รายงานวิเคราะห์ข่าวพลังงานรายสัปดาห์ (Weekly Digest) ประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2569 – 14 มิถุนายน 2569
บทสรุปผู้บริหาร
- คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เลื่อนการพิจารณาโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ (อัตราก้าวหน้า) ออกไปเป็นช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาทบทวน ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เริ่มมาตรการลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งมีผลตั้งแต่รอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
- รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน (IPP) เพื่อพิจารณาปัญหาค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ผลักภาระสู่ประชาชน ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องอย่างหนักจากภาคประชาชนและนักการเมืองให้เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน
- การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ประกาศเปิดรับลงทะเบียนบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT1) รอบใหม่สำหรับไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- กกพ. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่ โดยกำหนดเป้าหมายรับซื้อ 500 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ
- กฟภ. ประกาศปรับอัตราค่าบริการติดตั้งมิเตอร์ TOU ใหม่ให้ครอบคลุมมิเตอร์ 6 ประเภท โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของผู้บริโภคกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และโซลาร์เซลล์
- เกิดกระแสความตื่นตัวในการลงทุนอุตสาหกรรม Data Center ขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยมีภาคเอกชนชั้นนำเตรียมเม็ดเงินลงทุนหลักแสนล้านบาท นำมาสู่การผลักดันให้รัฐบาลเร่งประกาศแผน PDP2026 และเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าตรง (Direct PPA) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดมหาศาล
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบ
ผลกระทบต่อระบบไฟฟ้ากำลัง:
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม Data Center และปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างความท้าทายอย่างมหาศาลต่อเสถียรภาพและขีดความสามารถของโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Capacity) เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการไฟฟ้าที่มีความเสถียรสูงตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในขณะที่จุดชาร์จเติบโตไม่ทัน ส่งผลให้เกิดความแออัดและเพิ่มภาระความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) บีบให้หน่วยงานการไฟฟ้าต้องเร่งพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มารองรับ
ผลกระทบด้านเศรษฐศาสตร์พลังงานและราคาค่าไฟ:
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการจัดส่งก๊าซ LNG ตามสัญญา ทำให้ ปตท. ต้องจัดหา Spot LNG ที่มีราคาผันผวนเข้ามาทดแทน ความไม่แน่นอนของต้นทุนเชื้อเพลิงนี้อาจสะท้อนกลับมายังการคำนวณค่าเอฟที (Ft) ในอนาคต ซึ่งจะท้าทายความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมราคาค่าไฟฟ้าไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพ
ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด:
การปรับขึ้นค่าบริการติดตั้งมิเตอร์ TOU ของ กฟภ. เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนเริ่มต้นให้กับประชาชนที่ต้องการใช้รถ EV หรือติดตั้งโซลาร์เซลล์ อย่างไรก็ตาม การผลักดันกลไก Super License ของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการขยายโครงการโซลาร์ภาคประชาชน จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดอุปสรรคทางกฎหมาย สร้างแรงจูงใจให้เกิดการผลิตพลังงานแบบกระจายศูนย์ ซึ่งจะช่วยลดภาระการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ของภาครัฐในระยะยาว
ความเคลื่อนไหวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
-
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.):
เป็นหน่วยงานหลักที่กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งจากการพิจารณาโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ การทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้า และการกำหนดนโยบาย Direct PPA เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ให้สมดุลกับผลกระทบต่อประชาชน
-
กระทรวงพลังงาน และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน:
ถูกจับตาและกดดันจากเครือข่ายภาคประชาชนที่ประกาศถอนตัวจากการร่วมปฏิรูปราคาพลังงาน รวมถึงกลุ่มนักการเมืองที่เรียกร้องให้แก้ปัญหาค่าความพร้อมจ่าย (AP) อย่างจริงจัง นอกจากนี้กระทรวงฯ ยังเป็นผู้สั่งระงับการจ่ายเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับกลุ่มโรงกลั่น 6 แห่งที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดี
-
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และ สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน:
ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2026) ภายในเดือนสิงหาคม 2569 และเสนอให้เปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Third Party Access) รวมถึงอนุญาตให้กลุ่ม Data Center นำเข้า LNG ได้เองเพื่อไม่ให้แย่งก๊าซธรรมชาติราคาถูกจากระบบหลักที่ประชาชนใช้งาน
-
ผู้ประกอบการเอกชนกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี:
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ประกาศแผนลงทุนระดับแสนล้านบาทในโครงสร้างพื้นฐาน Data Center และ AI ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ขณะที่กลุ่ม บี.กริม เพาเวอร์ เร่งผลักดันนโยบายเพื่อรองรับอุตสาหกรรมไฮเทค ด้านบริษัท บ้านปู ได้เตรียมการควบรวมกิจการระหว่าง BANPU และ BPP เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งด้านพลังงานหมุนเวียนระดับภูมิภาค
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
-
การประกาศใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าฐานใหม่:
ประชาชนและภาคธุรกิจควรติดตามผลการพิจารณาของ กกพ. ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 อย่างใกล้ชิด ว่าการปรับสูตรค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้าแบบใหม่จะส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนของบ้านอยู่อาศัยขนาดกลางและขนาดใหญ่หรือไม่ และมีกลไกเยียวยาอย่างไร
-
ความคืบหน้าของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2026):
เป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่ภาคประชาสังคมควรจับตา ว่ารัฐบาลจะกำหนดสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน พลังงานฟอสซิล และการจัดสรรโควตา Direct PPA อย่างไร เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่ผลักภาระต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาสู่บิลค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
-
การทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) และค่าความพร้อมจ่าย (AP):
ควรติดตามผลการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดใหม่ที่รัฐบาลตั้งขึ้น ว่าจะสามารถเจรจาปรับเงื่อนไขสัญญากับกลุ่มโรงไฟฟ้าเอกชนเพื่อลดภาระต้นทุนส่วนนี้ได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงในเชิงโครงสร้าง
-
การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ:
ภาคประชาชนและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมควรเข้าไปมีส่วนร่วมตรวจสอบกลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อต่อการฟอกเขียว (Greenwashing) ของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมฟอสซิล
-
นโยบายโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า:
ควรติดตามมาตรการกระตุ้นตลาด EV แบบใหม่ของกระทรวงการคลัง และการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้สอดคล้องกับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น เพื่อตรวจสอบว่าภาครัฐและเอกชนมีการเตรียมความพร้อมของระบบจำหน่ายไฟฟ้าเพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าตกหรือดับในระดับชุมชนได้ดีเพียงใด