รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 18-Jul-2026 ถึง 24-Jul-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : มาเลเซียเร่งจัดหาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติรอบใหม่ รับมือความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจาก AI Data Center ท่ามกลางความท้าทายด้านกำลังผลิตสำรอง
รายละเอียด:
- คณะกรรมการพลังงานมาเลเซีย (Energy Commission) กำลังดำเนินการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ Combined Cycle (CCGT) รอบใหม่ (NEWGEN26) เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนในธุรกิจ AI Data Center ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ 5 รายเข้าร่วมการประมูล รวมถึง Tenaga Nasional Bhd (TNB), YTL Power, และกิจการร่วมค้าระหว่าง Petronas กับ Edra Power
- การจัดหาโรงไฟฟ้าใหม่นี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากคาดการณ์ว่าสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในคาบสมุทรมลายูจะเพิ่มขึ้นจาก 7% ในปัจจุบัน เป็น 31% ภายในปี พ.ศ. 2578 ขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ของประเทศเริ่มลดลงสู่ระดับที่น่ากังวล จากเดิมที่ดูเหมือนสูงถึง 23.4% แต่เมื่อพิจารณาจากกำลังผลิตที่พร้อมใช้งานจริง (Available Generation) พบว่าลดลงเหลือเพียงประมาณ 13% ซึ่งเป็นผลมาจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
ผลกระทบ:
- ประเด็นนี้สะท้อนภาพความท้าทายเชิงโครงสร้างที่อุตสาหกรรมไฟฟ้าทั่วภูมิภาคกำลังเผชิญ คือการพุ่งขึ้นของโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่และกระจุกตัวจาก Data Center ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนกำลังผลิตไฟฟ้า (Generation Planning) และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Grid Stability) การที่มาเลเซียต้องเปิดประมูลโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ถึงสองครั้งในรอบสองปี เป็นสัญญาณชัดเจนว่าการเติบโตของโหลดรูปแบบใหม่นี้เกิดขึ้นเร็วกว่าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าเดิม
- การเร่งพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในฐานะเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบกริด ในขณะที่ต้องทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินตามเป้าหมาย Net Zero สร้างความท้าทายซ้อนทับ ทั้งในมิติความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง และปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานของอุปกรณ์สำคัญอย่างกังหันก๊าซ (Gas Turbine) ซึ่งอาจทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ล่าช้ากว่าแผน บทเรียนสำหรับกิจการไฟฟ้าคือความจำเป็นในการวางแผนเชิงรุกที่ยืดหยุ่นและบูรณาการระหว่างการวางแผนระบบไฟฟ้ากับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
ที่มา:
The Edge Malaysia, 20 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : สิงคโปร์เผยเบื้องหลังการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก โดย SP Group ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
รายละเอียด:
- บทวิเคราะห์พิเศษจาก The Straits Times เผยถึงการดำเนินงานเชิงลึกของ SP Group ผู้ดำเนินการโครงข่ายไฟฟ้าและก๊าซของสิงคโปร์ ซึ่งทำให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีค่าดัชนีระยะเวลาไฟดับเฉลี่ยต่อผู้ใช้ (SAIDI) เพียงไม่กี่วินาทีต่อปี เทียบเท่ากับเมืองใหญ่อย่างโตเกียวและมิวนิก
- เบื้องหลังความสำเร็จคือการลงทุนเชิงรุกในการบำรุงรักษาสินทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนสายส่งไฟฟ้าใต้ดินที่มีอายุการใช้งาน 30-40 ปี ซึ่งมีความซับซ้อนสูงในพื้นที่เมืองหนาแน่น การวางแผนระบบโครงข่าย (Grid Planning) ล่วงหน้าเพื่อรองรับโหลดใหม่ๆ ที่ใช้พลังงานสูง เช่น Data Center และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging) รวมถึงการนำเทคโนโลยี Smart Grid เช่น เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และระบบดิจิทัลมาใช้ในการติดตามสถานะของอุปกรณ์และคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า
ผลกระทบ:
- รูปแบบการดำเนินงานของ SP Group เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับ Utility สมัยใหม่ ที่ต้องเปลี่ยนจากการบริหารจัดการแบบตั้งรับ (Reactive) ไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุก (Proactive) และการวางแผนตามข้อมูล (Data-driven Planning) การลงทุนอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัย (Grid Modernization) และการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) คือหัวใจสำคัญในการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
- การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทำให้ระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อนขึ้นจากการมีแหล่งผลิตพลังงานแบบกระจายตัว (DER) เช่น โซลาร์เซลล์บนหลังคา และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งทำให้ไฟฟ้าไหลสองทิศทาง บทบาทของ Utility จึงต้องพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ควบคุมและบริหารจัดการระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid Operator) ที่สามารถบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนและตอบสนองต่อโหลดรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา:
The Straits Times, 22 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : อินโดนีเซียรุกหนักเศรษฐกิจไฮโดรเจน เปิดตัวระเบียงไฮโดรเจนสีเขียวและใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดต้นทุนการผลิต
รายละเอียด:
- รัฐบาลอินโดนีเซีย โดยกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี (ESDM) ประกาศแผนพัฒนา ‘ระเบียงเศรษฐกิจไฮโดรเจนสีเขียว’ (Green Hydrogen Corridor) ระยะทาง 194 กิโลเมตร เชื่อมโยงกรุงจาการ์ตา เขตอุตสาหกรรมคาราวัง และท่าเรือปาติมบัน เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดครบวงจร ตั้งแต่โรงผลิตไฮโดรเจนสีเขียว สถานีเติมเชื้อเพลิง (HRS) ไปจนถึงผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์
- Eniya Listiani Dewi อธิบดีกรมพลังงานใหม่ พลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์พลังงาน (EBTKE) เปิดเผยกลยุทธ์สำคัญในการลดต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งปัจจุบันมีราคาสูงถึง 3-7 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม โดยจะนำไฟฟ้าส่วนเกิน (Surplus Electricity) ที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ ในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ มาใช้ในกระบวนการอิเล็กโทรลิซิสเพื่อผลิตไฮโดรเจน
ผลกระทบ:
- การประกาศแผน Green Hydrogen Corridor แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของอินโดนีเซียในการวางโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต เพื่อรองรับการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมหนักและการขนส่ง ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศพัฒนาแล้ว และจะช่วยดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูง
- แนวคิดการใช้ไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อผลิตไฮโดรเจน เป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับ Utility และผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก เพราะเป็นการแก้ปัญหาสองด้านพร้อมกัน คือ 1) ลดการสูญเสียพลังงานจากการตัดตอนพลังงานไฟฟ้า (Curtailment) และ 2) สร้างมูลค่าเพิ่มจากไฟฟ้าส่วนเกินในรูปแบบของไฮโดรเจน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกักเก็บพลังงาน (Energy Carrier) และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้าโดยรวม
ที่มา:
Antara News (English), 22 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : มาเลเซียเปิดประมูลโครงการโซลาร์ฟาร์ม LSS6 กำหนดให้ต้องมีระบบแบตเตอรี่ BESS เป็นครั้งแรก มุ่งแก้ปัญหาความผันผวนและเสริมเสถียรภาพกริด
รายละเอียด:
- กระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำ (Petra) ของมาเลเซีย ได้ประกาศเปิดตัวโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ระยะที่ 6 (LSS6) โดยมีเป้าหมายกำลังผลิตรวม 2,500 เมกะวัตต์ และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนมูลค่าราว 1.3-1.5 หมื่นล้านริงกิต
- จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการ LSS6 คือการกำหนดให้ผู้พัฒนาโครงการต้องติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ควบคู่ไปด้วยเป็นครั้งแรก โดยมีขนาดกำลังผลิตรวม 1,250 เมกะวัตต์ (คิดเป็นครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตโซลาร์เซลล์) เพื่อช่วยบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยจะเน้นการพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง
ผลกระทบ:
- การบังคับให้โครงการโซลาร์ฟาร์มต้องมี BESS ถือเป็นพัฒนาการเชิงนโยบายที่สำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภูมิภาคอาเซียน เป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน (VRE) ในปริมาณมาก จำเป็นต้องมีกลไกสร้างความยืดหยุ่น (Flexibility) ให้กับระบบไฟฟ้า ซึ่ง BESS คือหนึ่งในเครื่องมือที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด
- นโยบายนี้จะส่งผลให้รูปแบบการลงทุนและการประเมินโครงการพลังงานหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป ผู้พัฒนาต้องมีความเชี่ยวชาญทั้งในเทคโนโลยีโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงการบริหารจัดการพลังงานแบบผสมผสาน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนโครงการสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน ก็จะสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากการให้บริการเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) และเป็นการผลักดันให้อุตสาหกรรม BESS เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ที่มา:
The Edge Malaysia, 16 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : ฟิลิปปินส์เผชิญค่าไฟฟ้าครัวเรือนสูงสุดในอาเซียน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านกำลังผลิตและเสถียรภาพระบบส่งในภูมิภาค
รายละเอียด:
- Rowena Cristina L. Guevara ปลัดกระทรวงพลังงานของฟิลิปปินส์ (DOE) เปิดเผยว่า ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ฟิลิปปินส์มีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับภาคครัวเรือนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่ 12.43 เปโซต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าสิงคโปร์เล็กน้อย
- สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าในเขตเกาะวิซายัส (Visayas) ซึ่งมีโรงไฟฟ้าหยุดเดินเครื่องนอกแผนถึง 21 แห่ง ทำให้ต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากเกาะลูซอนและมินดาเนาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงในช่วงฤดูร้อนยังบีบให้ต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไฟดับ
ผลกระทบ:
- ปัญหานี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบไฟฟ้าที่พึ่งพิงการส่งพลังงานข้ามพื้นที่ (Inter-regional Power Transfer) และมีกำลังผลิตสำรองไม่เพียงพอในระดับภูมิภาค การที่โรงไฟฟ้าจำนวนมากหยุดเดินเครื่องพร้อมกัน สะท้อนถึงปัญหาความพร้อมของโรงไฟฟ้า (Plant Availability) ซึ่งอาจเกิดจากอายุของโรงไฟฟ้าหรือปัญหาการบำรุงรักษา
- สถานการณ์ของฟิลิปปินส์เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การลงทุนในสายส่งระหว่างพื้นที่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดการลงทุนในกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เพียงพอและเชื่อถือได้ในแต่ละภูมิภาค นอกจากนี้ ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไกตลาดไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งสัญญาณราคาที่จูงใจให้เกิดการลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงาน
ที่มา:
The Philippine Star, 21 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : อินโดนีเซียชี้เป้าอุตสาหกรรม Data Center มูลค่า 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดึงดูดการลงทุนจากจีน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
รายละเอียด:
- กระทรวงการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำของอินโดนีเซีย (Investment and Downstreaming Ministry) ได้นำเสนอโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center ต่อกลุ่มบริษัทจากประเทศจีน โดยคาดการณ์ว่าตลาด Data Center ของอินโดนีเซียจะมีมูลค่าสูงถึง 1.83 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ. 2569 และจะเติบโตเป็น 3.48 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี พ.ศ. 2574
- Andi Maulana รองปลัดกระทรวงฯ ระบุว่าการเติบโตนี้เป็นผลมาจากเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายตัวเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนหลายรูปแบบ เช่น การอำนวยความสะดวกผ่านระบบ Online Single Submission (OSS) การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) และสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ผลกระทบ:
- การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม Data Center จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบไฟฟ้าของอินโดนีเซีย เนื่องจาก Data Center เป็นหนึ่งในผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีความหนาแน่นและมีเสถียรภาพสูงตลอด 24 ชั่วโมง การลงทุนขนาดใหญ่ในภาคส่วนนี้จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับ PT PLN ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของประเทศ
- กิจการไฟฟ้าจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในส่วนของกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ต้องเพียงพอและมีเสถียรภาพสูง และระบบสายส่งไฟฟ้าที่สามารถรองรับโหลดขนาดใหญ่ได้โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบโดยรวม นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสในการผลักดันรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ เช่น การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) กับผู้ประกอบการ Data Center เพื่อจัดหาพลังงานสะอาดตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
ที่มา:
Antara News (English), 23 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : อินโดนีเซียเผชิญความท้าทายในการผลักดันพลังงานแสงอาทิตย์ หลังเป้าหมายการติดตั้งยังคงห่างไกลจากแผนที่วางไว้
รายละเอียด:
- แผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอินโดนีเซียในการผลักดันให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหัวใจสำคัญของการขยายตัวด้านพลังงานหมุนเวียนกำลังเผชิญกับความจริงที่น่ากังวล โดย ณ เดือนเมษายน พ.ศ. 2569 มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมเพียง 1.6 กิกะวัตต์ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมาก
- Ahmad Zuhdi Dwi Kusuma จาก Energy Shift Institute ชี้ว่า ภายใต้แผนจัดหาไฟฟ้าของ PLN (RUPTL) ปี 2568-2577 ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตจากแสงอาทิตย์อีก 1.6 กิกะวัตต์ในปีนี้เพียงปีเดียว และยิ่งห่างไกลจากเป้าหมาย 100 กิกะวัตต์ของประธานาธิบดี Prabowo Subianto ที่ต้องการให้มีการติดตั้งถึง 17 กิกะวัตต์ในปีนี้ ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง
ผลกระทบ:
- สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่หลายประเทศกำลังพัฒนาเผชิญในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งรวมถึงการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีต้นทุนต่ำ การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งที่พร้อมรองรับพลังงานหมุนเวียน และข้อจำกัดด้านเงินทุน ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายว่าการตั้งเป้าหมายที่สูงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนและกลไกสนับสนุนที่แข็งแกร่ง
- ความล่าช้านี้อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของนโยบายพลังงานของประเทศในสายตานักลงทุน และอาจทำให้ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงขึ้นในระยะยาวหากต้องเร่งรัดการลงทุนในอนาคต กิจการไฟฟ้าและหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อระบบโครงข่าย (Grid Connection) และรูปแบบการกำหนดราคาค่าไฟฟ้า เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น
ที่มา:
The Jakarta Post, 22 กรกฎาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- ฟิลิปปินส์: Meralco ซึ่งเป็นบริษัทสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุด กำลังพิจารณาเข้าลงทุนในสหกรณ์ไฟฟ้าท้องถิ่นในจังหวัด Albay ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายธุรกิจ
- เวียดนาม: Sungrow ผู้นำด้านอินเวอร์เตอร์และระบบกักเก็บพลังงานระดับโลก เปิดตัวโซลูชันสำหรับตลาดเวียดนาม ทั้งสำหรับบ้านพักอาศัย ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม (C&I) และระดับสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดในประเทศ
- อินโดนีเซีย: ศาสตราจารย์จาก University of Indonesia (UI) ย้ำว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่คือกุญแจสำคัญสู่อนาคตพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของแหล่งพลังงานที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศได้
- มาเลเซีย: รองนายกรัฐมนตรี Fadillah Yusof แถลงว่ามาเลเซียมีกำลังการผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนเกือบ 32% ณ เดือนมิถุนายน ซึ่งอยู่ในทิศทางที่จะบรรลุเป้าหมาย 35% ภายในปี พ.ศ. 2573
- อินโดนีเซีย: รัฐบาลประกาศบังคับใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel – SAF) เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการบิน