EP.10. พายุเทคโนโลยีแบตเตอรี่ราคาดิ่งและข้อจำกัดสายส่ง: บทเรียนจากระบบ BESS แสนล้านสู่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะไทย
เมื่อโลกพลังงานกำลังเผชิญกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สองปัจจัยสำคัญกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่ ราคาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System – BESS) ที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว และขีดจำกัดของสายส่งไฟฟ้าเดิมที่ต้องรองรับความต้องการใหม่ๆ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไทยควรใช้โอกาสนี้วางรากฐานการบริหารจัดการกริดไฟฟ้าใหม่ เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
เมื่อแบตเตอรี่คือจิ๊กซอว์ตัวใหม่ของระบบพลังงานโลก
ปัจจุบันต้นทุนสถานีกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในหลายประเทศลดลงจนสามารถแข่งขันได้กับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่น ราคาที่ลดลงถึงร้อยละ 40 จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในจีน ทำให้ระบบกักเก็บพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สอดคล้องกับแนวทางของเวสเทิร์นออสเตรเลียที่ลงทุนในแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 800 เมกะวัตต์เพื่อสร้างเสถียรภาพให้โครงข่าย
ในขณะเดียวกัน เราควรเรียนรู้จากบทเรียนของสเปนที่เผชิญกับสภาวะราคาไฟฟ้าติดลบเนื่องจากมีพลังงานสะอาดมากเกินไปแต่ขาดระบบกักเก็บที่สมดุล สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การจะพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนให้ได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีระบบกักเก็บพลังงานที่ฉลาดและเพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะล้นระบบไฟฟ้าผันผวนจนกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
โจทย์ใหญ่ของสายส่งไทย: การสร้างความสมดุลที่เป็นธรรม
สำหรับการเติบโตของโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทย การพัฒนาโครงสร้างสายส่งถือเป็นความท้าทายสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการส่งผ่านต้นทุนโครงข่ายไปเป็นภาระในค่าไฟฟ้าของประชาชนที่ไม่มีแผงโซลาร์ ดร.นวัต ขอชื่นชมมาตรการเชิงรุกของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ลดค่าธรรมเนียมติดตั้งมิเตอร์แบบใช้ตามช่วงเวลา (Time of Use Tariff – TOU) เพื่อจูงใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้าฐานราก
3 ยุทธศาสตร์พลิกวิกฤตกริดไทย
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่มั่นคง ดร.นวัต ขอเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อนำไปพิจารณาดังนี้:
1. ปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า โดยเปิดโอกาสให้มีการประมูลระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อมาทำหน้าที่เสริมเสถียรภาพในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในระยะยาว
2. พัฒนาระบบโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant – VPP) โดยใช้มิเตอร์ TOU เป็นพื้นฐาน เชื่อมโยงเทคโนโลยีการจัดการพลังงานในบ้านและสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการแบ่งปันพลังงานและสร้างรายได้กลับคืนสู่ครัวเรือน
3. กำหนดหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อโครงข่ายสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่และภาคอุตสาหกรรม โดยให้มีความรับผิดชอบต่อต้นทุนการปรับสมดุลสายส่งของตนเอง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนรายย่อย
การก้าวไปสู่ระบบไฟฟ้าที่ยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการขยายสายส่งเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความสามารถในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาบริหารจัดการให้ถูกที่และถูกเวลา หากภาครัฐเดินหน้าปรับนโยบายด้วยความโปร่งใสและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกภาคส่วน ไทยย่อมมีศักยภาพที่จะกลายเป็นผู้นำด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน