รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 15-Aug-2026 ถึง 21-Aug-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : อินโดนีเซียตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 30 GW และปลดระวางโรงไฟฟ้าดีเซล 13 GW ภายในปี พ.ศ. 2569
รายละเอียด:
- ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้ประกาศแผนการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PLTS) ขนาด 30 กิกะวัตต์ (GW) และมีเป้าหมายที่จะปลดระวางโรงไฟฟ้าดีเซล (PLTD) ขนาด 13 GW ภายในปี พ.ศ. 2569
- แผนการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ถึง 100 GW โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของประเทศ
- รัฐบาลอินโดนีเซียมองว่าศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศซึ่งได้รับแสงแดดเกือบตลอดทั้งปี เป็นทางออกที่สำคัญในการผลิตไฟฟ้าสำหรับพื้นที่ห่างไกลและหมู่เกาะต่างๆ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าที่มีต้นทุนสูงและไม่มีประสิทธิภาพ
- ประธานาธิบดีปราโบโวได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1 เมกะวัตต์ (MW) ในทุกหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation)
ผลกระทบ:
- การเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน (Variable Renewable Energy) ในสัดส่วนที่สูงถึง 30 GW ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการเสถียรภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าอินโดนีเซีย (PLN) และจำเป็นต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่ในระบบสายส่ง สถานีไฟฟ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อรักษาความสมดุลของกริด
- นโยบายนี้จะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับนักพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ผู้รับเหมา (EPC) และผู้ผลิตอุปกรณ์ ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
- แนวคิด “1 เมกะวัตต์ต่อหมู่บ้าน” สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสถาปัตยกรรมของระบบไฟฟ้าจากแบบรวมศูนย์ (Centralized) ไปสู่แบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ซึ่งเป็นความท้าทายเชิงเทคนิคและกฎระเบียบสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลและ Utility ในการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการโครงข่ายในอนาคต
- การปลดระวางโรงไฟฟ้าดีเซลจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และลดต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงทางพลังงานและดุลการค้าของประเทศในระยะยาว
ที่มา: Antara News (English), 14 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : YTL Power ของมาเลเซีย ประกาศแผนพัฒนา Data Center Campus ขนาด Gigawatt ในรัฐยะโฮร์
รายละเอียด:
- บริษัท YTL Power International Bhd (YTLPOWR) ประกาศแผนการพัฒนา Data Center Campus ขนาดใหญ่ระดับกิกะวัตต์ (Gigawatt) ในรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ผ่านบริษัทในเครือ SIPP Power Sdn Bhd
- โครงการจะตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม Sedenak Tech Park West โดยมีการเข้าซื้อที่ดินเริ่มต้น 145 เอเคอร์ และมีทางเลือกในการขยายเพิ่มเติมอีก 400 เอเคอร์ รวมพื้นที่สูงสุด 545 เอเคอร์
- การพัฒนานี้จะเสริมศักยภาพของโครงการ YTL Green Data Center Park ที่มีอยู่เดิมในเมืองกูไล ซึ่งกำลังขยายกำลังการผลิตและเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Nvidia
- JLand Group ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลแห่งรัฐยะโฮร์ เป็นผู้พัฒนาหลักของพื้นที่ดังกล่าว และมองว่าการลงทุนของ YTL Power จะช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศด้านดิจิทัล พลังงาน และสาธารณูปโภคในภูมิภาค
ผลกระทบ:
- โครงการนี้สะท้อนถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของความต้องการใช้ไฟฟ้าจากอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ซึ่งมีลักษณะการใช้ไฟฟ้าที่สูงและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง (High Load Factor) กลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ต่อเสถียรภาพและความเพียงพอของระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
- แนวโน้มที่ผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์จะลงทุนสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Self-Generation) หรือทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวโดยตรงจากผู้ผลิตพลังงานสะอาด (Corporate PPA) จะมีความชัดเจนขึ้น เพื่อให้ได้พลังงานที่เสถียร มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และเป็นพลังงานสะอาด ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ของ Utility และกลไกราคาพลังงานสะอาดสำหรับลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยเฉพาะ
- ขนาดของโครงการที่ใหญ่ระดับกิกะวัตต์นี้ เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการระบบไฟฟ้าและหน่วยงานกำกับดูแลในภูมิภาคอาเซียนต้องวางแผนเชิงรุกเพื่อรองรับโหลดลักษณะนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไฟฟ้าไม่เพียงพอหรือความไม่มั่นคงของระบบในอนาคต
- ความต้องการพลังงานสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง (24/7 Carbon-Free Energy) จากผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (Hyperscalers) จะเป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดการลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar plus BESS) ขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของมาเลเซีย
ที่มา: The Edge Malaysia, 19 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : ปัญหาไฟฟ้าในเซบูเปลี่ยนจากกำลังการผลิตไม่เพียงพอสู่ข้อจำกัดของระบบโครงข่ายไฟฟ้า
รายละเอียด:
- คุณ Barbara Gothong-Tan ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเมืองมันดาเว (MCCI) ในจังหวัดเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระบุว่าปัญหาด้านพลังงานของเซบูได้เปลี่ยนจากประเด็นการขาดแคลนกำลังการผลิตไปสู่ข้อจำกัดด้านขีดความสามารถของระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Capacity) ที่ไม่สามารถส่งจ่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ
- ปัจจุบันเซบูมีความต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ และต้องการกำลังผลิตสำรอง (Reserve Margin) ที่ 30% ซึ่งหมายถึงต้องมีกำลังผลิตพร้อมจ่ายที่ 2,000 เมกะวัตต์ แต่ถึงแม้จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ก็ไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบได้เนื่องจากข้อจำกัดของสายส่ง
- ความล่าช้าในแผนพัฒนาสายส่ง (Transmission Development Plan) และปัญหาคอขวดในระบบ (Grid Congestion) เป็นอุปสรรคสำคัญ และยังส่งผลให้เกิดความสูญเสียในระบบ (System Loss) และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วภาระจะตกอยู่กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
ผลกระทบ:
- สถานการณ์นี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของความเสี่ยงที่จะเกิด “สินทรัพย์ค้างเติ่ง” (Stranded Asset) ซึ่งโรงไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้วไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้อย่างเต็มศักยภาพเนื่องจากปัญหาคอขวดของสายส่ง ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้วางแผนพลังงานที่ต้องบูรณาการแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) และแผนพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า (TDP) ให้สอดคล้องกัน
- ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) ซึ่งไม่ใช่แค่การสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่รวมถึงการยกระดับสายส่งเดิมและสร้างสายส่งใหม่เพื่อรองรับทั้งศูนย์กลางความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ และแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ (DERs)
- ภาคธุรกิจกำลังเผชิญกับราคาไฟฟ้าที่สูงขึ้นและความน่าเชื่อถือของระบบที่ลดลง ส่งผลให้ต้องลงทุนในระบบพลังงานสำรองของตนเอง เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Rooftop Solar) ซึ่งหากไม่ได้รับการบริหารจัดการที่ดี อาจนำไปสู่การแยกตัวออกจากระบบโครงข่าย (Grid Defection) และกระทบต่อรายได้ของ Utility ในระยะยาว
- สถานการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล (ERC) ผู้บริหารจัดการระบบไฟฟ้า (NGCP) และผู้กำหนดนโยบาย (DOE) เพื่อจัดลำดับความสำคัญและระยะเวลาของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกัน
ที่มา: The Philippine Star, 20 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : เยอรมนียืนยันการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของอินโดนีเซียภายใต้กรอบ JETP
รายละเอียด:
- คุณ Reem Alabali Radovan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เดินทางเยือนอินโดนีเซียเพื่อยืนยันการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
- เยอรมนีเป็นหนึ่งในผู้นำร่วมของกลุ่มประเทศพันธมิตรเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม (Just Energy Transition Partnership – JETP) สำหรับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือและการระดมทุนระดับนานาชาติ
- การสนับสนุนมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย โดยการเดินทางครั้งนี้ยังรวมถึงการเปิดงานสัปดาห์พลังงานยั่งยืนแห่งอินโดนีเซีย (ISEW) 2026
- กลุ่มพันธมิตรระหว่างประเทศ (International Partners Group – IPG) ซึ่งประกอบด้วยหลายประเทศและสหภาพยุโรป ได้ให้คำมั่นที่จะสนับสนุน JETP ของอินโดนีเซียผ่านการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนา
ผลกระทบ:
- กรอบความร่วมมือ JETP เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างอินโดนีเซีย ในการเข้าถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด (Early Coal Phase-out) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง
- ความร่วมมือนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงด้านเงินทุน แต่ยังรวมถึงการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญทางเทคนิคจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งสามารถเร่งกระบวนการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย และรองรับการบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนขั้นสูงได้ดียิ่งขึ้น
- ความสำเร็จของ JETP ในอินโดนีเซียอาจกลายเป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้กับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนและอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อสังคมและเศรษฐกิจ (Just Transition)
- อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่การนำเงินทุนไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับแก้กฎระเบียบภายในประเทศ และการทำให้โครงการต่างๆ มีความน่าสนใจในเชิงพาณิชย์ (Bankable) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มเติม
ที่มา: Antara News (English), 19 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : รัฐบาลฟิลิปปินส์ตั้งเป้ารายได้กว่า 1.01 แสนล้านเปโซ จากการแปรรูปสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่
รายละเอียด:
- คุณ Michael Alejandro ปลัดกระทรวงการคลังของฟิลิปปินส์ ยืนยันเป้าหมายรายได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในปีหน้าไว้ที่ 1.015 แสนล้านเปโซ โดยสินทรัพย์หลักคือโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Caliraya-Botocan-Kalayaan (CBK) และกลุ่มโรงไฟฟ้า Agus-Pulangi
- กลุ่มโรงไฟฟ้า CBK ได้ถูกประมูลให้กับกลุ่มบริษัทในเครือ Aboitiz ไปแล้วด้วยมูลค่า 3.627 หมื่นล้านเปโซ และจะรับรู้รายได้ในปีหน้า ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้า Agus-Pulangi ซึ่งประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 7 แห่งในมินดาเนา จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในปีหน้า โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 4-9 หมื่นล้านเปโซ
- กระบวนการทั้งหมดอยู่ภายใต้การบริหารของ Power Sector Assets and Liabilities Management Corp. (PSALM) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบการแปรรูปสินทรัพย์ด้านพลังงาน
ผลกระทบ:
- รูปแบบการแปรรูปเป็นกลยุทธ์สำคัญของฟิลิปปินส์ในการหารายได้เข้ารัฐ พร้อมทั้งถ่ายโอนความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและการลงทุนปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอายุการใช้งานมานานไปยังภาคเอกชน ซึ่งมีความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูงกว่า
- การฟื้นฟูโรงไฟฟ้า Agus-Pulangi มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในเกาะมินดาเนา ซึ่งพึ่งพาไฟฟ้าจากพลังน้ำเป็นหลัก หากโครงการ PPP ประสบความสำเร็จ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและยืดอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าเหล่านี้
- การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาครัฐต่อบทบาทของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมไฟฟ้า และเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่ที่มีศักยภาพทั้งด้านการเงินและเทคนิค อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้อาจนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องการกระจุกตัวของตลาดและโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าในอนาคต
- รูปแบบดังกล่าวสามารถเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่มีสินทรัพย์โรงไฟฟ้าของรัฐที่เก่าแก่ นำไปพิจารณาเพื่อปลดล็อกเงินทุนสำหรับนำไปลงทุนในโครงการใหม่ๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ที่มา: The Philippine Star, 19 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : Meralco เสนอความร่วมมือกับสหกรณ์ไฟฟ้าฟิลิปปินส์เพื่อลด System Loss และปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัย
รายละเอียด:
- คุณ Arnel Casanova รองประธานอาวุโสของ Manila Electric Co. (Meralco) กล่าวว่าการเป็นพันธมิตรกับสหกรณ์ไฟฟ้า (Electric Cooperatives – ECs) จะช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้บริโภคได้ โดยการลดความสูญเสียในระบบ (System Loss)
- สหกรณ์ไฟฟ้าหลายแห่งมีอัตราความสูญเสียในระบบสูงเป็นเลขสองหลัก (บางแห่งสูงถึง 24%) ในขณะที่ Meralco ตั้งเป้าที่จะใช้เงินทุนและความเชี่ยวชาญเพื่อช่วยลดตัวเลขดังกล่าวให้เหลือเพียงหลักเดียว
- ความสูญเสียในระบบประกอบด้วยความสูญเสียทางเทคนิค (จากอุปกรณ์ที่ล้าสมัย, ความต้านทานในสายส่ง) และความสูญเสียที่ไม่ใช่ทางเทคนิค (การลักลอบใช้ไฟฟ้า, มิเตอร์ชำรุด)
- Meralco กำลังเจรจาความร่วมมือกับสหกรณ์ไฟฟ้าหลายแห่ง โดยเสนอการอัดฉีดเงินทุนเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย เช่น การติดตั้งระบบสมาร์ทกริด และการยกระดับสายส่ง
ผลกระทบ:
- สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของบริษัทสาธารณูปโภคขนาดใหญ่อย่าง Meralco ที่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ในพื้นที่บริการของตน แต่ขยายบทบาทไปสู่การเป็นพันธมิตรด้านเทคนิคและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นการสร้างแหล่งรายได้ใหม่และขยายอิทธิพลในตลาด
- การลดความสูญเสียในระบบของสหกรณ์ไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานและภาระค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากความสูญเสียที่สูงจะถูกผลักภาระไปให้ผู้บริโภคในที่สุด การลด System Loss จึงเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่าการให้เงินอุดหนุน
- การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่ชนบทให้ทันสมัย (เช่น ติดตั้งสมาร์ทมิเตอร์) ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ (DERs) เช่น โซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระดับประเทศ
- โมเดลนี้อาจเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีโครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบกระจายตัว ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยผ่านการร่วมทุนหรือสัญญาบริหารจัดการได้
ที่มา: Inquirer, 20 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : Zecon ของมาเลเซียแสวงหาพันธมิตรพัฒนานิคมเทคโนโลยีสีเขียวในซาราวัก ผสานพลังงานแสงอาทิตย์และดาต้าเซ็นเตอร์
รายละเอียด:
- บริษัท Zecon Bhd กำลังพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Kota Petra Green Technology Park (KPGTP) บนพื้นที่ 3,000 เอเคอร์ ใกล้เมืองกูชิง รัฐซาราวัก
- แผนแม่บทของโครงการเป็นการผสมผสานระหว่างการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, ดาต้าเซ็นเตอร์, โรงงานอุตสาหกรรมไฮเทค และพื้นที่ที่อยู่อาศัย โดยนิคมฯ ได้รับสถานะเป็นเขตพัฒนาพิเศษ (Special Development Area) ซึ่งอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100%
- ปัจจุบัน Zecon กำลังก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบเกษตรกรรม (Agrivoltaic) ขนาด 100 เมกะวัตต์ และได้รับใบอนุญาตสำหรับกำลังการผลิตเพิ่มเติมอีก 300 เมกะวัตต์ เพื่อป้อนไฟฟ้าให้กับผู้เช่าในอนาคต โดยมีระบบแบตเตอรี่ (BESS) เป็นส่วนประกอบ
- มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับหน่วยงานของรัฐซาราวัก ได้แก่ Sarawak Digital Economy Corp (SDEC) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ CENTEXS สำหรับการพัฒนาบุคลากร
ผลกระทบ:
- โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการวางแผนเชิงบูรณาการระหว่างภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน โดยออกแบบนิคมอุตสาหกรรมให้มีแหล่งพลังงานหมุนเวียนของตนเองตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความต้องการไฟฟ้ามหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์และภาคการผลิตได้อย่างตรงจุด
- การมีแหล่งผลิตไฟฟ้าเฉพาะ (Solar + BESS) สำหรับผู้เช่าในนิคมฯ จะช่วยลดภาระต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐ และสามารถเสนอราคาไฟฟ้าที่แข่งขันได้ มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญในการดึงดูดการลงทุน
- โครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐซาราวักที่ต้องการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน การจัดหาพลังงานสีเขียวเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากบริษัทที่มีนโยบายด้าน ESG ที่เข้มแข็ง
- โมเดล “นิคมเทคโนโลยีสีเขียว” แบบครบวงจรนี้ เป็นแนวคิดที่ทรงพลังสำหรับภูมิภาคอื่นในอาเซียนที่ต้องการดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทคและดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาอุตสาหกรรม ไม่ใช่สิ่งที่คิดตามมาทีหลัง
ที่มา: The Edge Malaysia, 19 สิงหาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) ของฟิลิปปินส์ สั่งระงับการเก็บค่าธรรมเนียม Green Energy Auction Allowance (GEA-All) ต่ออีกสี่เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน
- บริษัท Energy Development Corporation (EDC) ของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพรายใหญ่ คว้ารางวัลด้าน ESG จากผลงานการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนซึ่งรวมถึงระบบแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 40 เมกะวัตต์
- Pekat Group ของมาเลเซียรายงานผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ระบบสายดินและป้องกันฟ้าผ่า (ELP)
- บริษัท West River ของมาเลเซีย ได้รับอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 2 โครงการในรัฐเประก์ ภายใต้กลไก Feed-in-Tariff (FiT)
- บริษัท Eaton และ Singapore Polytechnic ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อพัฒนาบุคลากรสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยุคใหม่