี้เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องสถานีกักเก็บพลังงานอิสระที่ติดตั้งฝั่งโครงข่ายไฟฟ้า (Grid-side) และมีความสำคัญในฐานะที่เป็นสถานี VRFB ‘แห่งแรก’ ของมณฑลที่ใช้เทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์แบบ Grid-Forming (构网型)
  • คุณสมบัติเด่นของโครงการคือ 1) เทคโนโลยี VRFB ซึ่งมีความปลอดภัยสูงโดยธรรมชาติ (ไม่ติดไฟ) และมีอายุการใช้งานยาวนาน เหมาะสำหรับการกักเก็บพลังงานระยะยาว (4 ชั่วโมง) 2) ความสามารถแบบ Grid-Forming ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าอิสระ สามารถสร้างแรงเฉื่อยสังเคราะห์ (Synthetic Inertia) เพื่อรักษาเสถียรภาพแรงดันและความถี่ของระบบได้ด้วยตัวเอง 3) ความสามารถในการกู้ระบบไฟฟ้า (Black Start) สามารถจ่ายไฟเพื่อเริ่มต้นระบบไฟฟ้าในพื้นที่ได้หลังเกิดเหตุการณ์ไฟดับวงกว้าง

ผลกระทบ:

ข่าวนี้มีความสำคัญใน 2 มิติ คือ เทคโนโลยีและฟังก์ชันของระบบไฟฟ้า ในด้านเทคโนโลยี การติดตั้ง VRFB ในระดับ 100 เมกะวัตต์ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยีนี้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจนอกเหนือจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานที่ต้องการระยะเวลาการจ่ายไฟนานและความปลอดภัยสูง

ในด้านฟังก์ชันของระบบไฟฟ้า การใช้เทคโนโลยี Grid-Forming คือหัวใจสำคัญที่สุดในการสร้างระบบไฟฟ้าใหม่ (New Power System) ในขณะที่โรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (Synchronous Generators) ลดบทบาทลง ความเฉื่อยของระบบไฟฟ้าจะลดลงตามไปด้วย ทำให้อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น อินเวอร์เตอร์แบบ Grid-Forming จะทำให้ระบบกักเก็บพลังงานสามารถทำหน้าที่เสมือนโรงไฟฟ้าดั้งเดิมในการรักษาเสถียรภาพของกริด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้สำหรับระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนสัดส่วนสูง โครงการนี้จึงเป็นต้นแบบที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าของจีน

ที่มา:

CPNN (中国电力新闻网) วันที่ 22 ก.ค. 2026

ประเด็นข่าวที่ 7 : State Grid เดินหน้าเร่งรัดการก่อสร้างโครงข่ายไฟฟ้าทุกระดับในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 รับมือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

รายละเอียด:

  • State Grid Corporation of China (SGCC) รายงานความคืบหน้าการลงทุนก่อสร้างโครงข่ายไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยมีการเร่งรัดโครงการในทุกระดับแรงดัน เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
  • โครงการสำคัญที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งาน ได้แก่ สายส่งไฟฟ้าแรงสูงพิเศษ (UHV) ส่านเป่ย-อันฮุย (Shaanbei-Anhui) ±800 กิโลโวลต์ ซึ่งเป็นโครงการ UHVDC โครงการแรกของแผนฯ ฉบับที่ 15 ที่เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการส่งไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทางตะวันตกไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการสูงทางตะวันออก
  • นอกจากนี้ โครงการสำคัญเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในช่วงฤดูร้อน (Summer Peak) จำนวน 168 โครงการ ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จตามแผน โดยเพิ่มขีดความสามารถของสถานีไฟฟ้าได้ถึง 39,700 MVA และมีโครงการ UHV ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 15 โครงการ
  • ในส่วนของโครงข่ายระบบจำหน่าย (Distribution Network) มีการก่อสร้างและปรับปรุงสายส่งรวมกว่า 90,100 กิโลเมตร และยกระดับโครงข่ายในพื้นที่ชนบทและพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบ:

การเร่งลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า โดยเฉพาะสายส่ง UHV ของ SGCC เป็นการตอกย้ำยุทธศาสตร์ของจีนในการใช้โครงข่ายไฟฟ้าที่แข็งแกร่งเป็นกระดูกสันหลังเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานของประเทศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งไฟฟ้าจากฐานการผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ทางภาคตะวันตกไปยังศูนย์กลางเศรษฐกิจทางภาคตะวันออก

การลงทุนที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ UHV ไปจนถึงระบบจำหน่ายสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบองค์รวม ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้า แต่ให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘ทางหลวงไฟฟ้า’ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและส่งจ่ายไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้

การลงทุนอย่างต่อเนื่องของ SGCC จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักให้กับอุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งในจีนและทั่วโลก ตั้งแต่ผู้ผลิตหม้อแปลง สายส่ง ไปจนถึงระบบควบคุมและป้องกัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงาน

ที่มา:

CPNN (中国电力新闻网) วันที่ 22 ก.ค. 2026

ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ

  • มณฑลซานตงรายงานการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 193.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี สะท้อนการขยายตัวอย่างรวดเร็วของซัพพลายเชนพลังงานใหม่
  • จีนเตรียมเริ่มแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์รอบใหม่สำหรับการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในปี 2026 เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน โดยตั้งเป้าผลิตน้ำมันดิบในประเทศให้คงที่กว่า 200 ล้านตันต่อปี
  • มณฑลเจียงซูประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวแบบรายชั่วโมงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ สำหรับแหล่งพลังงานกระจายตัวแบบรวมกลุ่ม (Aggregated DERs) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP)
  • บทวิเคราะห์ชี้แนวทางการบูรณาการเชิงลึกระหว่างนิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero-Carbon Park) และโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานฝั่งผู้ใช้ไฟฟ้า
  • จีนประกาศความสำเร็จในการส่งออกไฟฟ้าจากมณฑลซินเจียงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 รวมกว่า 79,000 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 25.11% โดยในจำนวนนี้เป็นไฟฟ้าจากพลังงานใหม่กว่า 27,800 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นถึง 33.92%

Tags:

data centerการไฟฟ้าจีนพลังงานทดแทนอาเซียน
Author

KYP-Editorial

Follow Me
Other Articles
Previous

รายงานข่าวพลังงาน (Daily Monitoring) ประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

Next

รายงานข่าวพลังงานสหรัฐฯ (USA Weekly) ประจำสัปดาห์ 18-Jul-2026 ถึง 24-Jul-2026

No Comment! Be the first one.

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

  • August 22, 2026 by KYP-Editorial KYP Weekly: ดาต้าเซ็นเตอร์มาเลเซีย กริดจีน และแบตเตอรี่ยุโรป
  • August 22, 2026 by KYP-Editorial รายงานข่าวพลังงาน (Daily Monitoring) ประจำวันที่ 22 สิงหาคม 2569
  • August 21, 2026 by คนชนกระแส(ไฟ) EP.17. สมรภูมิแย่งชิงทรัพยากร: ดาต้าเซ็นเตอร์ยักษ์ใหญ่ต่างชาติ กับความมั่นคงน้ำ-ไฟของภาคประชาชน
  • August 21, 2026 by KYP-Editorial รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศทวีปออสเตรเลีย (Australia Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 15-Aug-2026 ถึง 21-Aug-2026
  • August 21, 2026 by KYP-Editorial รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศ EU & UK (EU&UK Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 15-Aug-2026 ถึง 21-Aug-2026

ใหม่! รวม ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างช่วงแสดงความคิดเห็น (Click ใน Active Public Hearings)

ใหม่! บทความเปลี่ยนค่าไฟเป็นทุน: ข้อเสนอเชิงนโยบาย “On-Bill Repayment” ปลดล็อกโซลาร์เซลล์ให้คนไทย (Click ใน KYP Insights)

Copyright 2026 — ENERGY NEWS BY KYP sponsored by Foundation of Ecological Recovery. All rights reserved.