EP.5. สมรภูมิความยืดหยุ่นของกริดไฟฟ้า: เทคโนโลยี Grid-Forming และ BESS ทางรอดการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย
สมรภูมิความยืดหยุ่นของกริดไฟฟ้า: เทคโนโลยี Grid-Forming และ BESS ทางรอดการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย
ท่ามกลางการเร่งตัวของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั่วโลก ความจริงที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเผชิญคือ “พลังงานหมุนเวียนผันแปร” กำลังกลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสูงสุดต่อความมั่นคงทางพลังงาน บทเรียนราคาแพงจากวิกฤตคลื่นความร้อนในเวียดนามที่นำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับถี่ในช่วงหัวค่ำซึ่งไร้แสงแดด สะท้อนชัดว่ากริดไฟฟ้าแบบดั้งเดิมไม่มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะรองรับความผันผวนนี้ สมรภูมิที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์หรือลม แต่คือการสร้าง “ความยืดหยุ่นของกริดไฟฟ้า” ซึ่งมีเทคโนโลยี Grid-Forming และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ เป็นกุญแจสำคัญ
เมื่อมองไปที่เวทีโลก มหาอำนาจด้านพลังงานต่างกำลังเร่งวางรากฐานนโยบายและเทคโนโลยีเพื่อรองรับความยืดหยุ่นนี้อย่างเป็นรูปธรรม ออสเตรเลียได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้วยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เพื่อจัดการกับปัญหาความผันผวนของระบบไฟฟ้า โดยล่าสุดบริษัทได้เปิดดำเนินการโครงการที่ชื่อว่าลิมอนเดลบีอีเอสเอส ขนาด 50 เมกะวัตต์ / 400 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่จ่ายไฟได้นานถึง 8 ชั่วโมงแห่งแรกของประเทศ พิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานระยะยาวสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองที่มั่นคงทดแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิลได้อย่างแท้จริง
ในมิติของการรักษาเสถียรภาพแรงดันและความถี่ เทคโนโลยี “Grid-Forming” กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ โดยรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ภายใต้ผู้ดำเนินการระบบโครงข่ายไฟฟ้าอย่างเออร์คอต ได้ประกาศมาตรการจูงใจมูลค่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จ่ายเงินอุดหนุนแบบครั้งเดียว 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานติดตั้งเทคโนโลยี Grid-Forming ที่ทำให้อินเวอร์เตอร์สามารถสร้างแรงดันและความถี่ของตัวเองได้โดยอัตโนมัติ เสมือนเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกัน จีนได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปอีกขั้น โดยการพัฒนาและทดสอบระบบกักเก็บพลังงานแบบ Grid-Forming ที่เชื่อมต่อโดยตรงที่แรงดันสูง 35 กิโลโวลต์ ณ เมืองเป่าคู่ มณฑลชิงไห่ ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการใช้หม้อแปลงขนาดใหญ่และเพิ่มเสถียรภาพให้กับกริดไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างมหาศาล
หันกลับมามองประเทศไทย ความท้าทายนี้กำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ที่ขยายระยะเวลาไปจนถึงปี 2593 ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าปัจจุบันการไฟฟ้านครหลวงจะเริ่มปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในเมืองด้วยการร่วมมือกับ 6 หน่วยงานคมนาคมเร่งโครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน และติดตั้งสาร์ทมิเตอร์ เพื่อยกระดับความมั่นคงทางไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าในกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วย แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการเตรียมพร้อมในฝั่งระบบจำหน่าย ทว่าในระดับโครงข่ายส่ง ประเทศไทยยังขาดมาตรการเชิงรุกในการดึงเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยจัดการความผันผวนในระยะยาว
ทางออกเชิงกลยุทธ์และเทคโนโลยีที่ภาครัฐและเอกชนไทยต้องเร่งดำเนินการมี 3 ประการหลัก:
ประการแรก: การปฏิรูปแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าโดยบรรจุมาตรการจูงใจเทคโนโลยี Grid-Forming
ภาครัฐควรศึกษาโมเดลจากรัฐเท็กซัส ด้วยการกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคและสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้กับผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานที่ติดตั้งเทคโนโลยี Grid-Forming เพื่อสร้างความเฉื่อยสังเคราะห์ให้กับระบบไฟฟ้า ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแรงดันตกชั่วขณะเมื่อสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบสูงขึ้น
ประการที่สอง: การส่งเสริมการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว
ประเทศไทยต้องก้าวข้ามการมองระบบกักเก็บพลังงานเป็นเพียงเครื่องมือรักษาเสถียรภาพระยะสั้น ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ที่จ่ายไฟได้นาน 4-8 ชั่วโมง เพื่อกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินในช่วงกลางวันมาจ่ายไฟฟ้าในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดช่วงค่ำ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวราคาแพงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ประการที่สาม: การเร่งรัดสู่โครงข่ายอัจฉริยะและกลไกราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง
นอกจากการติดตั้งระบบสมาร์ทมิเตอร์แล้ว ภาครัฐต้องเร่งพัฒนาระบบควบคุมอัจฉริยะและการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เช่น ระบบเน็ตบิลลิ่ง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความคุ้มค่าของผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์กับการรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าโดยรวม โดยไม่ผลักภาระต้นทุนแฝงไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น
หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืนโดยไม่สูญเสียความมั่นคงทางพลังงาน สมรภูมิความยืดหยุ่นของกริดคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เทคโนโลยี Grid-Forming และระบบกักเก็บพลังงานระยะยาวไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นต้นทุนส่วนเกินอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าไทยให้แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับอนาคตได้อย่างมั่นคง