ประเด็นประเด็นข่าวที่ 1 : PJM เสนอ 3 แนวทางปฏิรูปตลาด Capacity ครั้งใหญ่ เพื่อรับมือความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงและสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า
รายละเอียด:
- PJM Interconnection ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ได้เผยแพร่เอกสารสมุดปกขาว (White Paper) ชื่อ “Powering Reliability Through Market Design” โดยเสนอ 3 กรอบแนวคิดหลักเพื่อปฏิรูปตลาดกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Capacity Market) ครั้งสำคัญ
- นาย David Mills ประธานและซีอีโอของ PJM กล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถยั่งยืนได้อีกต่อไป และภูมิภาคมีเวลาเป็นหลักปี ไม่ใช่ทศวรรษ ในการตัดสินใจเลือกแนวทางอย่างรอบคอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก Data Center และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
- 3 แนวทางที่นำเสนอ ได้แก่ 1) การสร้างเสถียรภาพให้ตลาด Capacity Market ปัจจุบัน โดยเน้นการทำสัญญาระยะยาวเพื่อป้องกันความผันผวนของราคา 2) การสร้างกลไกความเชื่อถือได้ที่แตกต่างกัน (Differential Reliability) ซึ่งอาจหมายถึงการปันส่วนความมั่นคงของไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟประเภทต่างๆ หรือตามพื้นที่ และ 3) การเปลี่ยนไปเน้นตลาดซื้อขายพลังงานและบริการเสริม (Energy & Ancillary Services Market) เป็นหลัก และลดบทบาทของตลาด Capacity ลงเหลือเพียงกลไกสำรอง
ผลกระทบ:
การปฏิรูปครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างรายได้และรูปแบบการลงทุนของโรงไฟฟ้าทุกประเภทในพื้นที่ PJM ซึ่งครอบคลุม 13 รัฐ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ และผลตอบแทนของโรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่พึ่งพารายได้จากตลาด Capacity เป็นหลัก
ประเด็นนี้สะท้อนถึงความท้าทายในระดับสากลที่ตลาดไฟฟ้าหลายแห่งกำลังเผชิญ คือความพยายามในการปรับปรุงโครงสร้างตลาดไฟฟ้าดั้งเดิมให้สามารถรองรับพลวัตของระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ ทั้งการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนที่ไม่สม่ำเสมอ และการเติบโตของโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีพฤติกรรมเฉพาะตัวเช่น Data Center ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายพลังงานทั่วโลก
ที่มา:
Utility Dive, 7 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 2 : AEP ส่งสัญญาณอาจถอนตัวออกจากตลาด PJM และ SPP เหตุไม่พอใจความล่าช้าของกระบวนการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า
รายละเอียด:
- นาย Bill Fehrman ประธานและซีอีโอของ American Electric Power (AEP) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทสาธารณูปโภค (Utility) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อกระบวนการเชื่อมต่อโครงการผลิตไฟฟ้าเข้ากับระบบโครงข่าย (Interconnection) ของ PJM และ Southwest Power Pool (SPP) ที่มีความล่าช้าอย่างมาก
- AEP ระบุว่าบริษัทมีโครงการที่ทำสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ (ส่วนใหญ่คือ Data Center) แล้วถึง 63 GW ที่ต้องเชื่อมต่อภายในปี 2573 แต่ความล่าช้าของกระบวนการในตลาดไฟฟ้าทำให้บริษัทไม่มั่นใจว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันเวลา
- ด้วยเหตุนี้ AEP จึงกำลังอยู่ในขั้นตอนการประเมินทางเลือกต่างๆ รวมถึงการพิจารณาถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของตลาดไฟฟ้า PJM และ SPP ซึ่งถือเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวและไม่เคยปรากฏมาก่อนจากบริษัทยูทิลิตี้ขนาดใหญ่
ผลกระทบ:
การส่งสัญญาณดังกล่าวสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อองค์กรผู้บริหารจัดการตลาดไฟฟ้า (RTOs) และคณะกรรมการกำกับดูแลพลังงานของรัฐบาลกลาง (FERC) ให้ต้องเร่งปฏิรูปกระบวนการ Interconnection ที่เป็นคอขวดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
หากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง AEP ตัดสินใจถอนตัวออกจากตลาดไฟฟ้าจริง อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดค้าส่งไฟฟ้าของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มการลดบทบาทของตลาดกลาง (De-regionalization) ซึ่งยูทิลิตี้อาจหันกลับไปพัฒนาระบบไฟฟ้าในรูปแบบบูรณาการแนวดิ่ง (Vertically Integrated) มากขึ้นเพื่อตอบสนองโหลดขนาดใหญ่โดยตรง
ที่มา:
T&D World, 6 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 3 : NERC ออกประกาศเตือนภัยระดับ 3 สั่งการด่วนให้ผู้เกี่ยวข้องจัดการความเสี่ยงจากโหลดไฟฟ้าของ Data Center
รายละเอียด:
- North American Electric Reliability Corporation (NERC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าในอเมริกาเหนือ ได้ออกประกาศเตือนภัยระดับ 3 (Level 3 Alert) ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เพื่อแจ้งเตือนถึง “ความเสี่ยงเฉพาะหน้า” ที่เกิดจากโหลดไฟฟ้าประเภทประมวลผล (Computational Loads) เช่น ศูนย์ข้อมูล AI และการขุดสกุลเงินดิจิทัล
- การเตือนภัยนี้มีขึ้นหลังจากพบกรณีที่โหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่เหล่านี้มีการลดการใช้ไฟฟ้าลงอย่างกะทันหัน หรือมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ไฟฟ้าที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
- NERC ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้วางแผนและผู้ควบคุมระบบส่งไฟฟ้า (Transmission Planners and Operators) ต้องดำเนินการ 7 มาตรการที่จำเป็นภายในวันที่ 3 สิงหาคม เพื่อจัดการความเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงแบบจำลองทางไฟฟ้า การเก็บข้อมูล และกระบวนการทดสอบก่อนการเชื่อมต่อเชิงพาณิชย์
ผลกระทบ:
การออกประกาศเตือนระดับสูงสุดนี้ สะท้อนว่าพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาด้านปริมาณความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นปัญหาเชิงพลวัตต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ผู้ดูแลระบบโครงข่ายต้องเผชิญ
มาตรการที่ NERC สั่งการจะนำไปสู่กฎเกณฑ์การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายที่เข้มงวดขึ้นสำหรับ Data Center โดยอาจบังคับให้ต้องมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ณ ที่ตั้งโครงการ เพื่อบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงของโหลด (Ramp Rate Control) และลดผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าโดยรวม ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนสถานะของ Data Center จากผู้ใช้ไฟฟ้า (Load) ไปสู่การเป็นทรัพยากรในระบบไฟฟ้า (Grid Resource) ที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของกริด
ที่มา:
Utility Dive, 5 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 4 : Exelon ปรับแผนลงทุนครั้งใหญ่ ลดงบระบบจำหน่าย-เพิ่มงบระบบส่ง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รับมือโจทย์ค่าไฟฟ้าและโหลดขนาดใหญ่
รายละเอียด:
- Exelon Corporation บริษัทโฮลดิ้งด้านสาธารณูปโภครายใหญ่ ประกาศปรับแผนการลงทุน (Capital Expenditure Plan) สำหรับช่วงปี 2569-2572 เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันด้านค่าไฟฟ้า (Affordability) และความต้องการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายของลูกค้ารายใหญ่
- แผนใหม่นี้มีการลดหรือชะลอการลงทุนในโครงการระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Distribution) ของบริษัทในเครืออย่าง PECO และ Baltimore Gas and Electric ลง 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในขณะเดียวกันได้เพิ่มงบประมาณการลงทุนในโครงการระบบส่งไฟฟ้า (Transmission) ขึ้น 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- นาย Calvin Butler ซีอีโอของ Exelon กล่าวว่าการปรับเปลี่ยนนี้เป็นการตัดสินใจอย่างรอบคอบเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขยายระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการเชื่อมต่อโหลดขนาดใหญ่ เช่น Data Center
ผลกระทบ:
การตัดสินใจของ Exelon สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของบริษัทยูทิลิตี้ขนาดใหญ่ ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างแรงกดดันทางการเมืองและสังคมในเรื่องค่าไฟฟ้า กับโอกาสทางธุรกิจในการรองรับการเติบโตของโหลดไฟฟ้าใหม่ๆ
การให้ความสำคัญกับการลงทุนในระบบส่งไฟฟ้ามากกว่าระบบจำหน่าย อาจบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ยูทิลิตี้จะมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างผลตอบแทนได้ชัดเจนจากการเชื่อมต่อลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลให้การปรับปรุงระบบจำหน่ายเพื่อรองรับทรัพยากรพลังงานแบบกระจายตัว (DERs) หรือการทำ Grid Modernization ในภาพรวมมีความสำคัญลดลง หากประเด็นเรื่องค่าไฟฟ้ายังคงเป็นข้อจำกัดหลัก
ที่มา:
Utility Dive, 7 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 5 : CAISO รายงานการเปิดตัวตลาดซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้าข้ามพื้นที่ (EDAM) ในฝั่งตะวันตกเป็นไปอย่างราบรื่น
รายละเอียด:
- California Independent System Operator (CAISO) รายงานว่าการเปิดดำเนินการตลาดซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้าแบบข้ามพื้นที่ (Extended Day-Ahead Market – EDAM) เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีเสถียรภาพ
- ตลาด EDAM ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการตลาดไฟฟ้าในภาคตะวันตกของสหรัฐฯ โดยอนุญาตให้ผู้มีส่วนร่วมในตลาดจากรัฐต่างๆ สามารถซื้อขายและวางแผนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าล่วงหน้า 24 ชั่วโมงร่วมกันได้ ซึ่งมี PacifiCorp เป็นผู้เข้าร่วมรายแรก
- นาย Elliot Mainzer ซีอีโอของ CAISO คาดการณ์ว่าระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในตลาดใหม่นี้ เนื่องจากความสามารถในการบริหารจัดการพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่มีปริมาณมากในช่วงกลางวันในแคลิฟอร์เนีย และส่งไปขายยังพื้นที่อื่นที่มีความต้องการ
ผลกระทบ:
การเปิดตัวตลาด EDAM จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ของระบบไฟฟ้าในภาคตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลดการตัดทอนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Curtailment) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย และเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบโดยรวมผ่านการใช้ทรัพยากรโรงไฟฟ้าร่วมกันในพื้นที่ที่กว้างขึ้น
รูปแบบตลาด EDAM อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับภูมิภาคอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูง และการบริหารจัดการระบบโครงข่ายที่แยกส่วนกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีตลาดกลางที่โปร่งใสและครอบคลุมพื้นที่กว้างในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ที่มา:
Utility Dive, 7 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 6 : ผู้ประกอบการ BESS ในสหรัฐฯ เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งรูปแบบรายได้ที่ซับซ้อนและข้อจำกัดทางการเงินจากกฎเกณฑ์ FEOC
รายละเอียด:
- ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ว่า รูปแบบธุรกิจของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ในสหรัฐฯ กำลังมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยรายได้หลักกำลังเปลี่ยนจากการซื้อขายไฟฟ้าตามราคา (Arbitrage) เพียงอย่างเดียว ไปสู่การผสมผสานรายได้จากหลายส่วน (Revenue Stacking) ทั้งจากตลาด Capacity, บริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว
- โดยเฉพาะในตลาด ERCOT (เท็กซัส) ซึ่งมีการติดตั้ง BESS จำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูงและรายได้จากความผันผวนของราคาลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้ประกอบการต้องพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น
- นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับ Foreign Entity of Concern (FEOC) ที่ออกมาโดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทานและเป็นอุปสรรคต่อการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Investment Tax Credit – ITC) ทำให้นักพัฒนาต้องหาแหล่งเงินทุนทางเลือก เช่น การใช้ที่ดินโครงการเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ผลกระทบ:
ยุคของการลงทุน BESS ที่หวังผลตอบแทนสูงในระยะสั้นจากตลาด Merchant กำลังจะสิ้นสุดลง ความสำเร็จในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความเสี่ยง การสร้างแบบจำลองทางการเงินที่ซับซ้อน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย
กฎเกณฑ์ FEOC กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ ซึ่งจะผลักดันให้เกิดการสร้างฐานการผลิตในประเทศหรือในกลุ่มประเทศพันธมิตรมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้ต้นทุนโครงการสูงขึ้นและชะลอการเติบโตในระยะสั้น
ที่มา:
Energy Storage News, 7 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 7 : รายงานเผยโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในสหรัฐฯ เผชิญปัญหาคุณภาพการผลิต โดยเฉพาะการบัดกรี ในช่วงเร่งขยายกำลังการผลิต
รายละเอียด:
- รายงานการตรวจสอบคุณภาพโรงงานประจำปี 2569 จาก Intertek CEA ซึ่งเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรม เผยให้เห็นถึงปัญหาด้านคุณภาพที่สำคัญในโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์แห่งใหม่ๆ ในสหรัฐอเมริกา
- ปัญหาที่พบมากที่สุดคือข้อบกพร่องในการบัดกรี (Soldering) ทั้งภายในเซลล์และระหว่างเซลล์ ซึ่งถูกตรวจพบผ่านการถ่ายภาพด้วยเทคนิค Electroluminescence (EL) โดยโรงงานบางแห่งในสหรัฐฯ มีอัตราการซ่อมงาน (Re-work Rate) สูงถึง 62% ในปี 2568
- รายงานเปรียบเทียบว่าโรงงานที่ดำเนินการมานานในจีนมีอัตราผลผลิต (Yield Rate) ใกล้เคียง 100% และมีอัตราการซ่อมงานที่ต่ำมาก ในขณะที่โรงงานใหม่ในสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเร่งขยายกำลังการผลิตภายใต้นโยบาย Inflation Reduction Act (IRA) ยังขาดความชำนาญและกระบวนการควบคุมคุณภาพที่เทียบเท่า
ผลกระทบ:
ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่สำคัญของการย้ายฐานการผลิต (Onshoring) กลับมายังสหรัฐฯ แม้นโยบายภาครัฐจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้ แต่การสร้างความเชี่ยวชาญและรักษามาตรฐานคุณภาพการผลิตระดับสากลเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องใช้เวลา
คุณภาพของแผงโซลาร์เซลล์ที่ผลิตในประเทศอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านความเชื่อถือได้ในระยะยาวสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในสหรัฐฯ และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ “Made in America” หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ที่มา:
pv magazine USA, 7 พฤษภาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- NRG ใกล้จะเสร็จสิ้นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาด 415 เมกะวัตต์ในฮูสตัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุน Texas Energy Fund เพื่อเสริมสร้างกำลังผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงในรัฐเท็กซัส
- โครงการโซลาร์ฟาร์มพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 111 MW / 340 MWh ของบริษัท Longroad Energy ในรัฐแอริโซนา ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว โดยจะจำหน่ายไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้รับซื้อไฟฟ้าชุมชน (CCA) ในแคลิฟอร์เนีย
- บริษัท CMBlu Energy ซึ่งพัฒนาแบตเตอรี่ไหลเวียนแบบออร์แกนิก (Organic Flow Battery) ได้ระดมทุนเพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นการให้บริการแก่ตลาดศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ติดข้อจำกัดด้าน Foreign Entity of Concern (FEOC)
- FERC กำหนดเส้นตายในเดือนมิถุนายนเพื่อพิจารณาการปรับปรุงกฎเกณฑ์การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ (Large Loads) เช่น ศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าหน่วยงานกำกับดูแลระดับสหพันธรัฐกำลังตอบสนองต่อแนวโน้มการเติบโตของโหลดรูปแบบใหม่
- Unigrid บริษัทเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เสนอรูปแบบธุรกิจใหม่สำหรับการให้เช่าแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 25 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น (Zero-down Leasing) ซึ่งจะนำร่องโครงการในแคลิฟอร์เนีย
