EP.8. เมื่อยอดขาย EV พุ่งทะยานแต่สถานีชาร์จตามไม่ทัน: สัญญาณเตือนภัยคอขวดระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทย
เมื่อยอดขาย EV พุ่งทะยานแต่สถานีชาร์จตามไม่ทัน: สัญญาณเตือนภัยคอขวดระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทย
วิกฤตราคาน้ำมันโลกและต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวนอย่างต่อเนื่อง ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกตัดสินใจทิ้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป แล้วหันมาซบตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วเพื่อความอยู่รอดทางกระเป๋าเงิน ทว่าความเร่งรีบในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ เมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับไม่ทันการณ์
บทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ชี้ให้เห็นภาพชัดเจน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในไตรมาสแรกพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 36 แตะระดับ 14,000 คัน แต่กลับมีสถานีชาร์จรองรับเพียง 900 แห่งทั่วประเทศ ความไม่สมดุลนี้ก่อให้เกิดความแออัดของจุดบริการอย่างรุนแรง และกลายเป็นคอขวดที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในที่สุด
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์กำลังเดินหน้าไปสู่ทิศทางที่น่ากังวลไม่แพ้กัน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี คาดการณ์ว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ หรือ BEV ป้ายแดงในปี 2569 จะแตะระดับ 153,000 คัน เติบโตร้อยละ 28.5 ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่พุ่งสูง ทว่าจำนวนสถานีชาร์จและหัวชาร์จไฟกลับขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 20 ต่อปี ส่งผลให้ปัจจุบันสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าต่อหัวชาร์จของไทยอยู่ที่ 23 คันต่อ 1 หัวชาร์จ ซึ่งแออัดเกินกว่าเกณฑ์แนะนำสากลที่ระบุว่าควรอยู่ที่ 10 ถึง 15 คันต่อ 1 หัวชาร์จ
นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ “ความกังวลด้านระยะทาง” หรือความล่าช้าในการเดินทางช่วงเทศกาลเร่งด่วนของประชาชนเท่านั้น แต่ภายใต้คอขวดนี้คือ “ความเหลื่อมล้ำทางพลังงาน” และภัยเงียบที่จะสร้างภาระหนักหน่วงให้กับระบบจำหน่ายไฟฟ้าเขตนครหลวงและภูมิภาค การที่รัฐบาลเร่งอัดฉีดนโยบายสนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเอาใจกลุ่มทุนค่ายรถ แต่ละเลยการวางโครงข่ายไฟฟ้ารองรับอย่างเป็นระบบ กำลังทำให้ระบบไฟฟ้ารอบนอกและในชุมชนต้องเผชิญกับสภาวะโหลดพลังงานสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากไม่มีการเตรียมพร้อมที่ดี การเสียบปลั๊กชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าพร้อมกันในช่วงเวลาเร่งด่วนหลังเลิกงาน จะบีบให้กระแสไฟฟ้าในระบบตึงตัวอย่างหนัก และนำไปสู่วิกฤตไฟตกไฟดับในระดับชุมชน ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบคือประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากระบบไฟฟ้าที่ไร้เสถียรภาพ และในท้ายที่สุด ต้นทุนมหาศาลในการปรับปรุงระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าทั้งสองแห่ง ก็อาจถูกส่งผ่านไปเป็นส่วนหนึ่งของค่าไฟฟ้าฐานที่ผลักภาระให้ประชาชนทุกคนร่วมกันจ่าย
เพื่อแก้ไขปัญหาก่อนที่คอขวดนี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาทำลายความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการส่งเสริมเพียงยอดขายรถยนต์ มาเป็นการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าอย่างเร่งด่วน ผ่านข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ประการดังนี้:
**1. เร่งขยายและกระจายสถานีชาร์จเชิงรุก:** รัฐต้องมีมาตรการจูงใจทางภาษีและปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อดึงดูดภาคเอกชนให้ขยายการติดตั้งสถานีชาร์จแบบกระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดและทางหลวงสายหลักอย่างทั่วถึง เพื่อลดความแออัดและกระจายโหลดไฟฟ้าออกจากเขตเมืองใหญ่
**2. บังคับใช้อัตราค่าบริการไฟฟ้าแบบไดนามิก (Dynamic Tariff):** นำระบบราคาค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนจริงในแต่ละช่วงเวลามาใช้ เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลานอกเวลาเร่งด่วน หรือช่วงออฟพีค ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศลดต่ำลง
**3. ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid):** เร่งรัดการลงทุนติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์และระบบตรวจวัดอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถวิเคราะห์ พยากรณ์ และบริหารจัดการการจ่ายพลังงานได้อย่างยืดหยุ่นและมีเสถียรภาพสูง
การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าต้องไม่เป็นเพียงแค่การย้ายค่ายผู้ผลิตรถยนต์ หรือการสร้างภาพลักษณ์สีเขียวที่ทิ้งภาระไว้เบื้องหลัง แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อมระบบนิเวศพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นธรรม หากรัฐบาลยังคงละเลยคอขวดนี้ ความหวังในการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำของไทย ก็คงเป็นได้เพียงสัญญาลวงตาที่แลกมาด้วยความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ