EP.7. ศึกแบ่งสรรต้นทุนกริดและประชานิยมค่าไฟ: ปมขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ท้าทายความโปร่งใสของภาครัฐ
ศึกแบ่งสรรต้นทุนกริดและประชานิยมค่าไฟ: ปมขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ท้าทายความโปร่งใสของภาครัฐ
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นธรรมกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบครั้งสำคัญทั่วโลก เมื่อ “ต้นทุนระบบโครงข่ายไฟฟ้า” กลายเป็นสมรภูมิขัดแย้งใหม่ระหว่างความมั่นคงของรัฐ ผลประโยชน์ของทุนพลังงาน และความเป็นธรรมในกระเป๋าเงินของประชาชน บทเรียนจากคณะกรรมาธิการตลาดพลังงานออสเตรเลีย ที่เสนอเพิ่มค่าบริการคงที่เพื่อกระจายต้นทุนระบบกริดอย่างเป็นธรรม แต่กลับถูกคัดค้านอย่างหนักเนื่องจากเป็นการซ้ำเติมครัวเรือนรายได้น้อยและลดทอนแรงจูงใจของกลุ่มผู้ติดโซลาร์เซลล์ กำลังสะท้อนภาพฉายที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยอย่างน่ากังวล
โครงสร้างค่าไฟฐานใหม่ของไทยที่ออกแบบมาให้ใช้บังคับอย่างน้อย 4 ปี กำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างรุนแรง ล่าสุด คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. จำต้องเลื่อนการเคาะอัตราค่าไฟฐานใหม่ออกไป หลังจากผลประชาพิจารณ์สะท้อนความแตกแยกเชิงทัศนคติอย่างชัดเจน โดยผู้ร่วมแสดงความเห็นกว่า 60% มีความเห็นที่แตกออกไปในหลากหลายแนวทาง ขณะที่อีก 40% ปฏิเสธสูตรค่าไฟทุกกรณีศึกษาที่มีการนำเสนอ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขที่ตกลงกันไม่ได้ แต่คือเสียงเตือนภัยว่าสูตรราคาที่ภาครัฐกำลังพยายามจัดสรรนั้น ขาดความโปร่งใสและการยอมรับจากสังคมอย่างสิ้นเชิง
ขณะเดียวกัน มาตรการประชานิยมอุ้มค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรกให้ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย แม้จะช่วยประคับประคองค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบางได้ในระยะสั้น แต่ในเนื้อแท้กลับเป็นเพียง “ยาพาราเซตามอล” ที่บดบังเนื้อร้ายเชิงโครงสร้าง รัฐบาลเลือกที่จะพยุงราคาระยะสั้น แต่กลับหลีกเลี่ยงที่จะแตะต้องต้นตอของปัญหาที่แท้จริง นั่นคือภาระ “ค่าพร้อมจ่าย” ของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ ที่ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าผูกพันระยะยาวกับรัฐ ซึ่งแม้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นจะไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าส่งเข้าระบบเลยแม้แต่หน่วยเดียว แต่ประชาชนกลับต้องแบกรับต้นทุนคงที่เหล่านั้นผ่านการผลักภาระเข้ามาในสูตรค่าไฟเอฟทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเหลื่อมล้ำทางพลังงานที่กดทับผู้บริโภคมายาวนาน ส่งผลให้ภาคประชาชนและเครือข่ายนักเคลื่อนไหวประกาศถอนตัวจากการปฏิรูปราคาพลังงานร่วมกับกระทรวงพลังงานอย่างเป็นทางการ โดยตราหน้ากระบวนการที่ผ่านมาว่าขาดความจริงใจ และเป็นเพียงกลยุทธ์ยื้อเวลาเพื่อปกป้องโครงสร้างผลประโยชน์เดิม ประชาชนปฏิเสธที่จะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทางการเงินจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการบริหารกำลังการผลิตสำรองที่ล้นเกินของภาครัฐอีกต่อไป
รัฐบาลไทยและผู้กำหนดนโยบายต้องตระหนักว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะไม่มีวันสำเร็จ หากตั้งอยู่บนความไม่เป็นธรรมทางสังคม ข้อเสนอแนะเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องนำไปปฏิบัติมี 3 ประการ:
ประการแรก รัฐต้องแสดงความโปร่งใสและเร่งรัดการทำงานของคณะกรรมการแก้ไขปัญหารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน เพื่อทบทวนเงื่อนไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและภาระ “ค่าพร้อมจ่าย” ที่ไม่ได้ใช้งานจริงอย่างเป็นธรรม เพื่อหยุดผลักภาระต้นทุนแฝงไปที่บิลค่าไฟของประชาชน
ประการสอง เลิกใช้นโยบายประชานิยมค่าไฟระยะสั้นมาเป็นม่านบังตา แล้วเปลี่ยนเป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนระดับครัวเรือนและระบบกักเก็บพลังงานระดับชุมชนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ประการสุดท้าย ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณต้นทุนการใช้กริดให้มีความเป็นธรรม โดยต้องไม่ลดแรงจูงใจกลุ่มผู้บริโภคที่ปรับบทบาทมาเป็นผู้ผลิตพลังงานเอง ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ
ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องเลือกว่า จะยังคงปกป้องกำไรที่มั่นคงของกลุ่มทุนพลังงาน หรือจะหันมาปกป้องสิทธิ์ในการเข้าถึงพลังงานที่สะอาด เป็นธรรม และโปร่งใสของประชาชนไทย