รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 25-Jul-2026 ถึง 31-Jul-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : ฟิลิปปินส์ถกประเด็นนโยบายครั้งใหญ่: ใครจะแบกรับต้นทุน System Loss หากถูกยกเลิกจากบิลค่าไฟฟ้า
รายละเอียด:
- ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายปฏิรูปอุตสาหกรรมไฟฟ้า (EPIRA) ปี 2001 เพื่อยกเลิกการเรียกเก็บค่าความสูญเสียในระบบไฟฟ้า (System Loss Charge) จากผู้บริโภค ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวาง แต่สร้างความกังวลในหมู่ผู้ประกอบการด้านพลังงาน
- นายฟรานซิส ซาทูร์นิโน ฮวน ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน (ERC) ชี้แจงว่า System Loss เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงจากการสูญเสียพลังงานในระหว่างการส่งและจำหน่ายไฟฟ้า ทั้งจากปัจจัยทางเทคนิค (Technical Losses) และการลักลอบใช้ไฟฟ้า (Non-technical Losses) ซึ่งปัจจุบันบริษัทจำหน่ายไฟฟ้า (Distribution Utilities – DUs) สามารถผลักภาระส่วนหนึ่งให้ผู้บริโภคได้ภายใต้เพดานที่ ERC กำหนด
- สมาคมสหกรณ์ไฟฟ้าชนบทแห่งฟิลิปปินส์ (Philreca) แสดงความกังวลว่าการยกเลิกการเรียกเก็บต้นทุนดังกล่าวโดยไม่มีกลไกชดเชยจากภาครัฐอาจทำให้สหกรณ์ไฟฟ้าซึ่งไม่แสวงหาผลกำไรต้องล้มละลาย ขณะที่บริษัท Meralco และ Visayan Electric ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายไฟฟ้ารายใหญ่ สนับสนุนทิศทางนโยบายของประธานาธิบดี แต่ย้ำว่าความสูญเสียทางเทคนิคเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทางปฏิบัติ และหวังว่ารัฐบาลจะพิจารณาผลกระทบต่อความยั่งยืนของการดำเนินงานของบริษัทจำหน่ายไฟฟ้าอย่างรอบคอบ
ผลกระทบ:
การยกเลิก System Loss Charge อาจไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงจริง หากไม่มีการออกแบบนโยบายที่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนส่วนนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ต้นทุนดังกล่าวจะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปแบบอื่น เช่น การปรับเพิ่มค่าบริการจำหน่ายไฟฟ้า (Distribution Charge) หรือถูกรวมเข้าไปในต้นทุนของบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า (Generation Companies) ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าผลิตไฟฟ้า (Generation Charge) สูงขึ้นในระยะยาว
ประเด็นนี้สะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมไฟฟ้าที่กำลังเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลทั่วโลกต่างพยายามลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน แต่การแทรกแซงกลไกราคาโดยไม่พิจารณาถึงความอยู่รอดทางการเงินของผู้ประกอบการ อาจบั่นทอนความสามารถในการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) และลดความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาว บทเรียนสำคัญคือการปฏิรูปนโยบายต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้งครองผู้บริโภคและความยั่งยืนทางการเงินของภาคเอกชน เพื่อให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero สามารถดำเนินต่อไปได้
ที่มา:
The Philippine Star, 29 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : ฟิลิปปินส์เตรียมพร้อมรับความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากศูนย์ข้อมูล AI “Pax Silica” ขนาด 3,000 เมกะวัตต์
รายละเอียด:
- นางชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (DOE) ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่ากำลังร่างระเบียบเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาลจากโครงการ Pax Silica ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่เน้นด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการผลิตขั้นสูงในเมืองตาร์ลัก โดยคาดว่าจะมีความต้องการไฟฟ้าสูงถึง 3,000 เมกะวัตต์
- รัฐบาลฟิลิปปินส์ยืนยันว่าจะต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าการจัดหาไฟฟ้าให้กับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ และผู้บริโภคทั่วไปจะได้รับการคุ้มครอง
- นางโรเวนา คริสตินา เกวารา ปลัดกระทรวงพลังงาน เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้รูปแบบการผลิตไฟฟ้าแบบฝังตัว (Embedded Generation) คือการสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นภายในพื้นที่นิคมฯ โดยตรง เพื่อลดภาระของระบบสายส่งหลัก อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ต้องการคำมั่นสัญญาระยะยาว (อย่างน้อย 20 ปี) จากผู้ลงทุนในนิคมฯ เพื่อให้ผู้ผลิตไฟฟ้ามั่นใจในการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า
ผลกระทบ:
ความต้องการไฟฟ้าจำนวนมหาศาลจากศูนย์ข้อมูล AI กลายเป็นความท้าทายใหม่ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนระบบไฟฟ้า (Power System Planning) ในภูมิภาคอาเซียน การเติบโตแบบก้าวกระโดดของโหลดประเภทนี้ทำให้การพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าแบบดั้งเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และบีบให้ภาครัฐและ Utility ต้องเร่งปรับปรุงโครงข่ายสายส่งและสถานีไฟฟ้าให้ทันท่วงที
กรณีของ Pax Silica เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ สำหรับ Utility เช่น การให้บริการโซลูชันพลังงานแบบครบวงจร (Energy-as-a-Service) สำหรับศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะ รวมถึงการพัฒนากลไกราคาที่จูงใจให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ในบริเวณใกล้เคียงกับโหลดขนาดใหญ่ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกริดและลดต้นทุนการขยายระบบสายส่งในภาพรวม ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่กำลังแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล
ที่มา:
Inquirer, 29 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : มาเลเซียผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ในเอเชียแปซิฟิก ด้วยโครงการในไปป์ไลน์กว่า 8,500 เมกะวัตต์ที่รัฐยะโฮร์
รายละเอียด:
- รายงาน Data Centre Atlas 2026 ของ Knight Frank ระบุว่ารัฐยะโฮร์ของมาเลเซียกำลังกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค โดยมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา (Incoming Pipeline) รวมกันสูงถึง 8,542 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก
- การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้เป็นผลโดยตรงจากการที่สิงคโปร์มีนโยบายชะลอการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่รัฐยะโฮร์ ซึ่งมีความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ดินและพลังงานที่ถูกกว่า อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่าการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าและค่าน้ำล่าสุดกำลังทำให้ช่องว่างด้านต้นทุนแคบลง
- รัฐยะโฮร์ได้จัดตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคพิเศษขึ้นเพื่อประเมินโครงการดาต้าเซ็นเตอร์โดยพิจารณาจากความต้องการใช้น้ำ ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อบริหารจัดการการเติบโตอย่างยั่งยืน
ผลกระทบ:
การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับหลายพันเมกะวัตต์กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมไฟฟ้าในมาเลเซีย จากเดิมที่เคยมองว่าหุ้นกลุ่ม Utility เป็นหุ้นปันผลที่มีเสถียรภาพ (Defensive Stock) ไปสู่การเป็นหุ้นเติบโต (Growth Stock) ที่ได้รับปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ความท้าทายที่สำคัญคือความพร้อมของระบบโครงข่ายไฟฟ้าในการรองรับโหลดขนาดใหญ่และมีความอ่อนไหวสูงเหล่านี้ ซึ่งจะผลักดันให้เกิดการลงทุนมหาศาลในการปรับปรุงสายส่ง (Grid Reinforcement) และสถานีไฟฟ้า การไฟฟ้าแห่งชาติมาเลเซีย (Tenaga Nasional Berhad) จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการการลงทุนและรักษาเสถียรภาพของระบบไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ประเด็นด้านการจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของกลุ่ม Hyperscaler จะเป็นตัวเร่งสำคัญในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานในประเทศ
ที่มา:
The Edge Malaysia, 30 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : ผู้บริหารคณะกรรมการพลังงานมาเลเซียชี้ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น
รายละเอียด:
- นางซิติ ซาฟินาห์ ซัลเลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคณะกรรมการพลังงานมาเลเซีย (Energy Commission – EC) กล่าวในงาน Sasana Symposium 2026 ว่าการนำพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาในระบบไฟฟ้ามากกว่า 6,000 เมกะวัตต์ จะต้องอาศัยต้นทุนที่สูงขึ้นและต้องมีการตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง (Trade-offs)
- ปัจจุบันมาเลเซียมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ส่วนใหญ่จากพลังน้ำและแสงอาทิตย์) ในระดับที่ระบบไฟฟ้ายังสามารถบริหารจัดการได้ แต่การพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์มากเกินไปโดยไม่มีระบบกักเก็บพลังงานที่เพียงพอ อาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
- นางซิติคาดการณ์ว่า หากกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เกิน 6,000 เมกะวัตต์ จะต้องมีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ในสัดส่วนประมาณ 25-50% ของกำลังการผลิตจากแสงอาทิตย์ และหากเกิน 8,000 เมกะวัตต์ สัดส่วนของ BESS อาจต้องเพิ่มขึ้นเป็น 75-100% เพื่อรักษาเสถียรภาพของกริด ซึ่งท้ายที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับว่าประเทศจะยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่
ผลกระทบ:
ความเห็นจากหน่วยงานกำกับดูแลของมาเลเซียสะท้อนถึงความท้าทายที่เป็นจริงของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งไม่ใช่แค่การเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน แต่คือการบริหารจัดการความไม่แน่นอน (Intermittency) และสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้า ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลในเทคโนโลยีสนับสนุน เช่น BESS และการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid
ประเด็นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคอาเซียนว่า การตั้งเป้าหมายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สูงเกินไปโดยไม่พิจารณาถึงต้นทุนส่วนเพิ่มในการรักษาความมั่นคงของระบบ (Ancillary Costs) อาจนำไปสู่ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้าในระยะยาว ดังนั้นการวางแผน PDP หรือแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าในยุคใหม่จำเป็นต้องผนวกการวิเคราะห์ต้นทุนของระบบกักเก็บพลังงานและ Grid Modernization เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนรวมในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง
ที่มา:
The Edge Malaysia, 29 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเรียกร้องความร่วมมือและการลงทุนมหาศาลเพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านพลังงานและขับเคลื่อน ASEAN Power Grid
รายละเอียด:
- ดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวในงานประชุม Greater Bay Area (GBA)-Asean Conference on Energy Transition and Integration ว่าภูมิภาคอาเซียนต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาลและต่อเนื่องเพื่อสร้างฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ ยกระดับระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Upgrade) ติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งรัฐบาลเพียงลำพังไม่สามารถแบกรับภาระนี้ได้
- นายกรัฐมนตรีอันวาร์ย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่แค่ทางเลือกเชิงนิเวศ แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนด้านความมั่นคงของชาติ เพื่อลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เผชิญกับความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
- เขาสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับจีนและประเทศพันธมิตรอื่นๆ ผ่านกลไกที่นำโดยอาเซียน เช่น โครงการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid – APG) โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการเชื่อมโยงไฟฟ้าลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ (LTMS-PIP) ว่าเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นไปได้จริงของการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดข้ามพรมแดน
ผลกระทบ:
ถ้อยแถลงของผู้นำมาเลเซียตอกย้ำถึง 2 อุปสรรคใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอาเซียน คือ 1) ขนาดของการลงทุนที่ใหญ่เกินกว่างบประมาณภาครัฐจะรับไหว และ 2) ความจำเป็นในการยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนา ASEAN Power Grid ซึ่งปัจจุบันยังมีความคืบหน้าช้าและจำกัดอยู่เพียงไม่กี่โครงการนำร่อง
ความสำเร็จของโครงการนี้ต้องอาศัยการสร้างกรอบกติกาด้านกฎระเบียบ การตลาด และทางเทคนิคที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาค (Harmonization) เพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนได้อย่างเสรีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความท้าทายเชิงสถาบันที่ซับซ้อน แต่หากทำสำเร็จจะปลดล็อกศักยภาพพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาค สร้างความมั่นคงทางพลังงานร่วมกัน และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้มหาศาล
ที่มา:
The Edge Malaysia, 29 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : อินโดนีเซียเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ Legok Nangka ขนาด 40.79 เมกะวัตต์
รายละเอียด:
- นายยูเลียต ตันจุง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี (ESDM) ของอินโดนีเซีย เข้าร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ (Waste-to-Electricity – PSEL) Legok Nangka ในจังหวัดชวาตะวันตก โดยระบุว่าโครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญของการจัดการขยะในเมืองควบคู่ไปกับการผลิตพลังงานสะอาด
- โครงการ Legok Nangka PSEL มีกำลังการผลิตติดตั้ง 40.79 เมกะวัตต์ สามารถแปรรูปขยะได้ประมาณ 2,000 ตันต่อวัน ด้วยเงินลงทุน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.2 ล้านล้านรูเปียห์) โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในสิ้นปี 2572
- รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังส่งเสริมการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานขยะผ่านกฎระเบียบของประธานาธิบดี ฉบับที่ 109 ปี 2025 และเตรียมลดขั้นตอนการขออนุญาตต่างๆ รวมถึงบรรจุโครงการ PSEL ไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของชาติ (RUPTL)
ผลกระทบ:
โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของอินโดนีเซียที่พยายามแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (การจัดการขยะ) และปัญหาพลังงานไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับเมืองใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาที่มีปัญหาขยะล้นเมือง การเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ แต่ยังเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มั่นคง (Dispatchable) ซึ่งสามารถช่วยเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ไม่แน่นอนสูงขึ้น
ความท้าทายหลักของโครงการโรงไฟฟ้าขยะคือความคุ้มค่าในการลงทุนและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่มักจะสูงกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น รัฐบาลจำเป็นต้องมีกลไกสนับสนุนด้านราคา (เช่น Feed-in Tariff) หรือการอุดหนุนที่ชัดเจน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน นอกจากนี้ การบริหารจัดการมลพิษจากกระบวนการเผาไหม้ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
ที่มา:
Antara News (English), 29 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : มาเลเซียพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกสำคัญเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน แต่เผชิญความท้าทายรอบด้าน
รายละเอียด:
- ในงานเสวนา Sasana Symposium 2026 ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องว่ามาเลเซียควรพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดคาร์บอน แม้ว่าเส้นทางสู่การใช้พลังงานนิวเคลียร์จะยาวนานและเต็มไปด้วยความท้าทาย
- นางซิติ ซาฟินาห์ ซัลเลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคณะกรรมการพลังงาน (Energy Commission) ระบุว่าพลังงานนิวเคลียร์สามารถเป็นแหล่งไฟฟ้าที่ปราศจากคาร์บอนและมีความน่าเชื่อถือสูง ช่วยกระจายความเสี่ยงในตะกร้าเชื้อเพลิง และเสริมสร้างความสามารถของภาคพลังงานในการรับมือกับวิกฤตพลังงาน เตาปฏิกรณ์รุ่นที่ 3 และ 3+ ในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงและทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีอุบัติเหตุมานาน 40-50 ปี
- อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้นั้น มาเลเซียจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบใน 19 ด้าน ซึ่งต้องใช้เวลาในการประเมินและตรวจสอบอย่างละเอียด นอกจากนี้ ความซับซ้อน ระยะเวลาการพัฒนาที่ยาวนาน (10-15 ปี) และต้นทุนที่สูงยังคงเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุน
ผลกระทบ:
การนำประเด็นนิวเคลียร์กลับมาพิจารณาอีกครั้งในแผนพัฒนาระยะยาวของมาเลเซีย สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศในภูมิภาคเริ่มตระหนักว่าการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานและบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าฐาน (Baseload) ที่สำคัญ
พลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) กำลังกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในฐานะแหล่งพลังงานสะอาดที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง การตัดสินใจของมาเลเซียในเรื่องนี้จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน รวมถึงไทย ว่าจะสามารถสร้างการยอมรับจากสาธารณชน บริหารจัดการต้นทุนมหาศาล และพัฒนาบุคลากรและกฎระเบียบให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีที่ซับซ้อนนี้ได้หรือไม่
ที่มา:
The Edge Malaysia, 29 กรกฎาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- AboitizPower หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของฟิลิปปินส์ รายงานผลกำไรหลักครึ่งปีแรกเติบโต 41% โดยได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและการเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์
- SunAsia Energy ผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนในฟิลิปปินส์ เสนอแผนพัฒนาโครงการโซลาร์ลอยน้ำ 2 แห่งในทะเลสาบลากูน่า มูลค่ารวม 1.2 หมื่นล้านเปโซฟิลิปปินส์ โดยมีเป้าหมายเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2571
- ความกังวลของประชาชนในมาเลเซียต่อการใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าปริมาณมหาศาลของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยเริ่มมีการประท้วงในรัฐยะโฮร์และเกิดการถกเถียงทางการเมืองในรัฐสลังงอร์
- PETRONAS ของมาเลเซียต่อสัญญาการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ให้กับบริษัทสาธารณูปโภค Hokuriku Electric Power ของญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2571 สะท้อนความสำคัญของก๊าซธรรมชาติในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
- นักวิเคราะห์มองว่าหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคในมาเลเซียกำลังเปลี่ยนจากหุ้นปันผลเป็นการลงทุนเพื่อการเติบโต (Growth Investment) เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และ AI