รายงานข่าวระบบไฟฟ้าญี่ปุ่นและเกาหลี (East Asia Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 08-Aug-2026 ถึง 14-Aug-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : เกาหลีใต้เผชิญความท้าทายด้านพลังงานและกฎระเบียบจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI
รายละเอียด:
- ผู้บริหารเขตทั้ง 25 เขตในกรุงโซลได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการยื่นข้อเสนอต่อเทศบาลกรุงโซล เพื่อขอให้มีการออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นในการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งใหม่ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาล
- ข้อเสนอดังกล่าวครอบคลุมถึงการให้หน่วยงานระดับเขตมีอำนาจในการตรวจสอบทางสถาปัตยกรรมและสามารถปฏิเสธคำขออนุญาตก่อสร้างในพื้นที่กึ่งที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดทางกฎหมายในการปฏิเสธโครงการเหล่านี้
- ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลประมาณร้อยละ 60 ของเกาหลีใต้กระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองหลวง ทำให้เกิดแรงต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ ขณะที่รัฐบาลกลาง นำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม นาย Kim Sung-whan กำลังผลักดันการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 8.4 กิกะวัตต์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2572 เป็นต้นไป
ผลกระทบ:
– ประเด็นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างนโยบายระดับชาติที่มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI กับความกังวลของชุมชนท้องถิ่นในด้านผลกระทบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระต่อระบบไฟฟ้าและแหล่งน้ำ ถือเป็นความท้าทายที่กิจการไฟฟ้า (Utility) ต้องเผชิญโดยตรงในการวางแผนโครงข่ายเพื่อรองรับโหลดขนาดใหญ่และกระจุกตัว
– สถานการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ที่กำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจ AI ว่าการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถทำได้โดยแยกส่วน แต่ต้องเป็นการบูรณาการการวางแผนทรัพยากรทั้งด้านพลังงาน น้ำ ที่ดิน และที่สำคัญคือการสร้างการยอมรับจากภาคประชาชน การขาดการวางแผนเชิงรุกอาจนำไปสู่ความล่าช้าของโครงการและเพิ่มต้นทุนทางสังคม
– สำหรับกิจการไฟฟ้า ปรากฏการณ์นี้อาจเป็นโอกาสในการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น การเสนอสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว (Green PPA) ให้กับศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะ หรือการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ (On-site Generation) เพื่อลดภาระต่อโครงข่ายไฟฟ้าหลัก และตอบสนองต่อความต้องการด้านความยั่งยืนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
ที่มา: The Korea Herald, 13 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : เกาหลีใต้เปิดตัวแผนที่นำทางด้านพลังงานสำหรับคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ของ Samsung และ SK hynix
รายละเอียด:
- รัฐบาลเกาหลีใต้, Samsung Electronics, SK hynix และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งเกาหลี (KEPCO) ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือเพื่อวางแผนการจัดหาพลังงานไฟฟ้าสำหรับโครงการคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่
- แผนดังกล่าวระบุว่านิคมอุตสาหกรรมในภูมิภาคโฮนัมจะได้รับการจัดสรรไฟฟ้าประมาณ 3 กิกะวัตต์ในระยะแรก เพื่อรองรับการดำเนินงานของโรงงานในปี พ.ศ. 2572 และจะขยายเป็นมากกว่า 6 กิกะวัตต์ในอนาคต ส่วนคลัสเตอร์สองแห่งในเมืองยงอิน จังหวัดคยองกี คาดว่าจะต้องการไฟฟ้ามากกว่า 14 กิกะวัตต์ภายในปี พ.ศ. 2584
- กลยุทธ์ในระยะสั้นคือการใช้สายส่งไฟฟ้าที่มีอยู่บริเวณใกล้เคียงและสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) ใหม่จำนวน 3 โรง ขนาด 1 กิกะวัตต์ต่อโรง เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้ทันท่วงทีก่อนที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานสายส่งระยะไกลจะแล้วเสร็จ
ผลกระทบ:
– การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงนโยบายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เข้ากับการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างชัดเจน โดยชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบไฟฟ้าเป็นอย่างยิ่ง และเน้นย้ำถึงความต้องการไฟฟ้าในปริมาณมหาศาลของภาคการผลิตสมัยใหม่
– การเลือกใช้โรงไฟฟ้า LNG เป็น ‘โซลูชันเชื่อมต่อ’ (Bridge Solution) สะท้อนถึงความท้าทายในการสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระยะไกล ซึ่งมักใช้เวลานานและเผชิญกับการต่อต้านจากชุมชน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของโหลดจากโรงไฟฟ้าฟอสซิลจะสร้างแรงกดดันต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ และสร้างอุปสงค์มหาศาลสำหรับไฟฟ้าสะอาดในระยะยาว
– KEPCO ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักด้านโครงข่ายไฟฟ้า จะต้องแบกรับภาระการลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานมูลค่ามหาศาลในระยะยาว เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าและการวางแผนการลงทุนของประเทศในภาพรวม
ที่มา: The Korea Herald, 12 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : คลื่นความร้อนและการเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์ทดสอบความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าเกาหลีใต้
รายละเอียด:
- เกาหลีใต้เผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นและเป็นการทดสอบเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าอย่างหนัก
- ข้อมูลระบุว่าในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดตอนกลางวัน พลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนถึงร้อยละ 26.6 ของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนของพลังงานนิวเคลียร์ แต่การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง
- ความท้าทายที่สำคัญคือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลัก ไม่สามารถปรับเพิ่มหรือลดการผลิตได้อย่างรวดเร็ว (Inflexibility) ส่งผลให้ต้องมีการสั่งลดกำลังการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ (Curtailment) ในช่วงกลางวันที่มีไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เข้าระบบจำนวนมากเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบไฟฟ้าเกินกำลัง โดยในปี พ.ศ. 2568 เกิดขึ้นถึง 27 ครั้ง
ผลกระทบ:
– ปัญหานี้คือปรากฏการณ์ ‘Duck Curve’ ที่รุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไฟฟ้าได้อย่างไม่สม่ำเสมอ (Intermittent RE) เข้าสู่ระบบในปริมาณมาก โดยปราศจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Grid Flexibility) เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS), สายส่ง และโรงไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น (Flexible Generation) จะสร้างความท้าทายอย่างใหญ่หลวงต่อการดำเนินงานของระบบไฟฟ้า
– การลดกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำและเป็นไฟฟ้าฐาน (Baseload) ถือเป็นการสูญเสียประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปตลาดไฟฟ้าเพื่อสร้างมูลค่าให้กับ ‘ความยืดหยุ่น’ ของระบบ
– สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านพลังงานทั่วโลก โดยตอกย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดใหญ่, เทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และอาจรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานระยะยาว เช่น ไฮโดรเจน เพื่อสร้างสมดุลให้แก่ระบบในอนาคต
ที่มา: The Korea Herald, 11 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : Sony และ TSMC ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่สร้างโรงงานผลิตเซ็นเซอร์รับภาพยุคหน้าที่คุมาโมโตะ
รายละเอียด:
- Sony Group และ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อผลิตชิปเซ็นเซอร์รับภาพ (Image Sensor) รุ่นใหม่ที่โรงงานในจังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเริ่มการผลิตภายในปี พ.ศ. 2572
- โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนกว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Sony จะถือหุ้นประมาณร้อยละ 60 และ TSMC ถือหุ้นประมาณร้อยละ 40 เพื่อผลิตเซ็นเซอร์สำหรับสมาร์ทโฟนระดับสูงและอุปกรณ์ ‘Physical AI’ เช่น หุ่นยนต์และยานยนต์
- การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่นซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึง 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความพยายามของญี่ปุ่นในการฟื้นฟูความเป็นผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์
ผลกระทบ:
– การก่อสร้างโรงงานผลิตชิปขนาดใหญ่นี้จะสร้างอุปสงค์ด้านไฟฟ้ามหาศาลและต่อเนื่องในภูมิภาคคิวชู ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความจำเป็นในการเสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายสายส่งและการลงทุนในโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ เพื่อรองรับโหลดอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
– การลงทุนนี้จะทดสอบขีดความสามารถของ Kyushu Electric Power ซึ่งเป็น Utility ในพื้นที่ ในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูง มีเสถียรภาพ และอาจต้องเป็นพลังงานคาร์บอนต่ำ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายสำคัญระดับโลก
– โครงการขนาดใหญ่นี้สามารถทำหน้าที่เป็น ‘ผู้เช่าหลัก’ (Anchor Tenant) ที่สร้างความคุ้มค่าให้กับการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะในภูมิภาค ซึ่งจะสร้างวงจรเชิงบวกต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ก็มีความท้าทายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้ทันต่อกรอบเวลาการก่อสร้างโรงงาน
ที่มา: Nikkei Asia, 13 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : Kansai Electric และ Kawasaki Heavy Industries เตรียมทดสอบการขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้นอกพื้นที่เป็นครั้งแรก
รายละเอียด:
- บริษัท Kansai Electric Power ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้ร่วมมือกับ Kawasaki Heavy Industries ในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage – CCS)
- โครงการนำร่องนี้จะทำการขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ดักจับได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Maizuru ไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อทำการกักเก็บ
- เป้าหมายของโครงการคือการสร้างและทดสอบเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่ของ CCS ตั้งแต่การดักจับ การขนส่ง ไปจนถึงการกักเก็บ โดยคาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 90
ผลกระทบ:
– การลงทุนในเทคโนโลยี CCUS ของ Utility รายใหญ่สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางเชิงปฏิบัติในการลดการปล่อยคาร์บอนจากสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังความร้อนเดิมที่ไม่สามารถปลดระวางได้ในทันที และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
– ประเด็นสำคัญของโครงการนี้คือการมุ่งเน้นไปที่ ‘การขนส่ง’ CO2 ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายหลักของเทคโนโลยี CCUS การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานด้านการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นทางเรือหรือท่อส่ง จะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายผลการใช้เทคโนโลยีนี้ในวงกว้าง และอาจเปิดทางสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ของ Utility ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้า แต่ยังเป็นผู้ให้บริการ ‘การจัดการคาร์บอน’
– โครงการนี้ชี้ให้เห็นถึงการถกเถียงเชิงนโยบายที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับบทบาทของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มาพร้อมกับ CCUS ในอนาคต เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่แต่ละประเทศต้องตัดสินใจ
ที่มา: Kyodo News, 8 สิงหาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : ญี่ปุ่นศึกษาบทเรียนจากไอซ์แลนด์ มหาอำนาจด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อปลดล็อกศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพ
รายละเอียด:
- บทความเชิงวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานการณ์พลังงานของญี่ปุ่นกับไอซ์แลนด์ ซึ่งสามารถพึ่งพาพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) และพลังน้ำ (Hydropower) เป็นหลัก ทำให้มีต้นทุนค่าสาธารณูปโภคที่ต่ำ แม้จะมีค่าครองชีพสูง
- ญี่ปุ่นมีศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ปัจจุบันมีการใช้งานเพื่อผลิตไฟฟ้าเพียงร้อยละ 0.3 ของการผลิตทั้งหมดเท่านั้น
- อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพในญี่ปุ่น ได้แก่ ต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่สูง, ความกังวลต่อผลกระทบด้านภูมิทัศน์เนื่องจากแหล่งศักยภาพส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และการต่อต้านจากอุตสาหกรรมบ่อน้ำพุร้อน (Onsen) ซึ่งกังวลว่าแหล่งน้ำจะได้รับผลกระทบ
ผลกระทบ:
– ประเด็นนี้สะท้อนถึงทางเลือกเชิงนโยบายที่ซับซ้อนของญี่ปุ่นในการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายการลดคาร์บอนและความมั่นคงทางพลังงาน กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น (การท่องเที่ยวจากออนเซ็น)
– การปลดล็อกศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพจะช่วยให้ญี่ปุ่นมีแหล่งไฟฟ้าฐาน (Baseload) ที่มีเสถียรภาพ เป็นพลังงานสะอาด และมาจากแหล่งในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (LNG และถ่านหิน) ได้อย่างมีนัยสำคัญ และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน
– ความล่าช้าในการพัฒนาแสดงให้เห็นถึงอุปสรรคที่ไม่ใช่ด้านเทคนิคของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็ง การสร้างการยอมรับทางสังคม และการปฏิรูปกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย เป็นบทเรียนสำหรับประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพทรัพยากรที่ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์
ที่มา: Kyodo News, 7 สิงหาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- เลขาธิการอาเซียนเรียกร้องให้เกาหลีใต้เพิ่มการลงทุนในโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาค
- กำไรสุทธิของ KEPCO ในไตรมาสที่ 2 ลดลงอย่างมากจากยอดขายไฟฟ้าที่ลดลงและต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายทางการเงินของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า
- การแข่งขันในตลาดระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ของเกาหลีใต้ทวีความรุนแรงขึ้น โดย 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านแบตเตอรี่ (Samsung SDI, SK On, LG Energy Solution) กำลังเตรียมเข้าประมูลโครงการของรัฐบาลมูลค่า 1 ล้านล้านวอน โดยเทคโนโลยี LFP กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ
- รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศ 7 โครงการเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็ก (SMR) และพลังงานฟิวชัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
- รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมออกมาตรการที่ครอบคลุมเพื่อส่งเสริมและกำกับดูแลเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางกรอบนโยบายรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมที่จะสร้างโหลดไฟฟ้ามหาศาลในอนาคต