รายงานข่าวพลังงานสหรัฐฯ (USA Weekly) ประจำสัปดาห์ 13-Jun-2026 ถึง 19-Jun-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : Enphase Energy ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Solid-State Transformer (SST) เพื่อแก้ปัญหาพลังงานไฟฟ้าสำหรับ AI Data Center
รายละเอียด:
- Raghu Belur ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Enphase Energy เปิดเผยว่าบริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยี Solid-State Transformer (SST) สำหรับศูนย์ข้อมูล AI โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้าน Power Electronics ที่สั่งสมมากว่า 20 ปีจากธุรกิจไมโครอินเวอร์เตอร์สำหรับระบบโซลาร์เซลล์
- เทคโนโลยี SST ของ Enphase ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการใช้พลังงานที่หนาแน่นขึ้นของ Data Center ซึ่งเพิ่มจาก 30kW ต่อแร็คเป็น 130kW และคาดว่าจะสูงถึง 1MW ต่อแร็คในอนาคต โดย SST จะแปลงไฟฟ้าแรงดันปานกลาง (Medium Voltage) เป็น 800V DC ในขั้นตอนเดียว ลดการสูญเสียจากการแปลงหลายขั้นตอนและทดแทนระบบสำรองไฟฟ้า (UPS) แบบดั้งเดิม
- โซลูชัน SST ขนาด 1.25MW ประกอบด้วยไมโครอินเวอร์เตอร์ 342 ตัว (เรียกว่า Super Cluster) ใช้เทคโนโลยี Gallium Nitride (GaN) มีจุดเด่นคือการตอบสนองที่รวดเร็ว (ต่ำกว่า 1 มิลลิวินาที) มีระบบสำรองในตัว (Built-in Redundancy) และสามารถขยายกำลังการผลิตได้โดยใช้สายการผลิตเดียวกับไมโครอินเวอร์เตอร์ที่มีอยู่ในสหรัฐฯ
ผลกระทบ:
การนำเทคโนโลยี SST มาใช้กับ Data Center ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าภายในอาคารขนาดใหญ่ สามารถลดขนาดพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า ลดการสูญเสียพลังงาน และเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับโหลดที่มีความอ่อนไหวสูงอย่าง AI Data Center
บทเรียนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าคือการที่บริษัทที่เชี่ยวชาญด้าน Power Electronics ขนาดเล็ก (Distributed) สามารถปรับโมเดลธุรกิจและขยายสู่ตลาดระดับ Grid-scale ได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากเทคโนโลยีใหม่ๆ แนวทางนี้อาจเป็นต้นแบบให้ผู้ผลิตอุปกรณ์รายอื่นพัฒนาโซลูชันเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการขยายตัวของโหลดใหม่ๆ เช่น สถานีชาร์จ EV ขนาดใหญ่ หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าคุณภาพสูง
ที่มา: Energy Storage News, 18 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในแคลิฟอร์เนียแซงหน้าก๊าซธรรมชาติ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบไฟฟ้าครั้งสำคัญ
รายละเอียด:
- หน่วยงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) รายงานว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ (Utility-scale) ในพื้นที่รับผิดชอบของ California Independent System Operator (CAISO) ได้แซงหน้าการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็นครั้งแรก
- ข้อมูลระบุว่าการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ในขณะที่การผลิตจากก๊าซธรรมชาติลดลงถึง 60% โดยในภาพรวม พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าก๊าซธรรมชาติถึง 82% ของจำนวนวันทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว
- ปัจจัยสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตติดตั้งของโซลาร์ฟาร์มถึง 19% (รวมเป็น 25 GW) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ที่เพิ่มขึ้นถึง 79% (รวมเป็น 16 GW) ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถนำไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ไปใช้ในช่วงค่ำเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซได้
ผลกระทบ:
ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการผสมผสานระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์และระบบแบตเตอรี่ (Solar-plus-Storage) สามารถเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ทดแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิลได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลโดยตรงต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันในตลาดไฟฟ้าของ CAISO
ความท้าทายที่ตามมาคือการบริหารจัดการความผันผวนที่รุนแรงขึ้น (Duck Curve ที่ลึกขึ้น) และภาวะราคาไฟฟ้าติดลบในช่วงกลางวัน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนากลไกตลาดใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้โหลดที่ยืดหยุ่น (Flexible Load) และการลงทุนในระบบส่งไฟฟ้าเพิ่มเติมเพื่อส่งออกพลังงานสะอาดส่วนเกินไปยังรัฐใกล้เคียง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศที่กำลังมุ่งสู่การพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูง
ที่มา: pv magazine USA, 18 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : สมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐแมริแลนด์ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ FERC กรณีการผลักภาระต้นทุนสายส่งสำหรับ Data Center ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
รายละเอียด:
- สมาชิกรัฐสภาของรัฐแมริแลนด์จำนวน 80 คน ได้ยื่นหนังสือสนับสนุนคำร้องเรียนต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแห่งชาติ (FERC) ซึ่งยื่นโดยสำนักงานคุ้มครองผู้ใช้พลังงานของรัฐแมริแลนด์ (Office of People’s Counsel) เกี่ยวกับวิธีการจัดสรรต้นทุนสายส่งไฟฟ้าของ PJM Interconnection
- คำร้องเรียนระบุว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าในรัฐแมริแลนด์จะต้องแบกรับภาระต้นทุนโครงการสายส่งไฟฟ้ามูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในทศวรรษหน้า ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ที่ตั้งอยู่นอกรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ Data Center Alley ของรัฐเวอร์จิเนีย
- ประเด็นหลักคือกลไกของ PJM ที่จัดสรรต้นทุนโครงการสายส่งระดับภูมิภาคส่วนหนึ่งตามสัดส่วนการใช้ไฟฟ้า (Load-ratio Share) ทำให้รัฐที่ไม่ได้ประโยชน์โดยตรงจากโหลดใหม่ต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งกลุ่มผู้ร้องเรียนมองว่าไม่เป็นธรรมและขัดต่อหลักการที่ว่าผู้ได้รับประโยชน์ควรเป็นผู้จ่าย
ผลกระทบ:
ประเด็นนี้กำลังกลายเป็นข้อขัดแย้งเชิงนโยบายที่สำคัญทั่วสหรัฐฯ ท่ามกลางการเติบโตของโหลดขนาดใหญ่อย่าง Data Center หาก FERC เห็นด้วยกับคำร้องเรียน อาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎการจัดสรรต้นทุนสายส่งครั้งใหญ่ โดยอาจเปลี่ยนไปใช้หลักการ ‘ผู้ก่อให้เกิดต้นทุนเป็นผู้จ่าย’ (Causer-Pays) มากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจลงทุนและเลือกที่ตั้งของ Data Center ในอนาคต โดยอาจต้องพิจารณาต้นทุนด้านโครงข่ายไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นแรงผลักดันให้ Utility และผู้กำกับดูแลต้องพัฒนารูปแบบ Tariff สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ (Large-Load Tariffs) ที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและป้องกันการผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย
ที่มา: Utility Dive, 18 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : Aypa Power เดินเครื่องระบบแบตเตอรี่ BESS ขนาด 1,000 MWh ในรัฐแอริโซนา ตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น
รายละเอียด:
- บริษัท Aypa Power และการไฟฟ้า Salt River Project (SRP) ได้ประกาศการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ชื่อ Pediment ขนาด 250 MW / 1,000 MWh (4 ชั่วโมง) ในเมืองเมซา รัฐแอริโซนา
- โครงการ Pediment เป็นโครงการแรกจากสองโครงการที่ Aypa Power ทำสัญญากับ SRP โดยอีกโครงการหนึ่งจะมีขนาด 250 MW / 2,000 MWh (8 ชั่วโมง) มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งจะทำให้ Aypa มีกำลังการผลิตติดตั้งในระบบของ SRP รวม 500 MW / 3,000 MWh
- SRP ซึ่งเป็นการไฟฟ้าที่ไม่แสวงหาผลกำไร เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่กระตือรือร้นในการจัดหาพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน โดยล่าสุดได้ทำสัญญากับโครงการ BESS อื่นๆ รวมถึงโครงการพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและประชากรในพื้นที่
ผลกระทบ:
การนำระบบ BESS ขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบในรัฐแอริโซนาสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญยิ่งของแบตเตอรี่ในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีการเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์สูงและเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งทำให้ความต้องการไฟฟ้าในช่วงเย็นและค่ำสูงมาก
โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ช่วยให้ Utility สามารถบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลในช่วงเวลาที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง และสร้างความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูลในภูมิภาค
ที่มา: Energy Storage News, 18 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : กลุ่มผู้พัฒนาแบตเตอรี่โซเดียม-ไอออนในสหรัฐฯ ก่อตั้งแนวร่วม American Battery Leadership Coalition (ABLC) เพื่อท้าทายการผูกขาดของจีน
รายละเอียด:
- กลุ่มบริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียม-ไอออน (Na-ion) ในสหรัฐฯ ได้ประกาศจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรในชื่อ American Battery Leadership Coalition (ABLC) เพื่อผลักดันนโยบายและสร้างระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ทางเลือก
- สมาชิกผู้ก่อตั้งประกอบด้วยบริษัทสตาร์ทอัพและผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน เช่น Alsym Energy, Peak Energy, Batri, ESS Tech และ Ingevity โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่โซเดียม-ไอออนภายในประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกที่ปรับขนาดได้ ทดแทนแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน
- ABLC จะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในการผลักดันนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการพัฒนาและการใช้งานเทคโนโลยีโซเดียม-ไอออน ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุน ความปลอดภัย และการใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในประเทศ (โซเดียม) เมื่อเทียบกับลิเทียม โคบอลต์ หรือนิกเกิล
ผลกระทบ:
การก่อตั้ง ABLC เป็นการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ ในการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนที่ถูกควบคุมโดยจีน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างฐานการผลิตเทคโนโลยีสะอาดภายในประเทศ (Onshoring)
สำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน การพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียม-ไอออนให้ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ (Grid-scale BESS) และอาจช่วยลดต้นทุนโดยรวมของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เนื่องจากสามารถผลิตได้ในราคาที่ต่ำกว่าและมีความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานน้อยกว่าลิเทียม-ไอออน
ที่มา: pv magazine USA, 18 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : รัฐบาลทรัมป์จ่ายเงิน 765 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อคืนสัญญาเช่าพื้นที่พัฒนาฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งเพิ่มอีก 4 ฉบับ
รายละเอียด:
- กระทรวงมหาดไทยของสหรัฐฯ (Department of the Interior) ประกาศบรรลุข้อตกลงในการจ่ายเงินจำนวน 765 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับบริษัท Invenergy เพื่อยุติสัญญาเช่าพื้นที่สำหรับพัฒนากังหันลมนอกชายฝั่งจำนวน 4 ฉบับ
- พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ใน New York Bight, อ่าวเมน และอ่าว Morro นอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 7.2 GW โดย Invenergy จะนำเงินที่ได้รับไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานความร้อนใต้พิภพแทน
- การซื้อคืนครั้งนี้ทำให้รัฐบาลทรัมป์ได้ซื้อคืนสัญญาเช่าไปแล้วทั้งสิ้น 8 ฉบับ รวมเป็นเงินกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ โดยก่อนหน้านี้ได้จ่ายเงินให้ TotalEnergies เพื่อให้นำไปลงทุนในโครงการ LNG ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกฟ้องร้องโดยอัยการสูงสุดของ 7 รัฐในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ผลกระทบ:
นโยบายการซื้อคืนสัญญาเช่าของรัฐบาลทรัมป์เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนอย่างรุนแรงให้กับนักลงทุนและอาจทำให้การพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ หยุดชะงัก
การเปลี่ยนเส้นทางการลงทุนจากพลังงานหมุนเวียนไปสู่เชื้อเพลิงฟอสซิล (LNG และก๊าซธรรมชาติ) ขัดแย้งกับเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ชะลอการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ยังสร้างความเสี่ยงด้านกฎหมายและนโยบายที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในเวทีโลกด้านสภาพภูมิอากาศ
ที่มา: Utility Dive, 18 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : Oklo เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขั้นสูง โดย Siemens Energy รับหน้าที่ผลิตชุดกังหันไอน้ำ
รายละเอียด:
- บริษัท Oklo ผู้พัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขั้นสูง ได้ทำสัญญากับ Siemens Energy ในการผลิตและส่งมอบชุดกังหันไอน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้า Aurora แห่งแรก ซึ่งจะตั้งอยู่ที่ Idaho National Laboratory (INL)
- โรงไฟฟ้า Aurora เป็นเตาปฏิกรณ์แบบโซเดียมระบายความร้อนเร็ว (Sodium-cooled fast reactor) ขนาด 75 MWe ซึ่งจะใช้เชื้อเพลิง HALEU (High-Assay, Low-Enriched Uranium) โดยชุดแปลงพลังงานของ Siemens Energy (SST-600 steam turbine และ SGen-100A generator) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป จะถูกนำมาใช้ในส่วนที่ไม่ใช่เกาะนิวเคลียร์ (Conventional Island)
- โครงการนี้ได้รับใบอนุญาตใช้พื้นที่จากกระทรวงพลังงาน (DOE) และกำลังดำเนินการภายใต้โครงการ Reactor Pilot Program ของ DOE โดยตั้งเป้าหมายเริ่มดำเนินการภายในปี 2571 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขั้นสูงของภาคเอกชนมาสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์
ผลกระทบ:
การจับคู่ระหว่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงกับซัพพลายเออร์ทางอุตสาหกรรมที่ได้รับการยอมรับอย่าง Siemens Energy เป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดความเสี่ยงของโครงการและเพิ่มความน่าเชื่อถือในการดำเนินการ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและผู้กำกับดูแล
ความสำเร็จของโครงการ Aurora-INL จะเป็นต้นแบบที่สำคัญสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และ Microreactor ในอนาคต ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่มั่นคง (Firm, Zero-emissions Baseload Power) สามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และอุตสาหกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และมีศักยภาพในการสร้างซ้ำและขยายผลได้ง่ายกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม
ที่มา: POWER Magazine, 18 มิถุนายน 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- ผู้ผลิตรถยนต์ GM และ Rivian ร่วมมือกับแพลตฟอร์ม ChargeScape เพื่อผลักดันเทคโนโลยีการชาร์จแบบสองทิศทาง (V2G/V2H) เปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นแหล่งพลังงานสำรองสำหรับบ้านและสนับสนุนเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า
- กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เข้าแทรกแซงคดีฟ้องร้องโรงไฟฟ้าก๊าซของ xAI ที่ใช้จ่ายไฟให้ Data Center โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ และเปิดเผยว่า AI ถูกใช้ในปฏิบัติการทางทหาร
- โครงการสายส่งไฟฟ้าใต้ดิน Champlain-Hudson Power Express ระยะทาง 339 ไมล์ ได้เริ่มส่งจ่ายไฟฟ้าพลังน้ำ 1,250 MW จากแคนาดามายังนครนิวยอร์กแล้ว เพื่อเสริมความมั่นคงและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด
- รายงานจาก Sandia National Laboratories ระบุว่าข้อมูลการดำเนินงานและการบำรุงรักษา (O&M) ที่กระจัดกระจายและขาดมาตรฐานจากซอฟต์แวร์หลายแพลตฟอร์ม กำลังเป็นภัยคุกคามต่อประสิทธิภาพและผลตอบแทนทางการเงินของพอร์ตโฟลิโอโครงการโซลาร์ขนาดใหญ่
- ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัว คาดว่าจะลดความรุนแรงของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่จะเพิ่มความเสี่ยงด้านอุทกภัยและไฟป่าในพื้นที่อื่นของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความท้าทายใหม่ต่อความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าในระดับภูมิภาค