รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 20-Jun-2026 ถึง 26-Jun-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : ฟิลิปปินส์เผชิญแรงกดดันด้านกริด ภูมิภาควิซายัสและมินดาเนากลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS)
รายละเอียด:
- คณะกรรมการกำกับดูแลพลังงาน (Energy Regulatory Commission: ERC) ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่าได้รับคำขอสำหรับโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จำนวน 17 โครงการในพื้นที่วิซายัส (Visayas) และมินดาเนา (Mindanao) เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันในระบบไฟฟ้าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและปัญหาคอขวดในระบบสายส่ง
- คุณ Nancy Aurora Q. Fajardo ผู้อำนวยการบริหารของ ERC กล่าวในงาน Schneider Electric Philippines’ Innovation Day 2026 ว่าความท้าทายในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องความเพียงพอของกำลังการผลิตไฟฟ้า แต่เป็นเรื่องความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (System Flexibility) ซึ่ง BESS จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดเก็บพลังงานส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อนำไปใช้ในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงสุดหรือเมื่อเกิดปัญหาด้านการจ่ายไฟฟ้า
- ERC กำลังสนับสนุนการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานควบคู่กับโครงการพลังงานหมุนเวียน ตามนโยบายของกระทรวงพลังงานที่กำหนดให้โครงการพลังงานหมุนเวียนชนิดผันผวน (Variable Renewable Energy) ที่มีขนาดตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไป ต้องติดตั้ง BESS ที่มีขนาดเทียบเท่าร้อยละ 20 ของกำลังการผลิตติดตั้ง นอกจากนี้ ERC ยังได้อนุมัติรายได้เพิ่มเติมแก่ National Grid Corporation of the Philippines (NGCP) เพื่อใช้ในการปรับปรุงระบบโครงข่ายให้ทันสมัย
ผลกระทบ:
– การลงทุนใน BESS สะท้อนถึงการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่งเน้นสร้างโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (Supply Adequacy) ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (System Flexibility and Reliability) โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะซึ่งมีข้อจำกัดด้านสายส่ง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ Utility ทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน
– การเติบโตของ BESS จะเป็นตัวเร่งให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น บริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) จากแบตเตอรี่ และเปิดโอกาสให้ Utility สามารถบริหารจัดการโครงข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การที่ ERC เปิดให้เอกชนที่ไม่ใช่ NGCP สามารถลงทุนในสายส่งบางส่วนได้ เป็นสัญญาณการเปิดเสรีโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ซึ่งอาจนำไปสู่การลดปัญหาคอขวดและเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ที่มา: The Philippine Star, 25 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : ฟิลิปปินส์ศึกษาแนวทางเชื่อมต่อระบบไฟฟ้ากับอินโดนีเซีย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)
รายละเอียด:
- คุณ Felix William Fuentebella ปลัดกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้ากับประเทศอินโดนีเซีย ผ่านเส้นทางเกาะต่างๆ ในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ เช่น ตาวี-ตาวี (Tawi-Tawi), ซูลู (Sulu), บาซิลัน (Basilan) และเกาะมินดาเนา (Mindanao)
- การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค โดยโครงการระยะที่ 1 (Laos–Thailand–Malaysia–Singapore) ได้เริ่มดำเนินการแล้ว และระยะต่อไปมุ่งเป้าเชื่อมโยงบรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
- ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ ได้ผลักดันการยกระดับแผน ASEAN Power Grid อย่างจริงจัง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักยังคงเป็นด้านเงินทุน โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้ให้คำมั่นสนับสนุนเงินทุน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังคงต่ำกว่าประมาณการที่ต้องการสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสายส่งที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2588
ผลกระทบ:
– การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่เป็นหมู่เกาะอย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานที่หลากหลายและมีต้นทุนต่ำกว่า เช่น พลังงานน้ำจากอินโดนีเซีย และเป็นการสร้างตลาดซื้อขายไฟฟ้าในระดับภูมิภาค
– ความสำเร็จของโครงการนี้จะท้าทายรูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Utility เดิมที่พึ่งพาการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศเป็นหลัก และจะผลักดันให้เกิดการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการกำกับดูแล การกำหนดราคาค่าผ่านสายส่ง (Wheeling Charge) และการสร้างมาตรฐานทางเทคนิคที่เป็นสากล เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกประเทศในอาเซียนที่ต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน
ที่มา: The Philippine Star, 24 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : อินโดนีเซียเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับ รัฐมนตรีพลังงานสั่งตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อถ่านหินของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า (PLN)
รายละเอียด:
- คุณ Bahlil Lahadalia รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ (ESDM) ของอินโดนีเซีย ระบุว่าปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างบนเกาะชวาเกิดจากคุณภาพถ่านหินที่ต่ำกว่ามาตรฐานและการบริหารจัดการอุปทานที่ผิดพลาดของ PT PLN (รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าอินโดนีเซีย)
- จากการตรวจสอบพบว่าโรงไฟฟ้าต้องการถ่านหินคุณภาพปานกลางที่มีค่าความร้อนสูงกว่า 5,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม แต่เมื่อคุณภาพถ่านหินที่ได้รับต่ำกว่าข้อกำหนดทางเทคนิค ทำให้ PLN ต้องใช้ปริมาณถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้ตามเป้าหมาย ส่งผลให้สต็อกถ่านหินหมดเร็วกว่าปกติ
- รัฐมนตรี Lahadalia ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติที่สต็อกถ่านหินของ PLN เกือบหมดภายในเดือนมิถุนายน ทั้งที่นโยบาย Domestic Market Obligation (DMO) ของรัฐบาลได้จัดสรรถ่านหินให้ PLN ในปริมาณที่เพียงพอ (180-190 ล้านตันต่อปี เทียบกับความต้องการ 154 ล้านตัน) จึงได้สั่งการให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเข้ามาตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำรอย
ผลกระทบ:
– เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของระบบไฟฟ้าที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดปัญหาด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน
– กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ Utility ในประเทศอื่นๆ ที่ยังพึ่งพาถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก ถึงความจำเป็นในการมีระบบตรวจสอบคุณภาพเชื้อเพลิงที่เข้มงวด กลไกการจัดซื้อที่โปร่งใส และการกระจายความเสี่ยงโดยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งและลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาและคุณภาพ
ที่มา: Antara News (English), 25 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : Meralco Group จากฟิลิปปินส์ จับมือ VinEnergo จากเวียดนาม เดินหน้าแผนขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ 25 GW
รายละเอียด:
- Manila Electric Co. (Meralco) และ Meralco PowerGen Corp. (MGEN) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ VinEnergo ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านพลังงานหมุนเวียนของ Vingroup กลุ่มบริษัทเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม เพื่อสำรวจความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านพลังงาน
- ภายใต้ข้อตกลงนี้ MGEN และ VinEnergo มีแผนที่จะร่วมกันพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดใหญ่ ซึ่งมีศักยภาพในการจ่ายไฟฟ้าเทียบเท่าโรงไฟฟ้าฐาน (Baseload-equivalent) ได้ถึง 5,000 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายรวม 25 กิกะวัตต์
- คุณ Emmanuel Rubio ประธานและซีอีโอของ MGEN กล่าวว่า ความร่วมมือนี้มุ่งประเมินว่าโครงการพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่จะสามารถตอบสนองความต้องการพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศได้อย่างไร นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อีกด้วย
ผลกระทบ:
– การร่วมมือระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในฟิลิปปินส์และเวียดนาม สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการลงทุนพลังงานสะอาดข้ามพรมแดนที่ชัดเจนขึ้นในภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งเน้นโครงการขนาดใหญ่ (Utility-Scale) ที่มีการผสมผสานเทคโนโลยี BESS เพื่อแก้ปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียน และสร้างให้เป็นแหล่งพลังงานที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง (24/7 Clean Energy)
– โมเดลความร่วมมือนี้อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับ Utility อื่นๆ ในการแสวงหาพันธมิตรที่มีความเขี่ยวชาญและเงินทุนจากต่างประเทศ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้าง Economies of Scale ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในระยะยาว และยังเป็นการขยายธุรกิจไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
ที่มา: The Philippine Star, 24 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : รัฐบาลฟิลิปปินส์ตั้งเป้าเปิดประมูลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งแรกกลางปี 2570 พร้อมกลไกสนับสนุนจากภาครัฐ
รายละเอียด:
- กระทรวงพลังงาน (Department of Energy: DOE) ของฟิลิปปินส์ ได้เปิดเผ้าร่างกรอบการประมูลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งแรก โดยตั้งเป้าจะเริ่มกระบวนการประมูลแข่งขันในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2570 และมอบใบรับรองให้แก่ผู้ชนะภายในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน
- ร่างแนวทางดังกล่าวได้กำหนดกรอบโครงสร้างที่ครอบคลุมการออกแบบการประมูล, การจัดสรรกำลังการผลิต, การกำหนดราคา, การทำสัญญา, การสนับสนุนจากภาครัฐ และการระบุพื้นที่ตั้ง โดยหัวใจสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้ชนะการประมูลสามารถเจรจาขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบ Sovereign Guarantee ได้
- ร่างดังกล่าวยังเปิดทางให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติฟิลิปปินส์ (PNOC) หรือกองทุนความมั่งคั่ง Maharlika Investment Corp. สามารถเข้าถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 10 ในโครงการที่ชนะการประมูล เพื่อให้รัฐบาลมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศ อย่างไรก็ตาม กรอบเวลาในการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบถูกเลื่อนออกไปเป็นปี พ.ศ. 2581 จากแผนเดิมในปี 2572
ผลกระทบ:
– การผลักดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างจริงจัง สะท้อนความกังวลอย่างสูงต่อความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวของฟิลิปปินส์ โดยมองว่าพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเป็นแหล่งพลังงานฐาน (Baseload) ที่มีเสถียรภาพ การให้ Sovereign Guarantee เป็นการลดความเสี่ยงให้นักลงทุนเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากโครงการนิวเคลียร์ใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยงด้านการยอมรับของสังคม
– ความล่าช้าในการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลด้านปรมาณู (PhilATOM) และการเลื่อนกรอบเวลาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายในการพัฒนานโยบายและกฎระเบียบสำหรับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ที่กำลังพิจารณาทางเลือกนิวเคลียร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยี Small Modular Reactors (SMRs)
ที่มา: The Philippine Star, 24 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าพัฒนาระบบไฟฟ้าในพื้นที่นอกโครงข่าย (Off-grid) ให้เป็นระบบไฮบริดทั้งหมดภายในปี 2573
รายละเอียด:
- รัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังเร่งนำพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนห่างไกล โดยตั้งเป้าหมายให้พื้นที่นอกโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Off-grid areas) ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาโรงไฟฟ้าดีเซลเป็นหลัก สามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybridization) ได้ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573
- คุณ Jericho Nograles ประธานและซีอีโอของ National Power Corp. (Napocor) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล (Missionary Electrification) เปิดเผยว่าแผนการดำเนินงานในช่วงปี พ.ศ. 2569-2571 จะได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล และหลังจากนั้นจะเปิดให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการลงทุนมากขึ้น
- ปัจจุบัน Napocor มีโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPUG) เกือบ 300 แห่งที่ส่วนใหญ่ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล ซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูงมาก (อาจสูงถึง 62 เปโซต่อหน่วย) แต่ผู้ใช้ไฟฟ้าจ่ายเพียง 7-8 เปโซต่อหน่วย เนื่องจากได้รับการอุดหนุนราคา การเปลี่ยนเป็นระบบไฮบริดจะช่วยลดต้นทุนและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก
ผลกระทบ:
– การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฮบริดในพื้นที่ Off-grid เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความเท่าเทียมด้านพลังงาน (Energy Equity) และลดภาระการอุดหนุนของภาครัฐในระยะยาว การเปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนจะเป็นการปลดล็อกรูปแบบธุรกิจไมโครกริด (Microgrid) และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน
– ความสำเร็จของนโยบายนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับประเทศหมู่เกาะอื่นๆ ในอาเซียน ที่เผชิญความท้าทายในการขยายโครงข่ายไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งการพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Generation) ด้วยพลังงานสะอาด ถือเป็นทางออกที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero
ที่มา: The Philippine Star, 24 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : มาเลเซีย: Wood Mackenzie คาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลในยะโฮร์อาจสูงถึง 40% ของทั้งรัฐภายในปี 2575
รายละเอียด:
- Wood Mackenzie บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านพลังงานระดับโลก เตือนว่าโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย อาจมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 40% ของความต้องการทั้งหมดของรัฐภายในปี พ.ศ. 2575 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 24% สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าของรัฐ
- คุณ Alvin Tan นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie ระบุว่าประเด็นสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่แค่การมีไฟฟ้าเพียงพอ แต่คือการมีไฟฟ้าในพื้นที่ที่ต้องการ (where power is available) เนื่องจากพื้นที่ที่มีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์หนาแน่นที่สุดคือพื้นที่ที่โครงข่ายไฟฟ้ามีความตึงเครียดสูงสุด ทำให้ความพร้อมของระบบสายส่งและจำหน่ายเป็นปัจจัยชี้ขาดการเติบโตในอนาคต
- รัฐยะโฮร์กลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของภูมิภาค หลังจากสิงคโปร์ชะลอการอนุมัติโครงการใหม่ โดยปัจจุบันยะโฮร์มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 6.8 GW ส่วนใหญ่มาจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของมาเลเซียที่ต้องการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2.1 GW ในช่วงทศวรรษ 2573
ผลกระทบ:
– ความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากดาต้าเซ็นเตอร์และ AI เป็นความท้าทายระดับโครงสร้างต่อระบบไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งจะบีบให้การไฟฟ้า (Utility) และหน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งวางแผนการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาดและโครงข่ายสายส่งขนาดใหญ่ล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปี เพื่อรองรับโหลดที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
– แนวโน้มนี้จะผลักดันให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีไฟฟ้าแรงสูงเฉพาะพื้นที่ (On-site Substations) สำหรับศูนย์ข้อมูล, การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายศูนย์ และการพัฒนาระบบสายส่งที่เชื่อมโยงกับแหล่งพลังงานหมุนเวียนโดยตรง ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่สำหรับผู้พัฒนาโครงการพลังงานและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของกริดหากการวางแผนไม่รัดกุม
ที่มา: The Edge Malaysia, 18 มิถุนายน 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- Meralco บริษัทสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ ได้เปิดประมูลจัดหาไฟฟ้าฐาน (Baseload) ขนาด 600 เมกะวัตต์สำหรับสัญญาระยะยาว 15 ปี เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่บริการของตน
- มาเลเซียกำลังทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมการใช้โครงข่ายไฟฟ้า (Grid Access Charges) สำหรับโครงการ Corporate Renewable Energy Supply Scheme (CRESS) เพื่อให้โครงการพลังงานหมุนเวียนมีความคุ้มค่าทางการเงินและสามารถเข้าถึงแหล่งทุนจากธนาคารได้ง่ายขึ้น
- SP New Energy Corp. (SPNEC) กำลังเตรียมการควบรวมกิจการกับบริษัทแม่ MGEN Renewable Energy Inc. ในเครือ Meralco ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4 เพื่อสร้างแพลตฟอร์มพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์
- อินโดนีเซียเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ Dieng Unit 2 ขนาด 55 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานและเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าบนเกาะชวา
- กระทรวงเศรษฐกิจอินโดนีเซียชี้ว่าการพัฒนาศูนย์ข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่าร้อยละ 8 โดยเน้นย้ำความพร้อมด้านที่ดิน ราคาพลังงานที่แข่งขันได้ และแหล่งพลังงานในประเทศที่หลากหลาย