EP.5. วิกฤตซูเปอร์เอลนีโญและสงครามตะวันออกกลาง: สองแรงบวกดันต้นทุนพลังงานโลก และการปรับตัวเชิงรุกของไทย
สองวิกฤตซ้อนทับ: ถอดรหัส ‘ค่าไฟแฝง’ ในวันที่รัฐปล่อยให้ต้นทุนโลกมัดมือชกประชาชน
โลกในปี 2026 กำลังเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบร้อยปีส่งผลกระทบสะเทือนไปทั่วโลก อุณหภูมิพุ่งสูงจนเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในจีนและเวียดนามแห้งขอด เกิดภาวะไฟดับระลอกแล้วระลอกเล่า บีบให้ทุกประเทศต้องหันมาแย่งชิงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อประคองระบบไฟฟ้าของตนเอง ซ้ำร้ายกว่านั้น วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและการถล่มโรงผลิต LNG ที่เมืองราส ลาฟฟาน ของกาตาร์ ได้ทำให้อุปทานก๊าซธรรมชาติโลกวูบหายไปทันทีถึง 17% หรือคิดเป็น 12.8 ล้านเมตริกตัน และอาจต้องใช้เวลาซ่อมบำรุงยาวนานถึง 3-5 ปี
เมื่อต้นทุนพลังงานโลกถูกเขย่าด้วยสองแรงบวกนี้ ประเทศไทยที่ต้องนำเข้า LNG เป็นปริมาณถึง 40% ของการจัดหาก๊าซธรรมชาติทั้งหมด จึงเลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับศึกหนักจากความผันผวนของค่าไฟฟ้า (FT) ที่พร้อมจะกระชากเงินออกจากกระเป๋าประชาชนทุกเมื่อ
แน่นอนว่าในมุมของความมั่นคงทางพลังงาน เราได้เห็นการปรับตัวเชิงรุกของยักษ์ใหญ่สีน้ำเงินอย่าง ปตท. ที่ต้องเร่งปรับแผนจัดหา Spot LNG จากแหล่งใหม่อย่างสหรัฐฯ ผ่านข้อตกลงระยะยาวกับ Venture Global เพื่อกระจายความเสี่ยงทดแทนแหล่งนำเข้าเดิม และเร่งบริหารการคัดแยกก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับประเทศ ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำรายใหญ่อย่าง CKPower ก็ต้องดิ้นรนพัฒนาเทคโนโลยีระบบคาดการณ์ปริมาณน้ำเพื่อรับมือกับภัยแล้งสุดขั้วนี้
แต่คำถามสำคัญที่คอลัมน์ **”Shock Circuit”** ต้องจี้ถามรัฐบาลตรงๆ คือ **”ในขณะที่กลุ่มทุนพลังงานยืดหยุ่นและปรับตัวได้ แล้วประชาชนคนธรรมดาได้รับการปกป้องอย่างไร?”**
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการแก้ปัญหาแบบ “ปะผุรายวัน” ของภาครัฐ การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) และการพยุงราคาน้ำมันดีเซลบี 7 เป็นเพียงยากล่อมประสาทชั่วคราวที่ทำให้บัญชีก๊าซ LPG ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสะสมสูงถึง 38,649 ล้านบาท ขณะเดียวกัน แผนการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อมาเยียวยาผลกระทบด้านพลังงาน ก็กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคมว่างบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด 2 แสนล้านบาทนั้น มีแผนงานที่โปร่งใสจริงหรือ? หรือจะเป็นเพียงการกู้เงินมาโปะความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง จนอาจดันหนี้สาธารณะของประเทศให้พุ่งชนเพดานที่ 70% ของ GDP ภายในปี 2027 ซึ่งสุดท้ายภาระหนี้ทั้งหมดนี้ก็หนีไม่พ้นต้องย้อนกลับมาเก็บในรูปแบบภาษีจากกระเป๋าประชาชน
ความเหลื่อมล้ำทางพลังงานยิ่งเด่นชัดขึ้น เมื่อเราหันไปดูการผลักดันนโยบาย Direct PPA (การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง) ที่รัฐประเคนสิทธิ์ 2,000 เมกะวัตต์ ให้กับกลุ่มทุนข้ามชาติเพื่อดึงดูดการลงทุน AI Data Center ที่มียอดจองถล่มทลายเกินกว่า 10,000 เมกะวัตต์ กลุ่มทุนเหล่านี้ได้สิทธิ์ใช้ไฟฟ้าสีเขียวในเงื่อนไขพิเศษ แต่ในทางกลับกัน “โซลาร์ภาคครัวเรือน” ของประชาชนคนธรรมดาที่อยากจะช่วยตัวเองลดค่าไฟ กลับเติบโตได้อย่างล่าช้าอย่างน่าใจหาย ปัจจุบันมีครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์เพียง 20,282 ครัวเรือน หรือคิดเป็นแค่ 23% จากเป้าหมาย 90,000 ครัวเรือนภายในปี 2571 เนื่องจากประชาชนต้องเผชิญกับอุปสรรคกำแพงต้นทุนการติดตั้งที่สูงลิ่วถึง 1.2 – 4 แสนบาท และขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยากซับซ้อนราวกับไม่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้เอง
วิกฤตซูเปอร์เอลนีโญและสงครามในกาตาร์เป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่โครงสร้างพลังงานที่เหลื่อมล้ำและไร้ความยืดหยุ่นคือสิ่งที่เราเลือกเองได้ รัฐบาลต้องเลิกใช้วิธีโยนภาระความเสี่ยงของราคา LNG นำเข้าไปไว้ในสูตรค่า FT ของประชาชน แล้วหันมาทำสิ่งที่ควรทำด้วยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ยากจะปฏิเสธ ดังนี้:
1. **ปฏิรูปกฎระเบียบและอุดหนุนโซลาร์ครัวเรือนอย่างจริงจัง:** รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้คุมกฎมาเป็นผู้สนับสนุน ปลดล็อกกฎหมายที่ซับซ้อน และหันมาใช้วงเงินอุดหนุนโดยตรงแก่ครัวเรือนรายได้น้อยในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แทนการกู้เงินแสนล้านมาอุดหนุนพลังงานฟอสซิลที่ไม่มีวันสิ้นสุด
2. **เปิดเสรีระบบสายส่งและกระจายศูนย์พลังงาน (Decentralization):** สนับสนุนโมเดลนวัตกรรมอย่างระบบบอกรับสมาชิกโซลาร์เซลล์ (Solar Subscription) และเร่งรัดมาตรฐานอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมสำหรับกักเก็บพลังงาน (ESS) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าเสมือนในระดับชุมชน ช่วยลดการเกิด Peak Demand ของประเทศในช่วงกลางวันโดยที่รัฐไม่ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
3. **ตรวจสอบและขจัดผลประโยชน์ทับซ้อน:** ปฏิรูประบบราชการในกระทรวงพลังงาน ยุติบทบาทของข้าราชการระดับสูงที่สวมหมวกสองใบ เป็นทั้งผู้กำกับนโยบายรัฐและนั่งเป็นบอร์ดบริหารในบริษัทพลังงาน เพื่อให้การตัดสินใจด้านนโยบายพลังงานของชาติเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของสัญญาสัมปทานและกลุ่มทุนรายใหญ่
ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยต้องตื่นจากฝันกลางฤดูร้อน เลิกพึ่งพิงฟอสซิลนำเข้าที่มัดมือชกค่าครองชีพประชาชน และหันมาสร้าง “อธิปไตยทางพลังงาน” ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ก่อนที่กระแสไฟฟ้าระดับโลกจะช็อตโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจนเกินเยียวยา