EP.14. สงครามกริดอัจฉริยะ: เมื่อ BESS และ Grid-Forming Inverter กลายเป็นอาวุธหลักสยบวิกฤตพลังงานแสงอาทิตย์ล้นระบบ
บทความโดย ดร.นวัต, Grid Watch
ความท้าทายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดในทศวรรษนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิตจากโซลาร์เซลล์ แต่คือการบริหารจัดการ “พลังงานล้นระบบ” ในช่วงกลางวัน ปรากฏการณ์นี้กำลังส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าทั่วโลก เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้กำหนดนโยบายและภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวด้วยเทคโนโลยีโครงข่ายอัจฉริยะขั้นสูง
### บทเรียนจากออสเตรเลียและอิตาลี
หลายประเทศกำลังเผชิญกับสภาวะความผันผวนของความต้องการไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า กราฟรูปเป็ด (Duck Curve) อย่างหนัก อาทิ ออสเตรเลียที่ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปพุ่งสูงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงบ่าย จนเกิดภาวะราคาขายส่งไฟฟ้าติดลบ ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าอย่าง Transgrid จึงเลือกปรับแผนความมั่นคงด้วยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System – BESS) ที่ใช้เทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์แบบที่สร้างเสถียรภาพให้กริดได้เอง (Grid-Forming Inverter) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเสมือนเพื่อประคองแรงดันและความถี่แทนเครื่องจักรแบบเดิม
ในยุโรปเองก็พบปรากฏการณ์ราคาไฟฟ้าดิ่งลงช่วงบ่ายจากการที่ไฟฟ้าจากโซลาร์ล้นระบบ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์การแย่งส่วนแบ่งรายได้ (Cannibalization Effect) ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตพลังงานสีเขียว ในอิตาลีจึงเกิดความร่วมมือระดับโลกในการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Sodium-ion BESS) ขนาดใหญ่ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมถึง 30% เพื่อกักเก็บพลังงานส่วนเกินในตอนกลางวันไว้ใช้ในช่วงหัวค่ำ
### ภูมิทัศน์พลังงานไทยและการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม
สำหรับการเปลี่ยนผ่านในไทย ภาคเอกชนและกลุ่มอุตสาหกรรมกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด (RE100) และรับมือกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) หลายบริษัทเริ่มนำเทคโนโลยี BESS เข้ามาใช้เพื่อลดค่าไฟฟ้าสูงสุด (Peak Shaving) ตลอดจนการใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานระบบดิจิทัล (Industrial Digital Solution Platform) เข้ามาช่วยพยากรณ์ปริมาณการผลิตไฟฟ้าและปิดความเสี่ยงจากความไม่เสถียรของระบบ
### 3 ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์เพื่อโครงข่ายไฟฟ้าไทย
ดร.นวัต ขอนำเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ดังนี้:
1. **ปรับปรุงประมวลข้อกำหนดการเชื่อมต่อโครงข่าย (Grid Code Update):** ภาครัฐควรพิจารณาปรับปรุงข้อกำหนดทางเทคนิค โดยจูงใจให้ผู้ประกอบการโซลาร์ขนาดใหญ่ติดตั้ง Grid-Forming Inverter เพื่อแปรสภาพจากผู้ผลิตไฟฟ้าทั่วไปให้กลายเป็นผู้ช่วยประคองเสถียรภาพให้แก่ระบบโครงข่ายส่วนกลาง
2. **เร่งผลักดันตลาดบริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services Market):** การไฟฟ้าควรพิจารณาสร้างโมเดลตลาดไฟฟ้าที่ให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ภาคเอกชนที่นำ BESS มาช่วยพยุงแรงดันในจุดอับหรือพื้นที่ที่มีความหนาแน่น เพื่อลดภาระการลงทุนขยายสายส่งของภาครัฐ
3. **ส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ทางเลือก:** สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควรพิจารณาให้สิทธิประโยชน์สำหรับแบตเตอรี่เทคโนโลยีใหม่ เช่น Sodium-ion BESS สำหรับการใช้งานในระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งอยู่กับที่ (Stationary Storage) เพื่อเร่งจุดคุ้มทุนของภาคธุรกิจและสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานพลังงานสีเขียวในระยะยาว
การเข้ามาของพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมากไม่ใช่ทางตัน แต่คือโอกาสในการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าไทยสู่การเป็นโครงข่ายอัจฉริยะที่เข้มแข็งที่สุดในภูมิภาค หากเราใช้เทคโนโลยีและแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารจัดการตั้งแต่วันนี้