รายงานข่าวพลังงานสหรัฐฯ (USA Weekly) ประจำสัปดาห์ 25-Jul-2026 ถึง 31-Jul-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : PJM เสนอแผนจัดประมูลกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Backstop Auction) และมาตรการจัดการโหลด Data Center เพื่อแก้ปัญหากำลังผลิตสำรองขาดแคลน
รายละเอียด:
- คณะกรรมการของ PJM Interconnection ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ได้เสนอแผนการดำเนินงาน 2 ส่วนหลักเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการประมูลกำลังผลิตไฟฟ้า (Capacity Auction) สำหรับปี 2571-2572 ที่ผ่านมา พบว่ามีกำลังผลิตขาดแคลนถึง 6.8 GW
- แผนส่วนแรก คือ การจัดประมูลกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Backstop Auction) แบบครั้งเดียว ซึ่งจะเริ่มในเดือนกันยายน 2569 เพื่อจัดหาทรัพยากรที่ขาดหายไป โดยมีเป้าหมายสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่หรือระบบกักเก็บพลังงาน
- แผนส่วนที่สอง คือ การออกมาตรการสำหรับโหลดขนาดใหญ่เช่น Data Center ที่เชื่อมต่อกับระบบโดยไม่มีแหล่งผลิตไฟฟ้าของตนเอง จะต้องถูกลดการใช้ไฟฟ้า (Curtailment) ในช่วงเวลาที่ระบบไฟฟ้าใกล้เข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน ข้อเสนอนี้จะถูกยื่นให้คณะกรรมการกำกับดูแลพลังงานของรัฐบาลกลาง (FERC) พิจารณาอนุมัติต่อไป
ผลกระทบ:
การดำเนินการนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการวางแผนระบบไฟฟ้าของ PJM โดยเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าโหลดขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (โดยเฉพาะจาก AI Data Center) จะต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความมั่นคงของระบบมากขึ้น แทนที่จะผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นทั้งหมด โมเดลนี้อาจผลักดันให้ Data Center ต้องทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะยาวกับโครงการพลังงานสะอาดพร้อมระบบกักเก็บพลังงาน หรือแม้กระทั่งพิจารณาแหล่งผลิตไฟฟ้าเฉพาะพื้นที่ เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดเล็ก หรือ SMRs
การจัดประมูล Backstop Auction เป็นมาตรการระยะสั้นที่จำเป็นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่อาจส่งผลต่อโครงสร้างตลาดในระยะยาว โดยอาจเป็นการสร้างสัญญาผูกพันระยะยาว (สูงสุด 15 ปี) ให้กับโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติหรือระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ สิ่งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อส่วนผสมเชื้อเพลิง (Generation Mix) และทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานในพื้นที่ PJM ในทศวรรษหน้า
ที่มา: Utility Dive, 28 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : FCC สั่งห้ามอนุมัติอินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่ที่ผลิตในต่างประเทศ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
รายละเอียด:
- คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ได้บรรจุ “อินเวอร์เตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศ” เข้าไปในรายการอุปกรณ์ที่ถูกควบคุม (Covered List) โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงของชาติและความเสี่ยงจากการถูกแฮกผ่านระบบเครือข่าย
- คำสั่งนี้เป็นการห้าม “การอนุมัติอุปกรณ์รุ่นใหม่” ที่ยังไม่เคยได้รับการรับรองจาก FCC มาก่อน หมายความว่า อินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ จะไม่สามารถนำเข้ามาเพื่อเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม อินเวอร์เตอร์รุ่นเดิมที่ได้รับการอนุมัติจาก FCC ไปแล้วยังคงสามารถนำเข้าและติดตั้งได้ตามปกติ
- คำสั่งดังกล่าวเน้นไปที่อินเวอร์เตอร์อัจฉริยะ (Smart Inverters) ที่มีการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายและสามารถอัปเดตเฟิร์มแวร์จากระยะไกลได้ ซึ่ง FCC มองว่าเป็นช่องโหว่ที่อาจถูกใช้เพื่อควบคุมหรือสั่งปิดระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จากระยะไกลได้
ผลกระทบ:
แม้คำสั่งจะไม่กระทบโครงการที่ใช้รุ่นที่อนุมัติแล้ว แต่จะสร้างภาวะคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Bottleneck) ในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่พึ่งพาการผลิตจากต่างประเทศ (กว่า 93% ของตลาด) การเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในตลาดสหรัฐฯ จะต้องผ่านกระบวนการอนุมัติแบบมีเงื่อนไข (Conditional Approval) จากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) หรือกระทรวงกลาโหม ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตต้องเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานและยื่นแผนการย้ายฐานการผลิตมายังสหรัฐฯ
นโยบายนี้เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff Barrier) ที่รุนแรง และสะท้อนถึงการให้น้ำหนักด้านความมั่นคงของชาติเหนือความเร็วในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งอาจทำให้การพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดล่าช้าลงและมีต้นทุนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะเป็นการสร้างแรงจูงใจมหาศาลให้เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิตอินเวอร์เตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กำลังภายในประเทศ (Onshoring) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานของสหรัฐฯ
ที่มา: pv magazine USA, 28 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : Brookfield และ NextEra ประกาศแผนลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สร้าง Data Center Campus พร้อมแหล่งผลิตไฟฟ้าเฉพาะขนาด 4.6 GW บนที่ดินของ DOE
รายละเอียด:
- กลุ่มความร่วมมือที่นำโดย Brookfield และ NextEra Energy ได้เปิดเผยแผนการลงทุนมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงการ AI Data Center Campus ขนาดใหญ่ ณ ที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน (DOE) ในเมืองปาดูกาห์ รัฐเคนทักกี ซึ่งเคยเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในอดีต
- โครงการนี้จะมาพร้อมกับการก่อสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าเฉพาะ (Dedicated Generation) ขนาดรวม 4.6 GW เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าของแคมปัสโดยเฉพาะ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2 GW และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) 2.6 GW โดยการลงทุนทั้งหมดมาจากภาคเอกชน
- รูปแบบการพัฒนานี้สอดคล้องกับนโยบาย Ratepayer Protection Pledge ของทำเนียบขาว ซึ่งกำหนดให้ผู้พัฒนารับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานของตนเอง โดยไม่ผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยทั่วไป
ผลกระทบ:
โครงการนี้ถือเป็นต้นแบบสำคัญของโมเดล “Bring Your Own Power” สำหรับ Data Center ขนาดมหึมา (Hyperscale) ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาความล่าช้าในการขอเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Interconnection Queue) และลดผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าหลัก การใช้ที่ดินของรัฐบาลกลางที่ไม่ได้ใช้งานแล้วยังเป็นทางออกที่สร้างสรรค์ในด้านการใช้ประโยชน์จากที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ เช่น สายส่ง
การมีระบบ BESS ขนาดใหญ่ถึง 2.6 GW ควบคู่กับโรงไฟฟ้าก๊าซชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความยืดหยุ่น (Flexibility) และความมั่นคง (Firming) ให้กับแหล่งผลิตไฟฟ้า แม้จะเป็นแหล่งผลิตเฉพาะที่ก็ตาม โมเดลนี้อาจกลายเป็นพิมพ์เขียวสำหรับโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ในอนาคตทั่วโลก ที่ต้องบูรณาการแหล่งผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร
ที่มา: POWER Magazine, 29 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : CenterPoint Energy เพิ่มแผนลงทุนอีก 1.2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับโหลดขนาดใหญ่ในฮิวสตัน สะท้อนผลกระทบทางการเงินจาก Data Center
รายละเอียด:
- CenterPoint Energy ประกาศเพิ่มงบประมาณในแผนการลงทุนระยะ 10 ปีอีก 1.2 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดรวมการลงทุนสูงถึง 66.7 พันล้านดอลลาร์จนถึงปี 2578 โดยการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกใช้ภายใน 5 ปีข้างหน้า
- เงินลงทุนส่วนใหญ่ประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ จะถูกนำไปใช้ในการยกระดับระบบสายส่ง (System Upgrades) เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าจากลูกค้าโหลดขนาดใหญ่ (Large-load Customers) ในพื้นที่ฮิวสตัน ซึ่งมีโครงการที่ยื่นขอเชื่อมต่อกับระบบของ ERCOT ภายใต้กระบวนการใหม่ “Batch Zero” รวมกว่า 14 GW
- ส่วนที่เหลืออีก 400 ล้านดอลลาร์ จะใช้สำหรับโครงการปรับปรุงความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าในใจกลางเมืองฮิวสตัน (Downtown Houston Revitalization) ซึ่งรวมถึงการย้ายที่ตั้งสถานีไฟฟ้าแรงสูง
ผลกระทบ:
กรณีของ CenterPoint แสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางการเงินโดยตรงและเป็นรูปธรรมที่เกิดจากความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจาก Data Center และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีต่อแผนการลงทุนของบริษัทสาธารณูปโภค การลงทุนมหาศาลนี้จะถูกรวมเข้าไปในฐานทรัพย์สินที่ใช้คำนวณอัตราค่าไฟฟ้า (Rate Base) ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัท แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันด้านค่าไฟฟ้าที่อาจสูงขึ้นต่อผู้บริโภค
ประเด็นนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนเพื่อขยายและเสริมความแข็งแกร่งของทั้งระบบสายส่ง (Transmission) และระบบจำหน่าย (Distribution) ซึ่งมักถูกมองข้ามเมื่อเทียบกับการลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ การเติบโตของโหลดรูปแบบใหม่นี้กำลังบังคับให้ Utility และหน่วยงานกำกับดูแลต้องทบทวนแนวทางการวางแผนโครงข่ายและโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด
ที่มา: T&D World, 30 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : Eolian เริ่มก่อสร้างโครงการ BESS ขนาด 1.06 GWh ในโอไฮโอ ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ PJM เพื่อรองรับ Data Center และตลาด Capacity
รายละเอียด:
- บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) Eolian ได้เริ่มการก่อสร้างโครงการระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) ชื่อ Flint Grid ขนาด 200 MW / 1.06 GWh ในรัฐโอไฮโอ ซึ่งนับเป็นโครงการ BESS ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีการก่อสร้างในพื้นที่ของ PJM
- โครงการนี้ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงจาก Data Center และกลุ่มอุตสาหกรรมใน New Albany และเป็นโครงการ BESS ขนาดใหญ่โครงการแรกที่ผ่านคุณสมบัติและชนะการประมูลในตลาดกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Capacity Market) ของ PJM สำหรับปี 2570-2571
- โครงการมีระยะเวลาการจ่ายไฟนานกว่า 5 ชั่วโมง (5.3 hours duration) และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ก่อนช่วงเวลาส่งมอบกำลังผลิตในปี 2570-2571
ผลกระทบ:
การพัฒนาโครงการนี้เป็นการตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนกำลังผลิตไฟฟ้าใน PJM โดยตรง และแสดงให้เห็นว่า BESS กำลังกลายเป็นทรัพยากรที่สามารถแข่งขันได้ในการประมูลเพื่อให้บริการกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Firm Capacity) ซึ่งเป็นการแข่งขันและทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (Gas Peaker) แบบดั้งเดิมโดยตรง
การเลือกที่ตั้งโครงการใกล้กับโหลด Data Center เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการให้บริการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระดับท้องถิ่น ลดความแออัดของสายส่ง และบริหารจัดการความผันผวนของโหลดที่เกิดจาก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีระยะเวลาการจ่ายไฟที่ยาวนานยังบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ BESS จะถูกใช้เพื่อการโยกย้ายพลังงาน (Energy Shifting) มากขึ้น จากเดิมที่เน้นเพียงบริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services)
ที่มา: Energy Storage News, 30 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ออกคำสั่งฉุกเฉินให้ SPP เดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบในช่วงคลื่นความร้อนรุนแรง
รายละเอียด:
- กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ได้ออกคำสั่งฉุกเฉินภายใต้อำนาจตามมาตรา 202(c) ของ Federal Power Act ให้กับ Southwest Power Pool (SPP) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระบบโครงข่ายไฟฟ้าในภาคตะวันตกเฉียงใต้
- คำสั่งดังกล่าวให้อำนาจ SPP ในการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าบางแห่งและโรงไฟฟ้าสำรองตามความจำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ในช่วงที่ภูมิภาคกำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเป็นประวัติการณ์
- คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม ถึง 3 สิงหาคม 2569 เพื่อให้ SPP มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการระบบและลดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง
ผลกระทบ:
การออกคำสั่งฉุกเฉินนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของระบบไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น แม้ว่าคำสั่งนี้จะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบ
การดำเนินการดังกล่าวมักเป็นการบังคับให้โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เก่าและมีประสิทธิภาพต่ำต้องเดินเครื่องนอกเหนือไปจากหลักการจ่ายไฟฟ้าตามลำดับต้นทุนการผลิต (Merit Order) ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโดยรวมสูงขึ้นและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) และทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่นสูงเช่น BESS เพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินของกริดในอนาคต
ที่มา: T&D World, 28 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : GM Energy ผลักดันความร่วมมือด้าน Vehicle-to-Grid (V2G) ชี้สามารถลดต้นทุนระบบไฟฟ้าได้ถึง 7 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
รายละเอียด:
- Wade Sheffer ผู้บริหารจาก GM Energy ได้เรียกร้องให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ บริษัทสาธารณูปโภค และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสู่ระบบโครงข่าย (Vehicle-to-Grid หรือ V2G) อย่างเต็มศักยภาพ
- รายงานการศึกษาโดยบริษัทที่ปรึกษา E3 ซึ่งจัดทำเพื่อ GM Energy ประเมินว่าภายในปี 2573 เทคโนโลยี V2G สามารถสร้างมูลค่าให้กับระบบไฟฟ้าของสหรัฐฯ ได้สูงถึง 7 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยมูลค่าหลักมาจากการให้บริการกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Capacity) และการชะลอการลงทุนในระบบสายส่งและจำหน่าย (T&D Deferral)
- GM มีรถยนต์ EV ที่รองรับ V2G แล้วกว่า 250,000 คันบนท้องถนน และกำลังทดสอบการใช้งานร่วมกับสาธารณูปโภคอย่าง PG&E และ DTE Energy โดยคาดว่าเจ้าของรถ EV ที่เข้าร่วมโครงการอาจได้รับผลตอบแทนระหว่าง 680-2,750 ดอลลาร์ต่อคันต่อปี
ผลกระทบ:
ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากการมองยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเพียงผู้บริโภคพลังงาน ไปสู่การเป็นทรัพยากรพลังงานแบบกระจายตัว (DERs) ที่สามารถสร้างเสถียรภาพและลดต้นทุนให้กับระบบไฟฟ้าทั้งหมดได้ ซึ่งมีศักยภาพสูงกว่าการจัดการการชาร์จแบบทางเดียว (V1G) หลายเท่า
อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ยังมีความท้าทายเชิงนโยบายและกฎระเบียบที่สำคัญ เช่น การปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้รองรับการจ่ายไฟกลับเข้าระบบ การสร้างมาตรฐานทางเทคนิคและการสื่อสารที่เป็นหนึ่งเดียว รวมถึงการออกแบบโปรแกรมของ Utility ที่สามารถชดเชยค่าเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ให้กับเจ้าของรถได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับหน่วยงานกำกับดูแลในอนาคต
ที่มา: pv magazine USA, 30 กรกฎาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- คณะกรรมการสาธารณูปโภคของเท็กซัส (PUCT) อนุมัติแผนการตั้ง AI Data Center ข้างฟาร์มกังหันลม โดยกำหนดเงื่อนไขให้ต้องสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วในภาวะฉุกเฉินของกริด
- กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) กำลังพิจารณาทบทวนกฎระเบียบด้านประสิทธิภาพพลังงานสำหรับหม้อแปลงไฟฟ้าที่ประกาศใช้ในสมัยรัฐบาลไบเดน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคเกี่ยวกับผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
- LG Energy Solution รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 กลับมามีกำไร โดยได้แรงหนุนสำคัญจากยอดขายระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) ในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งได้รับประโยชน์จากกฎระเบียบด้านห่วงโซ่อุปทาน (FEOC)
- นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสที่ออสติน พัฒนาเซ็นเซอร์สำหรับติดตั้งบนสายไฟฟ้าที่มีไฟฟ้าอยู่ (Live-Line Sensor) ซึ่งสามารถตรวจจับภัยคุกคามต่อระบบ เช่น กิ่งไม้สัมผัสสายไฟ ก่อนที่จะเกิดเหตุไฟฟ้าดับหรือไฟป่า
- NextEra Energy ประกาศความคืบหน้าในการควบรวมกิจการกับ Dominion Energy ซึ่งจะทำให้กลายเป็นบริษัทสาธารณูปโภคแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเน้นย้ำว่าระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานจะเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ