รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศ EU & UK (EU&UK Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 11-Jul-2026 ถึง 17-Jul-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : ฝรั่งเศสเผชิญปัญหาคอขวดในระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยพื้นที่ 10% ของประเทศอิ่มตัวแล้ว
รายละเอียด:
- Enedis ผู้ดำเนินการระบบจำหน่ายไฟฟ้าของฝรั่งเศส เปิดเผยว่าการเชื่อมต่อโครงการพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2568 มีกำลังการผลิตใหม่เชื่อมต่อเข้าระบบถึง 6.6 GW เพิ่มขึ้นจาก 5.5 GW ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่กระจุกตัวในพื้นที่ชนบท
- Cédric Boissier ผู้อำนวยการฝ่ายการเชื่อมต่อโครงข่ายของ Enedis ระบุว่า ประมาณสองในสามของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นในพื้นที่ชนบทซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าต่ำ ทำให้เกิดความท้าทายในการบริหารจัดการโครงข่าย โดยเฉพาะการส่งจ่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ในพื้นที่ไปยังศูนย์กลางความต้องการไฟฟ้า
- ปัจจุบัน พื้นที่ประมาณ 10% ของฝรั่งเศสถูกระบุว่าเป็น “เขตพื้นที่ที่มีข้อจำกัด” (constrained zones) ซึ่งความสามารถของโครงข่ายในการรองรับกำลังการผลิตใหม่เริ่มมีจำกัด ส่งผลให้การขอเชื่อมต่อโครงการในพื้นที่เหล่านี้อาจล่าช้ากว่า 5 ปี เนื่องจากสถานีไฟฟ้าหลัก (primary substations) ที่เชื่อมต่อระหว่างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของ RTE และระบบจำหน่ายของ Enedis อิ่มตัวแล้ว
- เพื่อแก้ไขปัญหานี้ Enedis วางแผนที่จะสร้างสถานีไฟฟ้าหลักเพิ่มเติมประมาณ 100 แห่งภายในปี พ.ศ. 2573 โดยประมาณสองในสามของสถานีใหม่นี้จะถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับโครงการพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะ
ผลกระทบ:
- ปัญหาคอขวดในระบบโครงข่ายไฟฟ้าของฝรั่งเศสเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งการลงทุนในกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดต้องดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับและขยายระบบสายส่งและจำหน่าย (Grid Modernization) อย่างเป็นระบบ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ
- การที่โครงการพลังงานหมุนเวียนกระจุกตัวในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลจากศูนย์กลางโหลดไฟฟ้า สะท้อนถึงความจำเป็นในการวางแผนเชิงพื้นที่ (Spatial Planning) สำหรับพลังงานหมุนเวียนอย่างบูรณาการ และอาจเป็นโอกาสสำหรับรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ เช่น การสร้างโหลดขนาดใหญ่ในพื้นที่ เช่น ศูนย์ข้อมูล AI หรือโรงงานไฮโดรเจนสีเขียว เพื่อใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ในพื้นที่ ลดภาระของระบบส่งไฟฟ้า และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
- การลงทุนสร้างสถานีไฟฟ้าหลักเพิ่มเติม 100 แห่งของ Enedis เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อตลาด แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงต้นทุนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย และเป็นความท้าทายด้านนโยบายในการจัดสรรต้นทุนอย่างเป็นธรรม
ที่มา: pv magazine Global, 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : สหภาพยุโรปตั้งเป้าหมายติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน 200 GW ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
รายละเอียด:
- คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้ร่างแผนปฏิบัติการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification Action Plan) ซึ่งรั่วไหลออกมาก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานทุกรูปแบบให้ได้ถึง 200 GW ภายในปี พ.ศ. 2573
- เป้าหมายดังกล่าวมาจากผลการวิเคราะห์ของ Joint Research Centre (JRC) ซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว แต่ไม่รวมแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่ติดตั้งตามบ้านเรือน (behind-the-meter) ปัจจุบัน สหภาพยุโรปมีระบบกักเก็บพลังงานรวม 55 GW โดยส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower)
- แผนดังกล่าวยังรวมถึงมาตรการส่งเสริมเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) โดยตั้งเป้ากำหนดข้อบังคับสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2570 เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้ากลับเข้าระบบได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้า
ผลกระทบ:
- การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนที่ 200 GW เป็นการส่งสัญญาณที่ทรงพลังไปยังตลาดและนักลงทุน บ่งชี้ว่าระบบกักเก็บพลังงาน โดยเฉพาะแบตเตอรี่ (BESS) จะเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในระบบไฟฟ้าแห่งอนาคตของยุโรป เพื่อบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนและสร้างความมั่นคงของระบบ
- เป้าหมายนี้จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมหาศาลในห่วงโซ่อุปทานของระบบกักเก็บพลังงาน ตั้งแต่การผลิตเซลล์แบตเตอรี่ไปจนถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน และอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้น เช่น การพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออน หรือเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration Energy Storage) เพื่อลดการพึ่งพิงลิเธียม
- การผลักดันเทคโนโลยี V2G อย่างจริงจัง จะเปลี่ยนบทบาทของรถยนต์ไฟฟ้าจากผู้บริโภคไฟฟ้าไปสู่การเป็นแหล่งพลังงานสำรองเคลื่อนที่ (Mobile Storage) ซึ่งจะสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ให้กับทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์และกิจการไฟฟ้า แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายด้านมาตรฐานทางเทคนิค ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการออกแบบโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เจ้าของรถเข้าร่วม
ที่มา: Balkan Green Energy News, 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : ผู้ควบคุมระบบไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรเผชิญข้อกล่าวหาปกปิดความเสี่ยงไฟดับในช่วงคลื่นความร้อน
รายละเอียด:
- National Energy Systems Operator (NESO) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมระบบไฟฟ้าของบริเตนใหญ่ กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเกี่ยวกับการบริหารจัดการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงคลื่นความร้อนรุนแรงเมื่อปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569
- Claire Coutinho อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงด้านพลังงานและ Net Zero ได้เปิดเผยในรัฐสภาว่าได้รับข้อมูลจากผู้แจ้งเบาะแส (whistleblower) ภายใน NESO ซึ่งกล่าวหาว่าผู้บริหารระดับสูงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในห้องควบคุมปกปิดข้อมูลที่แสดงว่าระบบไฟฟ้ากำลังดำเนินการอย่างไม่ปลอดภัย และมีการแทรกแซงการตัดสินใจทางปฏิบัติการเพื่อรักษาชื่อเสียงขององค์กร
- เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ NESO ได้ออกประกาศแจ้งเตือนกำลังผลิตสำรองไม่เพียงพอ (Electricity Margin Notice – EMN) เป็นครั้งแรกในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยซ้อนทับกันหลายประการ ได้แก่ กำลังผลิตไฟฟ้าจากลมน้อย ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงต่อเนื่อง โรงไฟฟ้าก๊าซบางส่วนไม่พร้อมใช้งาน และปัญหาการไหลของไฟฟ้าผ่านสายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (interconnectors)
- NESO ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันว่าระบบไฟฟ้ายังคงมีความมั่นคงตลอดช่วงเวลาดังกล่าว แต่ได้แต่งตั้งบริษัทกฎหมายภายนอกที่เป็นอิสระเพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยหน่วยงานกำกับดูแลพลังงาน (Ofgem) จะเข้ามาตรวจสอบให้กระบวนการมีความโปร่งใส
ผลกระทบ:
- เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลที่ผู้ควบคุมระบบไฟฟ้าต้องเผชิญในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน เมื่อระบบไฟฟ้าต้องพึ่งพิงพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนมากขึ้น และมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน ซึ่งส่งผลกระทบทั้งฝั่งความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และฝั่งกำลังการผลิตที่ลดลง
- ข้อกล่าวหาเรื่องการปกปิดข้อมูล หากเป็นจริง จะทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรกำกับดูแลและสร้างความกังวลต่อสาธารณะเกี่ยวกับความโปร่งใสและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจและสังคม บทเรียนสำคัญคือความจำเป็นในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและโปร่งใสในการสื่อสารความเสี่ยงต่อสาธารณะ
- กรณีนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (interconnectors) ในฐานะเครื่องมือสร้างความยืดหยุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดเปราะบางได้เมื่อหลายประเทศในภูมิภาคเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้วพร้อมกัน ทำให้การพึ่งพิงการนำเข้าไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงขึ้น และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น (Flexible Generation) และระบบกักเก็บพลังงานภายในประเทศให้เพียงพอ
ที่มา: pv magazine Global, 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : ราคาไฟฟ้าที่ผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในอิตาลีได้รับจริง (Capture Price) ลดต่ำกว่าราคาตลาดเฉลี่ยในภาคใต้
รายละเอียด:
- สมาคมพลังงานแสงอาทิตย์อิตาลี (Italia Solare) เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์ที่ชี้ว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดค้าส่งไฟฟ้าของอิตาลี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้
- ในช่วงไตรมาสที่สองของปี พ.ศ. 2569 พื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์หนาแน่น เช่น แคว้นคาลาเบรีย ซิซิลี และซาร์ดิเนีย มีจำนวนชั่วโมงที่ราคาไฟฟ้าในตลาด Day-Ahead ลดลงต่ำกว่า 20 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลา 10:00 ถึง 18:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สูงสุด
- ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ราคาที่ผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับจริง (Solar Capture Price) ลดลงต่ำกว่าราคาไฟฟ้าเฉลี่ยของตลาด (Baseload Price) อย่างมาก โดยในเดือนพฤษภาคม ที่แคว้นซาร์ดิเนีย ราคาที่ได้รับจริงอยู่ที่ 64.8 ยูโร/MWh ขณะที่ราคาเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ 110.78 ยูโร/MWh หรือคิดเป็นเพียง 58% ของราคาเฉลี่ย
- Italia Solare คาดการณ์ว่าแนวโน้มรายได้ของผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่ลดลงนี้อาจเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วภายในปี พ.ศ. 2570 หากไม่มีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานและโซลูชันไฮบริด (PV-plus-storage) อย่างแพร่หลาย
ผลกระทบ:
- ปรากฏการณ์ “Cannibalization Effect” ที่พลังงานแสงอาทิตย์กดราคาไฟฟ้าในช่วงกลางวันให้ต่ำลงจนกระทบต่อรายได้ของตัวเอง เป็นความท้าทายทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากรายได้ของผู้ผลิตลดลงจนไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน อาจส่งผลให้การพัฒนาโครงการใหม่ชะลอตัวลง
- สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อกักเก็บไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงกลางวันไปใช้ในช่วงเวลาอื่นที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่รายได้ของผู้ผลิตและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้าโดยรวม โครงสร้างตลาดไฟฟ้าจำเป็นต้องมีกลไกที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใน BESS อย่างชัดเจน
- ผู้ประกอบการและนักลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ โดยหันมาให้ความสำคัญกับโครงการแบบไฮบริด (Solar-plus-storage) มากขึ้น และอาจต้องพิจารณาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่มีโครงสร้างราคาที่ซับซ้อนกว่าเดิม เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดซื้อขายไฟฟ้า หรือแสวงหาบริการเสริม (Ancillary Services) เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม
ที่มา: pv magazine Global, 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : Alfen และ CATL ลงนามข้อตกลงติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่โซเดียมไอออน 5 GWh ทั่วยุโรป
รายละเอียด:
- Alfen บริษัทระบบกักเก็บพลังงานจากเนเธอร์แลนด์ และ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่จากจีน ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออน (Sodium-ion BESS) ขนาดรวม 5 GWh ในตลาดยุโรป
- ความร่วมมือนี้เป็นการต่อยอดจากความร่วมมือเดิมที่เน้นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความหลากหลายทางเทคโนโลยีและนำเสนอโซลูชันที่มีต้นทุนต่ำลงสำหรับการใช้งานแบบติดตั้งอยู่กับที่ (Stationary Applications)
- สำหรับ Alfen ข้อตกลงนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาลิเธียมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป ในขณะที่ CATL จะได้รับประสบการณ์การใช้งานจริงของเทคโนโลยีโซเดียมไอออนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าของยุโรป ซึ่งจะช่วยเร่งการขยายตลาดสู่ระดับสากล
- CATL ระบุว่าเซลล์โซเดียมไอออนรุ่นใหม่มีความหนาแน่นของพลังงานประมาณ 160 Wh/kg มีอายุการใช้งานเกิน 15,000 รอบ และสามารถทำงานได้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างตั้งแต่ -40 ถึง 70 องศาเซลเซียส โดยคาดว่าจะมีต้นทุนต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LFP) ประมาณ 30-40%
ผลกระทบ:
- การลงทุนขนาดใหญ่ในเทคโนโลยีโซเดียมไอออนโดยผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Alfen และ CATL เป็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดระบบกักเก็บพลังงานกำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากลิเธียม เพื่อแก้ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุน และความยั่งยืนของวัตถุดิบ
- เทคโนโลยีโซเดียมไอออนมีข้อได้เปรียบด้านความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบ (โซเดียม) และประสิทธิภาพการทำงานในอุณหภูมิที่หลากหลาย ซึ่งอาจทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับโครงการขนาดใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ แม้ว่าจะมีความหนาแน่นของพลังงานต่ำกว่าลิเธียมไอออนก็ตาม
- ความเคลื่อนไหวนี้อาจกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและการลงทุนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทางเลือกอื่นๆ เช่น แบตเตอรี่สังกะสี (Zinc-ion) หรือ Flow batteries ซึ่งจะนำไปสู่นวัตกรรมและการลดต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานในภาพรวม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ที่มา: pv magazine Global, 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : เยอรมนีเดินหน้าโครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูงยิ่งยวด SuedLink หลัง EnBW ได้รับเงินกู้ 500 ล้านยูโร
รายละเอียด:
- EnBW Energie Baden-Württemberg (EnBW) บริษัทพลังงานรายใหญ่ของเยอรมนี ได้รับเงินกู้ระยะยาวมูลค่า 500 ล้านยูโร (ประมาณ 571 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับการลงทุนในส่วนของตนในโครงการสายส่งไฟฟ้า SuedLink ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่สำคัญของเยอรมนี
- โครงการ SuedLink เป็นสายส่งไฟฟ้ากระแสตรงแรงสูงยิ่งยวด (HVDC) ที่มีความยาวประมาณ 700 กิโลเมตร ทำหน้าที่ส่งไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานลมจากภาคเหนือของเยอรมนี ไปยังศูนย์กลางอุตสาหกรรมและประชากรหนาแน่นในภาคใต้ที่รัฐบาวาเรียและบาเดิน-เวือร์ทเทมแบร์ก
- โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง TransnetBW (บริษัทในเครือ EnBW) และ TenneT Germany โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 9.62 พันล้านยูโร และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี พ.ศ. 2571
- เงินกู้ที่ EnBW ได้รับนั้นได้รับการค้ำประกันจากหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกและการลงทุนของเดนมาร์ก (EIFO) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้การค้ำประกันจากหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก (ECA) ในการลงทุนระบบโครงข่ายไฟฟ้าของเยอรมนี
ผลกระทบ:
- โครงการ SuedLink มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energiewende) ของเยอรมนี เพราะเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่จะช่วยแก้ปัญหาความไม่สมดุลระหว่างแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียน (ภาคเหนือ) และพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (ภาคใต้) การขาดโครงข่ายที่เพียงพอเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เยอรมนีไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานลมได้อย่างเต็มศักยภาพ
- รูปแบบการจัดหาเงินทุนที่ได้รับการค้ำประกันจาก ECA สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางใหม่ในการระดมทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นต้นแบบให้กับโครงการขยายระบบสายส่งอื่นๆ ทั่วยุโรปที่ต้องการเงินลงทุนมหาศาล
- การเดินหน้าโครงการ SuedLink จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ลดปัญหาไฟฟ้าล้นระบบ (curtailment) ในภาคเหนือ และลดการพึ่งพิงโรงไฟฟ้าฟอสซิลในภาคใต้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว
ที่มา: Power Technology, 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : คณะกรรมาธิการยุโรปเผยรายงานภาพรวมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ชี้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้ายังคงเชื่องช้า
รายละเอียด:
- Clean Energy Technology Observatory (CETO) ของคณะกรรมาธิการยุโรป ได้เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับภาคเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของสหภาพยุโรป (EU) ฉบับล่าสุด ซึ่งใช้ข้อมูลถึงปี พ.ศ. 2567
- รายงานระบุว่า ในปี พ.ศ. 2567 พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วน 25.2% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมด และ 47.5% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดใน EU อย่างไรก็ตาม อัตราการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานมาเป็นไฟฟ้า (electrification) ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยมีสัดส่วนคงที่อยู่ที่ประมาณ 23% ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
- มูลค่าการผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใน EU ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือประมาณ 7.4 หมื่นล้านยูโร ในขณะที่การขาดดุลการค้าโดยรวมลดลง 35% เหลือ 2.4 หมื่นล้านยูโร เนื่องจากการนำเข้าแบตเตอรี่และแผงโซลาร์เซลล์ลดลง
- รายงานชี้ว่า EU มีความพร้อมด้านการผลิตตามเกณฑ์ของ Net-Zero Industry Act (NZIA) ในเทคโนโลยีลม ฮีทปั๊ม และเครื่องผลิตไฮโดรเจนแบบอัลคาไลน์ แต่ยังคงขาดแคลนกำลังการผลิตที่สำคัญในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และแผงโซลาร์เซลล์ขั้นต้นน้ำ (upstream solar PV)
ผลกระทบ:
- การที่สัดส่วนการใช้ไฟฟ้ายังคงที่อยู่ที่ 23% เป็นสัญญาณเตือนว่า แม้ EU จะประสบความสำเร็จในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า แต่ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคส่วนที่เปลี่ยนผ่านได้ยาก เช่น ภาคการขนส่งและความร้อน ซึ่งจำเป็นต้องมีนโยบายสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าที่เข้มข้นยิ่งขึ้น
- การขาดดุลการค้าที่ลดลงอาจดูเป็นข่าวดี แต่เกิดจากการนำเข้าที่ลดลงมากกว่าการผลิตภายในที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดของยุโรป การขาดแคลนกำลังการผลิตแบตเตอรี่และโซลาร์เซลล์ขั้นต้นน้ำยังคงเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงทางพลังงานและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero
- รายงานของ CETO เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการปรับทิศทางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมพลังงาน โดยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานที่ EU ยังขาดแคลน และผลักดันนโยบายที่กระตุ้นความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ที่มา: European Commission, 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- EU และตุรกีบรรลุข้อตกลงใหม่เพื่อกระชับความร่วมมือด้านศุลกากร โดยจะมีการยอมรับสถานภาพผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ (AEO) ซึ่งกันและกัน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทานและอำนวยความสะดวกทางการค้า
- บริษัท WALDEVAR Holding จากโรมาเนีย เข้าซื้อกิจการ Elemo ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าแรงสูง เพื่อจัดตั้ง WALDEVAR Power Grid รับมือปัญหาคอขวดในการเชื่อมต่อโครงการพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบโครงข่าย
- โครงการสายส่งไฟฟ้าใต้น้ำเชื่อมต่อระหว่างเกาะในกลุ่มไซคลาดิส (Cyclades) ของกรีซ ซึ่งรวมถึงเกาะซานโตรินี กับระบบไฟฟ้าบนแผ่นดินใหญ่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ช่วยยุติการพึ่งพาโรงไฟฟ้าดีเซลในพื้นที่และเพิ่มความมั่นคงของระบบ
- บริษัท TotalEnergies ได้รับเงินทุนสนับสนุน 440 ล้านยูโร สำหรับการพัฒนาโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จำนวน 11 โครงการในเยอรมนี รวมกำลังการผลิต 789 MW เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า
- การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในฝรั่งเศสเผชิญวิกฤตอีกครั้ง หลังบริษัท Reden ประกาศยุติการผลิตที่โรงงานในเมือง Roquefort-sur-Soulzon เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตในเอเชีย