รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 13-Jun-2026 ถึง 19-Jun-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : มาเลเซีย: ความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐยะโฮร์อาจสูงถึง 40% ของความต้องการทั้งหมดภายในปี 2578
รายละเอียด:
- Wood Mackenzie บริษัทวิเคราะห์และให้คำปรึกษาชั้นนำระดับโลก ได้เปิดเผยรายงานที่คาดการณ์ว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย อาจมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 40% ของความต้องการไฟฟ้ารวมทั้งรัฐภายในปี 2578 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจุบัน
- การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้เป็นผลมาจากการที่สิงคโปร์ระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ระหว่างปี 2562-2565 ทำให้ยะโฮร์กลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของภูมิภาค โดยปัจจุบันมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ 27 โครงการและอีกประมาณ 50 โครงการที่อยู่ในแผน
- รายงานเตือนว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าของรัฐ ซึ่งอาจไม่พร้อมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กระจุกตัวอยู่หนาแน่น
ผลกระทบ:
– ประเด็นนี้สะท้อนถึงความท้าทายระดับโลกที่ระบบไฟฟ้ากำลังเผชิญจากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสร้างโหลดไฟฟ้าที่มีความหนาแน่นสูงและกระจุกตัว (High-Density & Concentrated Load) การวางแผนขยายโครงข่ายไฟฟ้าแบบดั้งเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับโหลดประเภทนี้ ซึ่งต้องการความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าในระดับสูงมาก
– บริษัทสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้า (Utility) เช่น Tenaga Nasional Bhd (TNB) และหน่วยงานกำกับดูแล จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการวางแผนระบบไฟฟ้าให้มีความคล่องตัวและมองไปข้างหน้ามากขึ้น เพื่อให้ทันต่อการตัดสินใจลงทุนที่รวดเร็วของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ แนวทางแก้ไขที่ถูกเสนอในรายงาน เช่น การสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยในพื้นที่โครงการ (On-site Substations) การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายตัว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่กิจการไฟฟ้าในประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย สามารถนำไปปรับใช้ในการจัดการกับโหลดขนาดใหญ่จากอุตสาหกรรม AI ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ที่มา: The Edge Malaysia, 18 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : อินโดนีเซีย: เหตุการณ์ไฟฟ้าดับวงกว้างในสุมาตราจุดประกายการปฏิรูปโครงสร้างระบบส่งไฟฟ้า
รายละเอียด:
- เหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง (Blackout) ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายล้านคนทั่วเกาะสุมาตราเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 มีสาเหตุจากฟ้าผ่าสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 275 kV ในจังหวัดจัมบีเพียงจุดเดียว แต่ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับลุกลามเป็นวงกว้าง (Cascading Blackout)
- บทวิเคราะห์จาก The Jakarta Post ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนสำคัญของโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าของอินโดนีเซีย และกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในประเด็นความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า (Grid Resilience) ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศกำลังมุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานหมุนเวียน
- ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การตั้งคำถามถึงโครงสร้างปัจจุบันที่ให้รัฐวิสาหกิจไฟฟ้า PT Perusahaan Listrik Negara (PLN) รับผิดชอบทั้งการผลิต การส่ง และการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้การลงทุนในระบบส่งไฟฟ้าไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร เนื่องจากไม่สร้างรายได้โดยตรงเหมือนโรงไฟฟ้า
ผลกระทบ:
– เหตุการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสำคัญของการลงทุนในระบบส่งไฟฟ้า ซึ่งมักถูกมองข้ามเมื่อเทียบกับการลงทุนด้านการผลิตไฟฟ้า บทวิเคราะห์เสนอแนวคิดการปฏิรูปโครงสร้างกิจการไฟฟ้า โดยอาจพิจารณาแยกธุรกิจระบบส่งไฟฟ้าออกจาก PLN เพื่อให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง มีแผนการลงทุนและกลไกทางการเงินที่ชัดเจน ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้เพื่อขยายโครงข่ายรองรับพลังงานหมุนเวียนและอุตสาหกรรมสมัยใหม่
– สำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าในภูมิภาค นี่คือบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่าระบบส่งไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและทันสมัยเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การที่อินโดนีเซียมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนถึง 42.6 GW ภายในปี 2577 แต่แหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนมักอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางความต้องการใช้ไฟฟ้า ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับโครงข่ายระบบส่งให้มีความเชื่อถือได้และยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความท้าทายในอนาคต
ที่มา: The Jakarta Post, 15 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : ฟิลิปปินส์: ความกังวลด้านเสถียรภาพพลังงานและการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า อาจผลักดันให้นักธุรกิจย้ายฐานการลงทุน
รายละเอียด:
- ผลสำรวจที่จัดทำโดย E3G, We Mean Business Coalition และ Global Renewables Alliance ชี้ว่าผู้นำทางธุรกิจในฟิลิปปินส์มีความกังวลอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ โดย 92% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าตลาดพลังงานในประเทศพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินไป ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในบรรดา 18 ประเทศที่ทำการสำรวจ
- ประมาณ 78% ของผู้เข้าร่วมการสำรวจในฟิลิปปินส์กล่าวว่าพวกเขาเปิดกว้างที่จะพิจารณาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ หากรัฐบาลฟิลิปปินส์ล้มเหลวในการสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าอย่างจริงจัง นอกจากนี้ 89% ยังเห็นว่านโยบายของรัฐบาลดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเกินไปในการตอบสนองความต้องการด้านพลังงานของภาคธุรกิจ
- ความเปราะบางนี้เห็นได้ชัดในช่วงสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ฟิลิปปินส์ต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันใหม่ และส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ถ่านหินยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ
ผลกระทบ:
– ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสาธารณูปโภค แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการตัดสินใจทางธุรกิจ การพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
– ประเด็นนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายพลังงานในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การเร่งรัดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าให้ทันสมัย จะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาและดึงดูดการลงทุนจากภาคธุรกิจที่ต้องการความแน่นอนด้านพลังงานในระยะยาว
ที่มา: Inquirer, 16 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : มาเลเซีย: คาบสมุทรมลายูเผชิญความท้าทายในการพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจนสีเขียว
รายละเอียด:
- แม้มาเลเซียจะมีความพยายามในการพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจน แต่ระบบนิเวศในคาบสมุทรมลายูยังคงกระจัดกระจายและอยู่ในระยะเริ่มต้น แตกต่างจากรัฐซาราวักที่มีความก้าวหน้าอย่างมากจากการสนับสนุนของรัฐบาลท้องถิ่นและทรัพยากรไฟฟ้าพลังน้ำที่อุดมสมบูรณ์
- ปัญหาหลักในคาบสมุทรมลายูคือสภาวะที่เรียกว่า ‘ปัญหาไก่กับไข่’ (chicken-and-egg problem) กล่าวคือ ผู้ผลิตไฮโดรเจนขาดความมั่นใจในการขยายการลงทุนเนื่องจากยังไม่มีตลาดรองรับที่ชัดเจน ในขณะที่ผู้ใช้ที่มีศักยภาพลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้ไฮโดรเจนเนื่องจากราคายังคงสูงจากการผลิตที่ยังไม่ถึงระดับเศรษฐศาสตร์ของขนาด (Economies of Scale)
- อุปสรรคเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือการขาดแคลนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE) ในปริมาณมากพอที่จะรองรับการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวขนาดใหญ่ รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงข่ายไฟฟ้าของ Tenaga Nasional Bhd (TNB) และต้นทุนค่าธรรมเนียมการใช้สายส่ง (Wheeling Charge) ที่ทำให้การผลิตไฮโดรเจนมีต้นทุนสูงขึ้น
ผลกระทบ:
– สถานการณ์ในมาเลเซียเป็นบทเรียนที่ชี้ให้เห็นว่าการประกาศนโยบายสนับสนุนไฮโดรเจนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยการวางแผนเชิงบูรณาการที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาพลังงานสะอาดราคาถูกในปริมาณมหาศาล, การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่เอื้อต่อการเชื่อมต่อ, ไปจนถึงการสร้างตลาดและความต้องการใช้ไฮโดรเจนในภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน
– แนวคิดการสร้าง ‘ศูนย์กลางไฮโดรเจน’ (Hydrogen Hubs) ที่มีการผลิตและใช้ในพื้นที่เดียวกันเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการมองหาความต้องการใช้ไฮโดรเจนที่มีอยู่แล้วในภาคอุตสาหกรรม (เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและเซมิคอนดักเตอร์) เพื่อเปลี่ยนจากไฮโดรเจนสีเทาเป็นสีเขียว ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจและสามารถนำมาปรับใช้เพื่อปลดล็อกปัญหาคอขวดในประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจน
ที่มา: The Edge Malaysia, 17 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : มาเลเซีย: ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้นจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่
รายละเอียด:
- การนำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) มาใช้ในภาคธุรกิจของมาเลเซียกำลังมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น ปัจจัยหลักมาจากการลดลงของต้นทุนแบตเตอรี่ถึง 70-80% ในทศวรรษที่ผ่านมา และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของ Tenaga Nasional Bhd (TNB) ภายใต้กรอบ Regulatory Period Four (RP4)
- โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่นี้มีการคิดอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้สูงสุด (Peak Demand) ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าแรงดันปานกลางและแรงดันสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ BESS กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน
- ธุรกิจสามารถกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้ในตอนกลางวันไว้ในแบตเตอรี่ และนำมาใช้ในช่วง Peak เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อไฟฟ้าจากกริดในราคาแพง นอกจากนี้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังถูกนำมาใช้ในการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าและบริหารจัดการการอัดและคายประจุของแบตเตอรี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการเงิน
ผลกระทบ:
– กรณีของมาเลเซียแสดงให้เห็นว่า การออกแบบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า (Tariff Design) เป็นเครื่องมือนโยบายที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น BESS การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ผ่านกลไกราคา ทำให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้าโดยที่รัฐไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด
– บทเรียนนี้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เนื่องจาก BESS มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน (Intermittency) และช่วยรักษาเสถียรภาพของกริด การที่ BESS กลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับภาคธุรกิจ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น และสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ สำหรับผู้ให้บริการด้านพลังงาน (Energy Service Company) ในการนำเสนอโซลูชันการจัดการพลังงานแบบครบวงจร
ที่มา: The Edge Malaysia, 17 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : เวียดนาม: ภาคเอกชนเสนอโครงการนำเข้าไฟฟ้าพลังงานลม 1,000 เมกะวัตต์จากลาว
รายละเอียด:
- กลุ่มความร่วมมือระหว่าง Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) จากเดนมาร์ก และ FECON Corporation จากเวียดนาม ได้เสนอแผนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมบนบก (Onshore Wind) ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ในแขวงสุวรรณเขต ประเทศลาว โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งออกไฟฟ้ามายังประเทศเวียดนาม
- โครงการนี้คาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับเวียดนามได้ในช่วงระหว่างปี 2569-2571 ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นของเวียดนามเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- นอกจากโครงการนี้ กลุ่มความร่วมมือดังกล่าวยังมีแผนที่จะพัฒนากลุ่มโครงการพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 2.5 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 ซึ่งประกอบด้วยพลังงานลมและแสงอาทิตย์ทั้งในเวียดนามและลาว รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ (BESS) เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
ผลกระทบ:
– ข้อเสนอนี้สะท้อนถึงแนวโน้มการค้าพลังงานข้ามพรมแดน (Cross-border Power Trade) ที่มีความสำคัญมากขึ้นในภูมิภาคอาเซียน โดยเวียดนามกำลังใช้กลยุทธ์การนำเข้าพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศและบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่ใหญ่ขึ้นของโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)
– การลงทุนในโครงการลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับเวียดนาม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับลาวซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูง นอกจากนี้ การผนวกรวมโครงการ BESS เข้ามาในแผนยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความจำเป็นของการสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของทุกประเทศในภูมิภาค
ที่มา: Vietnam Investment Review (VIR), 12 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : ฟิลิปปินส์: SunAsia Energy และ VinEnergo จากเวียดนาม ร่วมลงทุน 406 ล้านดอลลาร์ในโครงการโซลาร์ฟาร์มบนเสาค้ำยัน
รายละเอียด:
- บริษัท SunAsia Energy Inc. จากฟิลิปปินส์ และบริษัท VinEnergo จากเวียดนาม ได้ประกาศความร่วมมือในการลงทุนมูลค่า 406 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนแหล่งน้ำ (Solar on Water) ขนาดกำลังผลิตรวม 422 เมกะวัตต์-พีค ในจังหวัดปัมปังกาและเนโกรสโอกซีเดนตัล ของฟิลิปปินส์
- โครงการดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘Solar on Stilts’ หรือแผงโซลาร์บนเสาค้ำยัน ซึ่งเป็นการติดตั้งแผงโซลาร์เหนือพื้นน้ำบนโครงสร้างคอนกรีต ทำให้พื้นที่ใต้น้ำยังคงสามารถใช้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสานระหว่างการผลิตพลังงานสะอาดและการผลิตอาหาร
- โครงการคาดว่าจะใช้แผงโซลาร์เกือบ 700,000 แผง และมีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ระหว่างปี 2570-2571 นอกจากนี้ VinEnergo ยังมีแผนที่จะลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบ
ผลกระทบ:
– โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการร่วมลงทุนข้ามพรมแดนในกลุ่มประเทศอาเซียนด้านพลังงานสะอาด และแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมการใช้พื้นที่เพื่อผลิตไฟฟ้าโดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับประเทศที่มีพื้นที่จำกัด
– เทคโนโลยี ‘Solar on Stilts’ อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับโครงการโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความกังวลเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศใต้น้ำ การลงทุนใน BESS ที่ควบคู่กันไปยังสะท้อนถึงความเข้าใจของผู้พัฒนาโครงการว่าการมีระบบกักเก็บพลังงานเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้โครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่สามารถเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ
ที่มา: Inquirer, 18 มิถุนายน 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- ฟิลิปปินส์: เขตเศรษฐกิจพิเศษ Aurora Pacific (APECO) ได้รับคำมั่นสัญญาการลงทุนมูลค่า 1.8 หมื่นล้านเปโซ ซึ่งรวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 25 เมกะวัตต์จากบริษัทในสิงคโปร์
- อินโดนีเซีย: กระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี (ESDM) เน้นย้ำบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) เช่น นิกเกิลและดีบุก ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก
- ฟิลิปปินส์: คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) ขยายเวลาการระงับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม Green Energy Auction Allowance (GEA-All) ต่อไปอีกสองเดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค
- มาเลเซีย: รัฐบาลรัฐสลังงอร์ลงทุนประมาณ 2 พันล้านริงกิต เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าจากขยะ (Waste-to-Energy) จำนวน 3 แห่ง เพื่อจัดการขยะมูลฝอยและผลิตไฟฟ้า
- ฟิลิปปินส์: คณะกรรมการอิสระของบริษัท First Gen Corp. ออกแถลงการณ์สนับสนุนการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-storage) ร่วมกับ Prime Infrastructure โดยยืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น