ประเด็นประเด็นข่าวที่ 1 : PJM Interconnection เปิดรับคำขอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าอีกครั้งหลังปิดปรับปรุงนาน 2 ปี พบก๊าซธรรมชาติและระบบกักเก็บพลังงานนำโด่ง
รายละเอียด:
- PJM ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ได้กลับมาเปิดรับคำขอเชื่อมต่อโครงการผลิตไฟฟ้าใหม่ (Interconnection Queue) อีกครั้ง หลังจากหยุดรับคำขอมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เพื่อปฏิรูปกระบวนการและจัดการกับโครงการที่ค้างท่อจำนวนมาก
- ข้อมูลเบื้องต้นเผยว่ามีโครงการยื่นขอเชื่อมต่อกว่า 800 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตรวมสูงถึง 220 GW โดยมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดที่ 106 GW ตามมาด้วยระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 67 GW, พลังงานนิวเคลียร์ 18 GW, พลังงานแสงอาทิตย์ 15 GW, โซลาร์ฟาร์มพร้อมแบตเตอรี่ 9 GW และพลังงานลม 5 GW
- PJM ได้ปรับปรุงกระบวนการใหม่เป็นแบบ “first-ready, first-served” ซึ่งให้สิทธิ์โครงการที่มีความพร้อมด้านการเงินและการครอบครองพื้นที่ก่อน แทนที่ระบบ “first-come, first-served” แบบเดิม เพื่อลดจำนวนโครงการที่ไม่จริงจังและแก้ปัญหาคอขวด
ผลกระทบ:
- การที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุดสะท้อนความกังวลอย่างหนักต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งต้องการแหล่งพลังงานที่พึ่งพาได้และจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง (Dispatchable Power) เพื่อรองรับการเติบโตของ AI
- แม้พลังงานสะอาดจะยังคงเติบโต แต่ปริมาณคำขอ BESS ที่สูงถึง 67 GW ชี้ให้เห็นว่าระบบกักเก็บพลังงานได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบไฟฟ้า และเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน
- บทเรียนสำคัญคือ แม้จะมีนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด แต่ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากภาระโหลดขนาดใหญ่ (Large Load) ทำให้ผู้ดำเนินการระบบจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานดั้งเดิมเพื่อความมั่นคงในระยะสั้น-กลาง ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว
ที่มา: Utility Dive, 29 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 2 : กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ยอมรับนโยบายภาครัฐเป็นอุปสรรคต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน วุฒิสมาชิกขู่คว่ำกฎหมายปฏิรูปการอนุญาต
รายละเอียด:
- นาย Carl Coe หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) กล่าวในงานประชุม Solar & Energy Storage Summit ว่ารัฐบาลต้องทำให้การสร้างสิ่งต่างๆ (Get things built) ง่ายขึ้น และยอมรับว่านโยบายภาครัฐกำลังเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาโครงการพลังงาน
- คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์มากกว่าพลังงานหมุนเวียน และมีกรณีที่กระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนาย Doug Burgum จ่ายเงินชดเชยให้บริษัทพลังงานเพื่อยกเลิกโครงการลมนอกชายฝั่ง
- วุฒิสมาชิก Martin Heinrich และ Angus King ได้ออกมาตอบโต้โดยขู่ว่าจะไม่สนับสนุนร่างกฎหมายปฏิรูปกระบวนการอนุญาต (Permitting Reform) หากรัฐบาลยังคงขัดขวางหรือชะลอการอนุมัติโครงการพลังงานหมุนเวียนอย่างไม่เป็นธรรม
ผลกระทบ:
- ความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสหรัฐฯ โดยเฉพาะโครงการสายส่งและพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการขออนุญาตนับสิบปี
- การที่ DOE และกระทรวงมหาดไทยถูกมองว่าเอนเอียงไปทางเชื้อเพลิงฟอสซิลและนิวเคลียร์ สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนในภาคพลังงานหมุนเวียน และอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
- บทเรียนที่น่าสนใจคือ แม้ BESS จะสามารถพัฒนาและก่อสร้างได้เร็วกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (12-24 เดือน) แต่การขาดนโยบายที่ชัดเจนและเป็นกลางในการปฏิรูปกระบวนการอนุญาตสำหรับโครงการขนาดใหญ่ (เช่น สายส่ง HVDC) จะยังคงเป็นคอขวดสำคัญที่จำกัดศักยภาพการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาพรวม
ที่มา: Energy-Storage.News, 30 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 3 : FirstEnergy คัดค้านแผนจัดหาไฟฟ้าฉุกเฉินสำหรับศูนย์ข้อมูลของ PJM ชี้อาจผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟรายย่อย
รายละเอียด:
- นาย Brian Tierney ซีอีโอของ FirstEnergy แสดงความกังวลต่อแผน “Reliability Backstop Procurement” ของ PJM ที่จะจัดหาไฟฟ้าสำรองประมาณ 15 GW เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากศูนย์ข้อมูล
- Tierney คัดค้านกลไกการประมูลในระยะที่สองของแผน ซึ่ง PJM จะเข้ามาเป็นตัวกลางในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและกระจายต้นทุนไปยังบริษัทสาธารณูปโภค (Utility) ซึ่งท้ายที่สุดอาจผลักภาระค่าใช้จ่ายไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย
- FirstEnergy เสนอว่าผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าควรทำสัญญาซื้อขายโดยตรงกับผู้ใช้ไฟขนาดใหญ่ (ศูนย์ข้อมูล) และต้นทุนการอัพเกรดโครงข่ายไฟฟ้าที่จำเป็นควรถูกรับผิดชอบโดยผู้ที่สร้างภาระโหลดนั้น ไม่ใช่ผู้ใช้ไฟทั่วไป
ผลกระทบ:
- ประเด็นนี้สะท้อนถึงความท้าทายพื้นฐานในการจัดสรรต้นทุน (Cost Allocation) ของโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เมื่อมีภาระโหลดขนาดใหญ่และกระจุกตัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกระบบกริดทั่วโลกกำลังเผชิญ
- รูปแบบธุรกิจของ Utility กำลังถูกท้าทาย โดย Utility อย่าง FirstEnergy ต้องการมีส่วนร่วมในการลงทุนอัพเกรดระบบเพื่อให้บริการศูนย์ข้อมูลและได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (Rate of Return) แทนที่จะให้ PJM เป็นตัวกลางซึ่งอาจทำให้ Utility ต้องรับความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Risk) โดยไม่มีผลตอบแทน
- การเติบโตของศูนย์ข้อมูล AI กำลังผลักดันให้เกิดการทบทวนการออกแบบตลาดไฟฟ้าและกฎระเบียบการเชื่อมต่อโครงข่ายครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและส่งสัญญาณราคาที่ถูกต้องไปยังผู้ที่สร้างความต้องการไฟฟ้ามหาศาล
ที่มา: Utility Dive, 30 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 4 : แคลิฟอร์เนียเสนอร่างกฎหมาย 2 ฉบับ บังคับให้ Utility เพิ่มประสิทธิภาพการใช้โครงข่ายไฟฟ้า หวังลดค่าไฟที่พุ่งสูง
รายละเอียด:
- สภานิติบัญญัติแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียกำลังพิจารณาร่างกฎหมาย Assembly Bill 1975 และ Senate Bill 905 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบังคับให้บริษัทสาธารณูปโภครายใหญ่อย่าง PG&E, SCE และ SDG&E ต้องวัดผลและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากระบบสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า (Grid Utilization) ที่มีอยู่
- ใจความสำคัญคือการลดการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่เกินความจำเป็นเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าสูงสุดเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อปี และหันมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบควบคุมกริดขั้นสูง และทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (DERs) อย่างโซลาร์พร้อมแบตเตอรี่และโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) เพื่อบริหารจัดการโหลดแทน
- วุฒิสมาชิก Josh Becker ผู้เสนอร่างกฎหมาย ระบุว่าการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ค่าไฟฟ้ากำลังเป็นปัญหา และจะช่วยประหยัดเงินลงทุนได้มหาศาลในระยะยาว
ผลกระทบ:
- กฎหมายนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากแนวคิดเดิมที่ Utility จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ (Capital Investment) ไปสู่รูปแบบที่เน้นประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Performance-Based Regulation) ซึ่งอาจเป็นต้นแบบให้กับรัฐอื่นๆ ในการควบคุมค่าไฟฟ้า
- เป็นการผลักดันให้ Utility ต้องเปิดรับโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ DERs และ VPPs มากขึ้น โดยเปลี่ยนบทบาทจากผู้สร้างสินทรัพย์ขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้บริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายที่มีความซับซ้อน
- หากกฎหมายนี้ผ่าน จะเป็นการสร้างกลไกตลาดและแรงจูงใจให้เกิดการใช้เทคโนโลยี Grid-Enhancing Technologies (GETs) และ Non-Wires Alternatives (NWAs) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานและลดความจำเป็นในการสร้างสายส่งใหม่ที่ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง
ที่มา: Canary Media, 30 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 5 : LG Energy Solution เดินหน้าลงทุนโรงงานในสหรัฐฯ ตั้งเป้ากำลังการผลิตแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) เกิน 50 GWh ภายในสิ้นปี
รายละเอียด:
- แม้ LG Energy Solution (LG ES) จะรายงานผลประกอบการขาดทุนในไตรมาสแรกของปี 2569 แต่บริษัทยืนยันว่าการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโรงงานผลิตเซลล์แบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ในสหรัฐฯ กำลังเป็นไปตามแผน
- บริษัทกำลังจะเปิดโรงงานผลิตเซลล์ ESS ในอเมริกาเหนือให้ครบ 5 แห่งภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตรวมกว่า 50 GWh ต่อปี เพื่อตอบสนองความต้องการในตลาด BESS ของสหรัฐฯ
- กลยุทธ์ของ LG ES คือการเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สามารถส่งมอบเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ที่มีสัดส่วนการผลิตในประเทศ (Domestic Content) สูงพอที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามกฎหมาย OBBBA และไม่เข้าข่ายข้อจำกัดด้าน Foreign Entity of Concern (FEOC)
ผลกระทบ:
- การลงทุนของ LG ES เป็นการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ในสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีนและตอบสนองต่อนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐบาล
- การมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ในประเทศจะช่วยให้นักพัฒนาโครงการ BESS ในสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี Investment Tax Credit (ITC) ที่มีโบนัส Domestic Content เพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนโครงการลดลงและเร่งการติดตั้ง BESS ทั่วประเทศ
- แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลกกำลังปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป โดยการสร้างโรงงานในตลาดหลักเพื่อลดความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนและใช้ประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนของแต่ละประเทศ
ที่มา: Energy-Storage.News, 30 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 6 : PG&E เตรียมยื่นแผน 10 ปี นำสายไฟฟ้าลงใต้ดินเพิ่ม 5,000 ไมล์ เพื่อลดความเสี่ยงไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย
รายละเอียด:
- บริษัท Pacific Gas & Electric (PG&E) กำลังเตรียมการยื่นเสนอแผนการลงทุนระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2571-2580) ต่อหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน (Undergrounding) เพิ่มเติมอีกประมาณ 5,000 ไมล์ ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟป่า
- นาง Patti Poppe ซีอีโอของ PG&E ระบุว่าแผนดังกล่าวจะใช้งบประมาณราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ควบคู่ไปกับการเสริมความแข็งแกร่งของสายไฟฟ้าเหนือดิน (Overhead Wires Hardening) อีก 4,000 ไมล์
- การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงที่อุปกรณ์ไฟฟ้าจะเป็นต้นเหตุของไฟป่า ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สร้างความเสียหายและภาระหนี้สินมหาศาลให้แก่บริษัท
ผลกระทบ:
- นี่คือหนึ่งในโครงการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Grid Hardening for Climate Resilience) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่า Utility ต้องปรับตัวและลงทุนมหาศาลเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น
- ต้นทุนการลงทุนที่สูงถึงพันล้านดอลลาร์ต่อปี จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคในแคลิฟอร์เนียต้องจ่าย ซึ่งสร้างความท้าทายด้านความสามารถในการจ่าย (Affordability) และเป็นโจทย์สำคัญสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลในการพิจารณาอนุมัติแผน
- การนำสายไฟฟ้าลงดินเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีต้นทุนสูงมากเมื่อเทียบกับการเสริมความแข็งแกร่งของสายเหนือดิน กรณีของ PG&E จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ Utility อื่นๆ ในการประเมินความคุ้มค่าระหว่างต้นทุนการลงทุนและความเสี่ยงที่ลดลง
ที่มา: T&D World, 30 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 7 : เมือง Ann Arbor รัฐมิชิแกน เปิดตัวโครงการนำร่อง จัดซื้อและติดตั้งโซลาร์และแบตเตอรี่ให้บ้านเรือนโดยตรง
รายละเอียด:
- การไฟฟ้าส่วนท้องถิ่นของเมือง Ann Arbor (Ann Arbor Sustainable Energy Utility – A2SEU) ได้ริเริ่มโครงการนำร่องซึ่งถือเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้จัดซื้อและติดตั้งระบบโซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ (Solar-plus-Storage) ให้กับบ้านเรือนของประชาชนโดยตรง
- โครงการนี้แตกต่างจากโปรแกรมโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) ทั่วไปที่อาศัยอุปกรณ์ที่เจ้าของบ้านจัดซื้อเอง แต่นี่เป็นรูปแบบที่เทศบาลเป็นเจ้าของสินทรัพย์โดยตรง โดยใช้ระบบกักเก็บพลังงานของ FranklinWH
- เป้าหมายของโครงการคือการทดสอบการใช้ทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเพิ่มการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นไปที่ย่านที่ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูง
ผลกระทบ:
- โมเดลนี้เป็นการท้าทายรูปแบบธุรกิจของการไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (Investor-Owned Utility) อย่างสิ้นเชิง โดยแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่นสามารถเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการเป็นเจ้าของและบริหารจัดการ DERs เพื่อประโยชน์สาธารณะ
- การที่เทศบาลเป็นเจ้าของสินทรัพย์อาจช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถลงทุนติดตั้งระบบเองได้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญด้านความเท่าเทียมทางพลังงาน (Energy Equity)
- หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับเมืองอื่นๆ ทั่วสหรัฐฯ ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับชุมชน ลดการพึ่งพาระบบส่งไฟฟ้าขนาดใหญ่ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจากระดับฐานราก
ที่มา: pv magazine USA, 30 เมษายน 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- กระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ จ่ายเงินเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อยุติโครงการลมนอกชายฝั่ง ทำให้พรรคเดโมแครตเริ่มการสอบสวนถึงความเหมาะสมและความชอบด้วยกฎหมายของข้อตกลงดังกล่าว
- DTE Energy ประกาศแผนระงับการขึ้นค่าไฟเป็นเวลา 2 ปี โดยมีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับความสำเร็จของโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ของ Oracle ในรัฐมิชิแกน ซึ่งจะมาพร้อมกับ BESS ขนาดใหญ่
- Electrochemistry Foundry ศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่ในแคลิฟอร์เนีย ได้รับทุน 28 ล้านดอลลาร์จากคณะกรรมการพลังงานแห่งแคลิฟอร์เนีย (CEC) เพื่อสร้างโรงงานต้นแบบสำหรับช่วยสตาร์ทอัพด้านแบตเตอรี่ในการขยายขนาดการผลิต
- ESS Tech ผู้ผลิตแบตเตอรี่ไอรอนโฟลว์ ประกาศความร่วมมือกับ Alsym Energy เพื่อเพิ่มแบตเตอรี่โซเดียม-ไอออนที่ผลิตในสหรัฐฯ ขนาด 8.5 GWh เข้าสู่สายผลิตภัณฑ์ของตนเอง
- U.S. Steel ประกาศลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์สร้างโรงงานผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำในรัฐอาร์คันซอ ซึ่งจะกลายเป็นภาระโหลดขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยพลังงานปริมาณมหาศาลจากระบบไฟฟ้า
