รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 23-May-2026 ถึง 29-May-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : ไฟดับใหญ่บนเกาะสุมาตรา จุดชนวนความกังวลต่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้ากับการเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของอินโดนีเซีย
รายละเอียด:
- เหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง (Blackout) ทั่วเกาะสุมาตราได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อภาคอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพาความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้าสูงสุด โดยนาย Hendra Suryakusuma ประธานองค์กรผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ของอินโดนีเซีย (IDPRO) ได้ออกมาเตือนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น “สัญญาณเตือน” ที่สำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
- นาย Hendra เรียกร้องให้การไฟฟ้าอินโดนีเซีย (PLN) ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุการณ์อย่างโปร่งใส การเสริมความแข็งแกร่งของระบบส่งไฟฟ้า และการจัดทำข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreements: SLAs) สำหรับโหลดที่มีความสำคัญสูง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์
- ในขณะเดียวกัน นาย Sofyano Zakaria ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณะ (Puskepi) ได้เรียกร้องให้มีการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Backbone) ของเกาะสุมาตราให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านการขยายระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับ 500, 275 และ 150 เควี ตามที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศ (RUPTL) ฉบับปี 2025-2034 เพื่อสร้างระบบโครงข่ายที่เชื่อมโยงและมั่นคงตั้งแต่จังหวัดอาเจะห์ถึงจังหวัดลัมปุง
ผลกระทบ:
เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความท้าทายที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ากำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น ศูนย์ข้อมูล AI และ Cloud Computing ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อคุณภาพและเสถียรภาพของไฟฟ้าอย่างยิ่ง การหยุดชะงักของไฟฟ้าแม้เพียงเล็กน้อยอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และบั่นทอนความน่าสนใจในการลงทุนของประเทศ
บทเรียนสำคัญสำหรับกิจการไฟฟ้า (Utility) คือ ความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ จากเดิมที่มุ่งเน้นการจ่ายไฟฟ้าให้ครอบคลุม ไปสู่การให้บริการไฟฟ้าคุณภาพสูงที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถรับประกันได้ โดยอาจต้องพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น การเสนอขายไฟฟ้าพร้อมแพ็กเกจความมั่นคงระดับพรีเมียม (Premium Reliability) หรือการสร้างสถานีไฟฟ้าส่วนขยาย (Substation) เฉพาะสำหรับนิคมอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งนับเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการลงทุนใน Grid Modernization และระบบป้องกันที่ซับซ้อนขึ้น
ที่มา: The Jakarta Post, Antara News (English) วันที่ 28 และ 27 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : มาเลเซียหันกลับมาใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือความต้องการไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางวิกฤตคลื่นความร้อน
รายละเอียด:
- ความต้องการใช้ไฟฟ้าในคาบสมุทรมลายูในเดือนเมษายนพุ่งสูงขึ้น 11.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากคลื่นความร้อนที่รุนแรงและความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มาเลเซียต้องปรับเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
- ข้อมูลจาก Grid System Operator (GSO) ของมาเลเซียชี้ว่า การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นถึง 50.5% ในเดือนเมษายน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.54 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลงอย่างมากที่สุดในรอบกว่าสามปีมาอยู่ที่ 6.67 TWh ทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซเพิ่มขึ้นเป็น 42.6%
- บริษัทพลังงานแห่งชาติ Petronas ยืนยันว่า ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศที่สูงขึ้นนี้ ส่วนใหญ่มาจากภาคการผลิตไฟฟ้า และบริษัทได้เพิ่มการจัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากแหล่งผลิตนอกชายฝั่งมายังคาบสมุทรมลายูเกือบสามเท่าตัวในปีนี้ เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว
ผลกระทบ:
สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นแต่ก็เปราะบางของระบบไฟฟ้าในภูมิภาค ที่ต้องปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงการผลิต (Fuel Switching) อย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าที่ผันผวนจากสภาพอากาศสุดขั้วและการเติบโตของโหลดใหม่ๆ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ การที่มาเลเซียสามารถเพิ่มการใช้ก๊าซได้อย่างรวดเร็วสะท้อนถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันต่อสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการในประเทศและการรักษาสถานะผู้ส่งออก LNG
ในระยะยาว เทรนด์นี้จะเร่งให้เกิดการลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่นสูง (Flexible Gas Power Plant) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อเป็นหน่วยผลิตสำรองที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการทบทวนนโยบายราคาพลังงานภายในประเทศ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการรักษาค่าไฟฟ้าให้สามารถแข่งขันได้กับการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้เพียงพอต่ออนาคต
ที่มา: The Edge Malaysia วันที่ 28 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : คลื่นความร้อนสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของเวียดนาม และอาจทวีความรุนแรงขึ้น
รายละเอียด:
- กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามได้ออกมาเตือนว่า คลื่นความร้อนที่อุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในภาคเหนือของประเทศ ได้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ และสถานการณ์อาจเลวร้ายลงอีก เนื่องจากคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะกลับมาในเดือนกรกฎาคม
- ประชาชนในกรุงฮานอยหลายเขตรายงานว่าประสบปัญหาไฟฟ้าดับเป็นช่วงๆ ในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงผิดปกติจนสร้างภาระให้กับระบบไฟฟ้า โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม โดยเฉพาะช่วงค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หมดไป และโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กหลายแห่งมีระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำ
- การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ได้เรียกร้องให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจลดการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไฟฟ้าสูงกว่าภูมิภาคอื่น
ผลกระทบ:
เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของระบบไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังน้ำเป็นหลักต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อเกิดภัยแล้งหรือระดับน้ำในเขื่อนลดต่ำลง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการผลิตไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบโดยรวม ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมกันของหลายประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
สถานการณ์ดังกล่าวจะผลักดันให้เวียดนามต้องเร่งรัดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น พลังงานลม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในช่วงหัวค่ำ (Evening Peak) หลังจากแผงโซลาร์เซลล์หยุดผลิต นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการพัฒนากลไกด้านการจัดการฝั่งผู้ใช้ (Demand-Side Management) เช่น โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU (Time-of-Use) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้าย้ายการใช้งานไปยังช่วงเวลาอื่น
ที่มา: The Straits Times วันที่ 27 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : เวียดนามมีศักยภาพเป็นผู้นำด้านพลังงานลมนอกชายฝั่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รายละเอียด:
- ผู้เชี่ยวชาญจากสภาพลังงานลมโลก (GWEC) และบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมพลังงานลม เช่น Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) และ Petrovietnam Technical Services Corporation (PTSC) ระบุว่าเวียดนามมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำด้านพลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง (Offshore Wind) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หากสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับที่ 8 (PDP8)
- ภายใต้แผน PDP8 เวียดนามตั้งเป้าที่จะพัฒนาพลังงานลมบนบกประมาณ 26-38 กิกะวัตต์ และพลังงานลมนอกชายฝั่งประมาณ 6 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือ ศักยภาพลมที่สูง แนวชายฝั่งที่ยาว และไหล่ทวีปที่ค่อนข้างตื้น ซึ่งเอื้อต่อการติดตั้งกังหันลมแบบฐานยึดติดกับพื้นทะเล (Fixed-bottom) ที่มีต้นทุนต่ำกว่าแบบลอยน้ำ (Floating)
- บริษัท PTSC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Petrovietnam กำลังมีส่วนร่วมในแผนการส่งออกไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งไปยังสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการค้าพลังงานข้ามพรมแดนในอนาคต
ผลกระทบ:
การพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาดใหญ่ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของเวียดนามเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน การขนส่งและโลจิสติกส์ ไปจนถึงการบริการด้านพลังงาน สิ่งนี้จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสร้างงานที่มีทักษะสูงจำนวนมาก
ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความแน่นอนของนโยบายจากภาครัฐ โดยเฉพาะการกำหนดกลไกการรับซื้อไฟฟ้าที่ชัดเจน (เช่น เปลี่ยนจาก Feed-in Tariff ไปสู่ระบบประมูล) และการสร้างแผนงานโครงการที่ต่อเนื่อง (Stable Pipeline) เพื่อให้นักลงทุนและผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานมีความมั่นใจในการลงทุนขนาดใหญ่ในโรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่กำลังพิจารณาการพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง
ที่มา: Vietnam Investment Review (VIR) วันที่ 26 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : อินโดนีเซียเตือนถึงภัยคุกคามจากเศรษฐกิจดิจิทัลต่อความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงภาคพลังงาน
รายละเอียด:
- นาย Arrmanatha Nasir รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ได้กล่าวเตือนในการประชุมระดับสูงระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการด้านน้ำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ถึงภัยคุกคามใหม่ต่อความมั่นคงด้านน้ำของโลกที่เกิดจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัล
- เขาชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI, ศูนย์ข้อมูล (Data Centers), และอุตสาหกรรมดิจิทัลต่างๆ มีการใช้น้ำหลายพันล้านลิตรต่อวันในการระบายความร้อน และความต้องการนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ สองสามปี โดยระบุว่า “น้ำคือทรัพยากรที่มองไม่เห็นซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล”
- อินโดนีเซียได้แสดงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านการรับมือกับความท้าทายด้านน้ำและภูมิอากาศ โดยได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านน้ำและความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (Center of Excellence for Water and Climate Resilience) หลังจากเป็นเจ้าภาพการประชุม World Water Forum ครั้งที่ 10
ผลกระทบ:
ประเด็นนี้สะท้อนถึงความเชื่อมโยงที่แยกไม่ออกระหว่างพลังงาน น้ำ และเทคโนโลยีดิจิทัล (Energy-Water-Digital Nexus) ซึ่งเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ไม่เพียงแต่ต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาล แต่ยังต้องการน้ำจำนวนมากสำหรับระบบหล่อเย็น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำในพื้นที่ และอาจเกิดการแข่งขันกับภาคส่วนอื่นๆ เช่น เกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภค
นโยบายพลังงานและอุตสาหกรรมในอนาคตจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยด้านทรัพยากรน้ำอย่างจริงจัง การวางแผนที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์อาจต้องคำนึงถึงความพร้อมของแหล่งน้ำและศักยภาพของระบบไฟฟ้าไปพร้อมกัน แนวโน้มนี้อาจผลักดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีระบายความร้อนที่ไม่ต้องใช้น้ำ (Waterless Cooling) หรือการพิจารณาใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination) เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งจะเพิ่มความซับซ้อนในการวางแผนระบบพลังงานของประเทศ
ที่มา: Antara News (English) วันที่ 28 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : อินโดนีเซียเสนอโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมไฮเทคเพื่อดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่น
รายละเอียด:
- ในงาน Indonesia-Japan Investment Forum 2026 รัฐบาลอินโดนีเซียได้เสนอโครงการเชิงยุทธศาสตร์หลายโครงการแก่นักลงทุนญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นไปที่การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
- โครงการสำคัญที่ถูกนำเสนอได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ Industropolis Batang ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่มุ่งเป้าไปที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EVs), ศูนย์ข้อมูล (Data Centers), และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง
- นอกจากนี้ยังมีการเสนอโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในเมือง Grobogan จังหวัดชวากลาง ซึ่งจะเปลี่ยนของเสียทางการเกษตรจากข้าวโพดให้เป็นพลังงานหมุนเวียน และโครงการพัฒนาสวนปงกาเมีย (Pongamia) เพื่อผลิตไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ (SAF)
- กระทรวงการลงทุนของอินโดนีเซียระบุว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของญี่ปุ่นในอินโดนีเซียมีมูลค่าถึง 18.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างปี 2564 ถึงไตรมาสแรกของปี 2569 แต่ 94% ของโครงการยังคงกระจุกตัวอยู่บนเกาะชวา
ผลกระทบ:
การนำเสนอโครงการที่มุ่งเน้นพลังงานสีเขียวและอุตสาหกรรมไฮเทค สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนของอินโดนีเซีย ที่ใช้ประเด็นด้านความยั่งยืน (Sustainability) และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เป็นจุดขายสำคัญเพื่อแข่งขันในเวทีโลก
ความท้าทายที่สำคัญคือการกระจายการลงทุนออกนอกเกาะชวา ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มั่นคงและมีคุณภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความเชื่อถือได้ของพลังงานสูงอย่างดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานผลิตขั้นสูง สิ่งนี้จะเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการขยายและปรับปรุงระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆ
ที่มา: Antara News (English) วันที่ 26 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : Huawei เปิดตัวยุทธศาสตร์ Grid-Interactive AIDC เพื่อรองรับความต้องการพลังงานจากยุค AI
รายละเอียด:
- ในงาน Global AIDC Industry Summit 2026 บริษัท Huawei Digital Power ได้เปิดตัวยุทธศาสตร์สำหรับศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Center – AIDC) ที่สามารถโต้ตอบกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid-Interactive) เพื่อรับมือกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากอุตสาหกรรม AI
- นาย Hou Jinlong ประธาน Huawei Digital Power กล่าวว่า การประมวลผลและพลังงานไฟฟ้าจะมีการทำงานร่วมกันอย่างลึกซึ้ง (Synergize) เพื่อสร้างกรอบการทำงานแบบบูรณาการที่รวมระบบไฟฟ้าใหม่ (New Power Systems) และโครงสร้างพื้นฐาน AI เข้าด้วยกัน
- ยุทธศาสตร์ “3+1” ของ Huawei มุ่งเน้นนวัตกรรม 4 ด้าน ได้แก่ Watt Innovation (การปรับโครงสร้างแหล่งจ่ายไฟ), Heat Innovation (การจัดการความร้อนด้วยระบบ Liquid Cooling), Bit Innovation (การใช้ AI ในการดำเนินงาน) และ Construction Innovation (การก่อสร้างแบบสำเร็จรูป) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง AIDC ที่เชื่อถือได้ ประหยัดพลังงาน ส่งมอบได้รวดเร็ว และเป็นมิตรต่อระบบไฟฟ้า
ผลกระทบ:
แนวคิด Grid-Interactive AIDC สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการออกแบบและบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ จากเดิมที่เป็นเพียงผู้บริโภคไฟฟ้าฝ่ายเดียว (Passive Consumer) ไปสู่การเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบไฟฟ้าที่สามารถตอบสนองและสนับสนุนเสถียรภาพของกริดได้ (Grid Asset)
โมเดลนี้จะเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับทั้งผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์และกิจการไฟฟ้า โดยดาต้าเซ็นเตอร์อาจสามารถให้บริการเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) เช่น การปรับลดโหลด (Demand Response) หรือการจ่ายไฟฟ้าสำรองจากระบบ UPS และแบตเตอรี่ของตนเองกลับสู่กริด ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเติมและช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ขณะที่กิจการไฟฟ้าจะได้ประโยชน์จากการมีทรัพยากรที่ยืดหยุ่นในการบริหารจัดการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวม
ที่มา: Antara News (English) วันที่ 28 พฤษภาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- อินโดนีเซียพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบขยะให้เป็นแหล่งพลังงานทางเลือกสำหรับชุมชนโดยรอบ รวมถึงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก
- โครงการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวระหว่างมาเลเซียและญี่ปุ่นในรัฐซาราวักถูกลดขนาดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านเงินทุนหลังจากไม่ได้รับการอุดหนุนที่สำคัญจากรัฐบาลญี่ปุ่น
- กระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ (DOE) ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอีก 20 กิกะวัตต์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายปี 2583
- บริษัท Southern Cable ของมาเลเซียมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21% ในไตรมาสแรก จากยอดขายสายไฟฟ้าและสายไฟที่สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งในการขยายโครงข่ายไฟฟ้า
- รัฐบาลมาเลเซียให้คำมั่นว่าจะยังคงปกป้องผู้บริโภคไฟฟ้าประมาณ 85% จากผลกระทบของการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า แม้ว่าต้นทุนพลังงานโลกจะสูงขึ้นก็ตาม