รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศทวีปออสเตรเลีย (Australia Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 06-Jun-2026 ถึง 12-Jun-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : การเติบโตของ AI และ Data Center สร้างความท้าทายต่อระบบไฟฟ้าออสเตรเลีย ทั้งในด้านความต้องการพลังงานและโครงข่าย
รายละเอียด:
- ออสเตรเลียกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุน Data Center ระดับโลก โดยมีโครงการในแผนมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) และปริมาณการใช้น้ำในการระบายความร้อน
- นาย Tim Ayres รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและนวัตกรรม ยอมรับถึงความท้าทายดังกล่าว ขณะที่ Australian Energy Market Operator (AEMO) คาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center จะเพิ่มขึ้นสามเท่าภายในปี พ.ศ. 2573 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในตลาดไฟฟ้าแห่งชาติ (NEM)
- ผู้ประกอบการ Data Center เช่น Nextdc โดยนาย Shayne Kumar โต้แย้งว่า ด้วยรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่คงที่ (Flat Load) จะช่วยดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินในช่วงกลางวัน และเพิ่มการใช้ประโยชน์จากโครงข่าย (Network Utilisation) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าบริการสายส่งและสายจำหน่าย (Network Component) ในบิลค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคโดยรวมได้
ผลกระทบ:
- การเพิ่มขึ้นของโหลดขนาดใหญ่และกระจุกตัวจาก Data Center จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงข่ายสายส่งและสถานีไฟฟ้าอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในพื้นที่ Western Sydney และ Melbourne ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับปรุงแผนพัฒนาระบบไฟฟ้า (Grid Modernization) ครั้งสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากการพัฒนาโครงข่ายไม่ทันการณ์ อาจเกิดปัญหาคอขวด (Congestion) และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว
- ข้อเสนอของผู้ประกอบการที่ต้องการนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรองมาใช้เพื่อสนับสนุนระบบไฟฟ้าในช่วงเวลาฉุกเฉิน สะท้อนถึงแรงกดดันด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แต่ในขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างกลไกตลาดและกฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับแหล่งพลังงานสำรอง (Backup Power) และบริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero
- บทเรียนสำคัญสำหรับกิจการไฟฟ้าคือ การวางแผนเชิงรุกร่วมกับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ (Large Load) เช่น Data Center ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อผสานแผนการลงทุนโครงข่ายให้สอดคล้องกับความต้องการ และการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ที่จูงใจให้ Data Center มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโหลด (Demand Response) และการจัดหาพลังงานสะอาดของตนเอง (Self-generation) เพื่อลดภาระต่อระบบไฟฟ้าโดยรวม
ที่มา:
ABC News และ RenewEconomy, 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : ออสเตรเลียเปิดตัวแบตเตอรี่แบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration) ขนาด 8 ชั่วโมงแห่งแรก ภายใต้กลไกสนับสนุนของรัฐ NSW
รายละเอียด:
- บริษัท RWE Renewables Australia ได้ทำพิธีเปิดระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) Limondale ขนาด 50 MW / 400 MWh ในรัฐ New South Wales (NSW) อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นแบตเตอรี่ที่มีระยะเวลาการจ่ายไฟนานถึง 8 ชั่วโมง (8-hour duration) ที่เปิดดำเนินการเป็นแห่งแรกในออสเตรเลีย
- โครงการนี้เป็นโครงการแรกที่ได้รับสัญญาบริการพลังงานระยะยาว (Long-Term Energy Service Agreement: LTESA) ภายใต้แผนงานโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า (Electricity Infrastructure Roadmap) ของรัฐ NSW โดยใช้เทคโนโลยี Tesla Megapacks จำนวน 144 ชุด และตั้งอยู่ติดกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ Limondale ขนาด 314 MW
- สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้ได้รับอนุญาตให้มีการจดทะเบียนแบบอสมมาตร (Asymmetric Registration) กับ AEMO กล่าวคือ สามารถอัดประจุ (Charge) ได้ที่กำลังไฟฟ้า 100 MW (ใช้เวลา 4 ชั่วโมง) แต่จ่ายประจุ (Discharge) ที่กำลังไฟฟ้า 50 MW ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของสัญญา LTESA ที่ต้องการสินทรัพย์ที่จ่ายไฟได้นาน 8 ชั่วโมง
ผลกระทบ:
- ความสำเร็จของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 8 ชั่วโมงในโครงการนี้ กำลังเปลี่ยนมุมมองต่อเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานในออสเตรเลีย โดยแสดงให้เห็นว่าแบตเตอรี่สามารถแข่งขันกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Hydro) ในตลาดการกักเก็บพลังงานระยะยาวได้ ซึ่งอาจส่งผลให้โครงการ Pumped Hydro ที่มีต้นทุนการก่อสร้างสูงต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
- รูปแบบการอัดประจุแบบอสมมาตร (Asymmetric Charging) ถือเป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์และกฎระเบียบที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้แบตเตอรี่สามารถดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินในช่วงกลางวันได้อย่างรวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพภายในกรอบเวลาที่สั้นลง (Solar Soak Window) แนวทางนี้สามารถเป็นต้นแบบสำหรับโครงการ BESS อื่นๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างรายได้จากการทำ Arbitrage ในตลาดไฟฟ้า
- การมีโครงการ BESS ระยะยาวที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านกลไก LTESA เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อนักลงทุนถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนเทคโนโลยี Firming Capacity ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงขึ้น
ที่มา:
PV Magazine Australia และ RenewEconomy, 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : โครงการสายส่งที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ‘Project EnergyConnect’ เริ่มจ่ายไฟฟ้าแล้ว เชื่อม 3 รัฐเข้าด้วยกัน
รายละเอียด:
- บริษัท Transgrid ผู้ดำเนินกิจการสายส่งในรัฐ NSW ประกาศว่าโครงการ EnergyConnect ได้เริ่มจ่ายไฟฟ้า (Energised) อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากงานก่อสร้างในส่วนของรัฐ NSW ระยะทาง 700 กิโลเมตรเสร็จสมบูรณ์
- โครงการนี้เป็นโครงการสายส่งที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย มีระยะทางรวมกว่า 900 กิโลเมตร เชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างรัฐ New South Wales, Victoria และ South Australia เป็นครั้งแรก และจะช่วยปลดล็อกการเชื่อมต่อโครงการพลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เข้าสู่ตลาดไฟฟ้าแห่งชาติ (NEM)
- แม้โครงการจะเผชิญกับความล่าช้าและต้นทุนที่สูงกว่าคาดการณ์ (งบประมาณในส่วนของ Transgrid เพิ่มขึ้นจาก 2.1 พันล้านเหรียญเป็น 3.6 พันล้านเหรียญ) แต่คาดว่าจะเพิ่มขีดความสามารถในการส่งผ่านพลังงานระหว่างรัฐ NSW และ South Australia ได้ถึง 800 MW และจะช่วยลดข้อจำกัดของระบบส่ง (Congestion) และเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม
ผลกระทบ:
- การเชื่อมต่อระหว่างรัฐที่แข็งแกร่งขึ้นจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งผ่านพลังงานสะอาดราคาถูกจากแหล่งผลิตที่มีศักยภาพสูงไปยังศูนย์กลางความต้องการไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกดดันราคาค่าไฟฟ้าขายส่ง (Wholesale Price) ในระยะยาว และเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวม
- โครงการนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการพัฒนาเขตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Zones – REZs) โดยเฉพาะในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐ NSW อย่างไรก็ตาม มีข้อวิจารณ์ว่าขนาดของสายส่งที่ 330 kV อาจไม่เพียงพอต่อศักยภาพของพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการวางแผนขนาดโครงข่ายในอนาคตที่ต้องมองการณ์ไกลกว่าเดิม
- ความสำเร็จของโครงการนี้แม้จะเผชิญอุปสรรคด้านต้นทุนและระยะเวลา สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการลงทุนในโครงข่ายสายส่งเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมกันของหลายประเทศทั่วโลก การบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จำเป็นต้องมีการวางแผนรับมือความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและเงินเฟ้ออย่างรัดกุม
ที่มา:
PV Magazine Australia และ RenewEconomy, 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : ผู้พัฒนาพลังงานลมเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐศาสตร์โครงการ แม้มีกลไกสนับสนุนจากภาครัฐ
รายละเอียด:
- ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทพลังงานชั้นนำของออสเตรเลีย เช่น Origin Energy และ Acen Australia ได้แสดงความกังวลว่า เศรษฐศาสตร์ของโครงการฟาร์มกังหันลมใหม่ในออสเตรเลียกำลังย่ำแย่ลง เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น ความล่าช้าในการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่าย และตลาดสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่มีความไม่แน่นอน
- นาย Frank Calabria, CEO ของ Origin Energy ระบุว่าต้นทุนการพัฒนาฟาร์มกังหันลมในปัจจุบันสูงกว่าปี พ.ศ. 2563 ถึง 50% ทำให้โครงการที่เคยมีความคุ้มค่าทางการเงินในอดีต ไม่สามารถผ่านเกณฑ์การลงทุนได้ในปัจจุบัน
- แม้กระทั่งโครงการ Yanco Delta Wind Farm ขนาด 1.45 GW ของ Origin ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ Capacity Investment Scheme (CIS) ของรัฐบาลกลาง ก็ยังคงเผชิญความท้าทายในการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) สะท้อนให้เห็นว่ากลไกสนับสนุนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
ผลกระทบ:
- สถานการณ์นี้เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายพลังงานหมุนเวียน 82% ภายในปี พ.ศ. 2573 ของออสเตรเลีย เนื่องจากพลังงานลมเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความสมดุลให้กับระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถผลิตได้ การชะลอการลงทุนในพลังงานลมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาว
- แรงกดดันด้านต้นทุนอาจผลักดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในห่วงโซ่อุปทานและการก่อสร้าง รวมถึงการแสวงหากลไกทางการเงินและการรับประกันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ จากภาครัฐ เพื่อลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุน นอกจากนี้ยังอาจกระตุ้นให้เกิดการพิจารณาสัญญาระยะยาว (Long-term PPA) ที่มีโครงสร้างราคาที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
- บทเรียนสำคัญคือ กลไกสนับสนุนของภาครัฐ เช่น CIS จำเป็นต้องได้รับการทบทวนและปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การพึ่งพากลไกเดียวอาจไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมอื่นๆ เช่น การเร่งรัดกระบวนการอนุมัติโครงการ และการลงทุนในโครงข่ายสายส่งอย่างชัดเจน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน
ที่มา:
RenewEconomy, 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : AEMO ชี้แบตเตอรี่ในบ้านเรือนกำลังเปลี่ยนโฉมระบบไฟฟ้า แม้ไม่ได้เข้าร่วม VPP ก็ตาม
รายละเอียด:
- นาย Daniel Westerman, CEO ของ Australian Energy Market Operator (AEMO) เปิดเผยว่า ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ทั้งในระดับ Grid-Scale และระดับบ้านเรือน (Home Batteries) กำลังเปลี่ยนแปลงระบบไฟฟ้าของออสเตรเลียอย่างมีนัยสำคัญ
- AEMO พบว่าแบตเตอรี่ระดับบ้านเรือนกว่า 600,000 แห่งทั่วประเทศ มีบทบาทสำคัญในการลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเย็น (Evening Peak) ได้อย่างน่าทึ่ง แม้ว่าแบตเตอรี่ส่วนใหญ่จะทำงานในโหมด Passive (ใช้งานเพื่อลดค่าไฟในครัวเรือนของตนเอง) และไม่ได้เข้าร่วมในโครงการโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant – VPP) ก็ตาม
- ข้อมูลในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่า ครัวเรือนที่มีแบตเตอรี่ลดการดึงไฟฟ้าจากกริดในช่วงพีคตอนเย็นลงเฉลี่ยเกือบ 1 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วสามารถลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของทั้งระบบได้เกือบ 600 MW
ผลกระทบ:
- การค้นพบนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการวางแผนระบบไฟฟ้า จากเดิมที่ AEMO และผู้กำหนดนโยบายมองว่า VPP เป็นกลไกหลักในการควบคุมและใช้ประโยชน์จาก Distributed Energy Resources (DERs) แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภครายย่อยโดยรวม (Aggregate Consumer Behavior) สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบได้โดยไม่ต้องมีการควบคุมจากส่วนกลาง
- แนวโน้มนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการปรับปรุงแบบจำลองในการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecasting) และการวางแผนพัฒนาระบบส่ง (Integrated System Plan – ISP) ของ AEMO โดยต้องพิจารณาผลกระทบจาก ‘Passive’ DERs ให้มีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนในโรงไฟฟ้าสำรอง (Peaking Plants) และโครงข่ายบางส่วนได้
- สำหรับธุรกิจ Utility และผู้ค้าปลีกไฟฟ้า (Retailers) นี่คือโอกาสในการออกแบบผลิตภัณฑ์และอัตราค่าไฟฟ้า (Tariff) ที่จูงใจให้ผู้บริโภคใช้แบตเตอรี่ของตนเพื่อสนับสนุนระบบไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น เช่น อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Time-of-Use ที่มีส่วนต่างราคาสูง หรือโปรแกรมที่ให้ผลตอบแทนจากการใช้แบตเตอรี่ในช่วงที่ระบบต้องการ ซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในระบบ
ที่มา:
RenewEconomy, 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าของ AEMC ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างหนักถึงผลกระทบต่อผู้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
รายละเอียด:
- นาง Anna Collyer ประธานคณะกรรมาธิการตลาดพลังงานออสเตรเลีย (AEMC) ได้กล่าวถึงข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า (Electricity Pricing Review) ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะข้อเสนอให้เพิ่มสัดส่วนค่าบริการคงที่ (Fixed Charge) ในค่าไฟฟ้าส่วนของโครงข่าย (Network Tariff)
- AEMC ให้เหตุผลว่าการเพิ่มค่าบริการคงที่จะช่วยกระจายต้นทุนของระบบโครงข่ายไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมมากขึ้นระหว่างผู้บริโภคทุกคน ลดภาระที่ผู้บริโภคที่ไม่มีโซลาร์เซลล์ต้องแบกรับต้นทุนโครงข่ายแทนผู้ที่มีโซลาร์เซลล์ (ซึ่งใช้ไฟจากกริดน้อยลง)
- อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์จากสถาบันต่างๆ เช่น IEEFA และ Smart Energy Council โต้แย้งว่าข้อเสนอนี้จะลดแรงจูงใจในการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ และอาจเป็นการลงโทษครัวเรือนที่พยายามประหยัดพลังงาน รวมถึงผู้มีรายได้น้อยที่ใช้ไฟฟ้าน้อย ในขณะที่เป็นประโยชน์ต่อครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้ามากและบริษัทโครงข่ายไฟฟ้า
ผลกระทบ:
- การปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างยิ่งในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การออกแบบที่ไม่เหมาะสมอาจบั่นทอนการยอมรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจากภาคประชาชน และสร้างความเหลื่อมล้ำทางพลังงาน (Energy Equity) ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้กำกับดูแลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
- ประเด็นนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างการรักษารูปแบบธุรกิจดั้งเดิมของ Utility (ที่รายได้ขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานที่ส่งผ่านโครงข่าย) กับการเติบโตของพลังงานแบบกระจายศูนย์ (DERs) ซึ่งเป็นความท้าทายที่ทุกประเทศกำลังเผชิญ การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าต้องมุ่งเน้นการส่งสัญญาณราคาที่ถูกต้องเพื่อจูงใจให้เกิดการใช้โครงข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะเป็นการปกป้องรายได้ของธุรกิจโครงข่าย
- AEMC ได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการพิจารณาผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจอย่างลึกซึ้ง และจะผลักดันให้ผู้ค้าปลีก (Retailers) เป็นผู้บริหารจัดการความซับซ้อนและนำเสนอแผนค่าไฟฟ้าที่ง่ายต่อผู้บริโภค ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่บทบาทของผู้ค้าปลีกจะเปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้จัดการพลังงาน (Energy Service Provider) มากขึ้นในอนาคต
ที่มา:
RenewEconomy, 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : นักวิจัยออสเตรเลียค้นพบวิธีแก้ปัญหาคอขวดในเครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว
รายละเอียด:
- นักวิจัยจาก University of New South Wales (UNSW) Sydney ได้ใช้นวัตกรรมการถ่ายภาพ 3 มิติ (3D imaging) เพื่อศึกษากลไกการเกิดฟองก๊าซที่ติดค้างอยู่บนขั้วไฟฟ้า (electrode) ภายในเครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์ ซึ่งเป็นปัญหาคอขวดสำคัญที่จำกัดประสิทธิภาพในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว
- งานวิจัยพบว่าฟองไฮโดรเจนและออกซิเจนขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการแยกน้ำ จะเข้าไปกีดขวางพื้นที่ทำปฏิกิริยาและจำกัดการขนส่งมวล (mass transport) ของน้ำ ซึ่งลดทอนประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยา
- ทีมวิจัยค้นพบว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมของขั้วไฟฟ้าที่มีรูพรุน (porous electrode) ให้มีโครงสร้างที่เป็นระเบียบและสม่ำเสมอ สามารถลดการกักเก็บฟองก๊าซและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยศาสตราจารย์ Payman Mostaghimi จาก UNSW ระบุว่าโครงสร้างของขั้วไฟฟ้ามีความสำคัญไม่แพ้คุณสมบัติทางเคมีไฟฟ้า
ผลกระทบ:
- การค้นพบนี้เป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางเทคนิคที่สำคัญและอาจนำไปสู่การออกแบบเครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวที่ต่ำลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไฮโดรเจนสีเขียวสามารถแข่งขันในตลาดพลังงานได้
- การเพิ่มประสิทธิภาพของอิเล็กโทรไลเซอร์จะช่วยเร่งการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมที่ทำได้ยาก (hard-to-abate sectors) เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก และการขนส่งขนาดใหญ่ ซึ่งออสเตรเลียมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้ส่งออกไฮโดรเจนรายใหญ่ของโลก
- นวัตกรรมนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาขั้นพื้นฐานในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การลงทุนในเทคโนโลยีหลัก (core technology) เช่นนี้ จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับสากล และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจไฮโดรเจนในอนาคต
ที่มา:
PV Magazine Australia, 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- ยอดติดตั้งแบตเตอรี่ในบ้านของออสเตรเลียทะลุ 430,000 ครัวเรือน แต่ขนาดเฉลี่ยของระบบเล็กลงเนื่องจากการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเงินอุดหนุนของรัฐบาลกลาง
- Gamuda Renewables บริษัทยักษ์ใหญ่จากมาเลเซีย เข้าซื้อหุ้นในโครงการโซลาร์ฟาร์มและแบตเตอรี่ Hazelwood North ในรัฐวิกตอเรีย โดยมีแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง Data Center ในพื้นที่เดียวกัน
- SMA Group ผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์รายใหญ่จากเยอรมนี ประกาศถอนตัวจากตลาดโซลาร์สำหรับบ้านพักอาศัยและเชิงพาณิชย์ในออสเตรเลีย เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งจากจีนได้ แต่ยังคงมุ่งเน้นตลาดระดับ Utility-scale ต่อไป
- รายงานจาก IEEFA ชี้ว่าหลังคาอาคารพาณิชย์และอุตสาหกรรมในออสเตรเลียมีศักยภาพติดตั้งโซลาร์ได้ถึง 80 GW แต่การเติบโตยังช้าเนื่องจากอุปสรรคด้านโครงสร้างค่าไฟฟ้าและกระบวนการเชื่อมต่อกับกริด
- รัฐบาลควีนส์แลนด์ประกาศลงทุนเพิ่มเติม 420 ล้านดอลลาร์ในโครงการสายส่ง CopperString เพื่อเชื่อมต่อแหล่งแร่ธาตุและพลังงานหมุนเวียนทางตอนเหนือของรัฐเข้ากับตลาดไฟฟ้าแห่งชาติ