EP.4. แหล่งก๊าซทับซ้อนและแผน LNG สำรอง: ทางรอดของไทยท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์และการพังทลายของซัพพลายเชนกาตาร์
Shock Circuit: กระตุกต่อมคิด นโยบายพลังงานรัฐ
EP.9: แหล่งก๊าซทับซ้อนและแผน LNG สำรอง: ทางรอดของไทยท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์และการพังทลายของซัพพลายเชนกาตาร์
บทความโดย คนชนกระแส(ไฟ), KYP
เมื่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก โครงสร้างพลังงานของไทยก็ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ จากเหตุการณ์ที่โครงสร้างพื้นฐานการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเมืองราส ลาฟฟาน ประเทศกาตาร์ ประสบปัญหาจนศักยภาพการส่งออกลดลงกว่าร้อยละ 17 และคาดว่าต้องใช้เวลาฟื้นฟูระบบหลายปี เหตุการณ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชีย รวมถึงไทยที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน โดยที่ผ่านมา ปตท. ได้เข้าเจรจาทำสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับ Venture Global จากสหรัฐอเมริกา เพื่อชดเชยปริมาณก๊าซที่อาจขาดหายไป
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนำมาสู่คำถามสำคัญถึงความมั่นคงทางพลังงานของไทยว่า เราจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกได้ยั่งยืนอย่างไร และมีแนวทางใดที่คุ้มค่ากว่าการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะยาว?
ขณะนี้ภาครัฐกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ด้านงบประมาณ เพื่อประคองสถานการณ์ราคาพลังงาน โดยข้อมูลระบุว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) มียอดติดลบสะสมสูงถึง 38,649 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นข้อสังเกตที่สะท้อนว่า การพึ่งพาการอุดหนุนราคาฟอสซิลนำเข้าอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนในสภาวะที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การบริหารจัดการพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา (OCA) ขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งคาดว่ามีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติมหาศาล หากรัฐบาลสามารถหาจุดร่วมในการพัฒนาพื้นที่นี้ได้ จะเป็นการเพิ่มแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศเพื่อลดการนำเข้าได้เป็นอย่างดี แทนที่จะปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านี้ถูกแช่แข็งไว้ด้วยข้อจำกัดทางการเมือง
เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงและเป็นธรรมต่อประชาชน เราขอเสนอ 3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ภาครัฐควรพิจารณา:
1. เร่งผลักดันการเจรจาพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ด้วยโมเดลผลประโยชน์ร่วมกัน: ภาครัฐควรแยกประเด็นเส้นเขตแดนทางทะเลออกจากพื้นที่พัฒนาขอบข่ายพลังงานร่วม (Joint Development Zone) เหมือนโมเดลที่ไทยเคยร่วมมือกับมาเลเซีย เพื่อนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นพลังงานหลักภายในประเทศ ลดการพึ่งพา LNG จากต่างประเทศที่ราคาผันผวนตามตลาดโลก
2. ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการอุดหนุนพลังงาน: แทนการอุดหนุนแบบหว่านแห ภาครัฐควรเปลี่ยนมาใช้นโยบายช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeted Subsidy) ให้แก่กลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในอนาคต
3. เพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างพลังงาน: การจัดซื้อ LNG ระยะยาวจากต่างประเทศควรเป็นไปอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าราคาพลังงานที่สะท้อนออกมาในค่าไฟฟ้าและภาษีนั้น เป็นราคาที่ยุติธรรมและผ่านกระบวนการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ใช่ภาระที่ไม่จำเป็น
ความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการบริหารจัดการหนี้สินเพื่อซื้อพลังงานนำเข้า แต่อยู่ที่การกล้าตัดสินใจในเชิงโครงสร้าง เพื่อนำทรัพยากรในประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมไปกับการปรับตัวสู่พลังงานสะอาดที่ทันสมัยและเป็นธรรมต่อผู้บริโภคทุกคน