EP.3. ราคาค่าไฟติดลบและการเติบโตของ BESS: ถอดสูตรบริหารเสถียรภาพระบบไฟฟ้าโลกสู่การออกแบบแผน PDP ฉบับใหม่ของไทย
เมื่อ ‘ค่าไฟติดลบ’ ปฏิวัติกริดโลก: ถอดสูตรเสถียรภาพพลังงานยุคใหม่สู่แผน PDP ไทย
ในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) นิยามของคำว่า “ความมั่นคง” กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ จากเดิมที่เราเคยวัดความมั่นคงด้วยปริมาณสำรองของโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่ ปัจจุบัน เสถียรภาพของระบบกลับขึ้นอยู่กับ “ความยืดหยุ่นของโครงข่าย” (Grid Flexibility) และความสามารถในการรับมือกับความผันผวน
ปรากฏการณ์ “ราคาค่าไฟติดลบ” (Negative Electricity Price) ซึ่งหมายถึง ภาวะในตลาดซื้อขายไฟฟ้าที่กระแสไฟฟ้าล้นระบบจน “ผู้ผลิตต้องยอมจ่ายเงินให้ผู้บริโภค” เพื่อจูงใจให้ช่วยดึงไฟฟ้าออกไปใช้ในช่วงเวลาหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกจึงไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบ แต่เป็นกลไกตลาดที่สะท้อนให้เห็นว่า ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการไฟฟ้าในยุคใหม่
ถอดบทเรียนโลก: เมื่อ BESS และค่าไฟติดลบ กลายเป็นกลไกจัดระเบียบตลาด
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของพลังงานหมุนเวียนกำลังพลิกโฉมกลไกราคาไฟฟ้าทั่วโลกอย่างลุ่มลึก ในออสเตรเลีย BESS ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกดราคาค่าไฟช่วงที่มีความต้องการใช้สูงสุด (Peak) และเริ่มเข้าไปแทนที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (Gas Peaker) เนื่องจากแบตเตอรี่สามารถตอบสนองได้เร็วกว่าและมีต้นทุนการเดินเครื่องที่ต่ำกว่ามาก
ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาก็ทุบสถิติติดตั้ง BESS ใหม่สูงถึง 9.7 GWh ในช่วงไตรมาสแรกของปี ส่วนสเปนได้อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนในโครงการ BESS ขนาดใหญ่กว่า 1.5 GWh เพื่อรักษาสมดุลกริดระดับประเทศ หันมามองที่จีน ปรากฏการณ์ค่าไฟติดลบที่เกิดขึ้นเป็นระยะได้กลายเป็น “เครื่องมือเชิงเศรษฐศาสตร์” ที่ทรงพลัง ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ทั้งผู้ใช้ไฟและผู้พัฒนาระบบ เร่งลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อดึงไฟฟ้าราคาถูกไปเก็บกักไว้ กลายเป็นการสร้างเสถียรภาพให้กริดโดยอัตโนมัติ
ความท้าทายของไทย: กับดักก๊าซธรรมชาติ และโจทย์ใหญ่ในแผน PDP ฉบับใหม่
ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย โครงสร้างพลังงานของเรายังคงมีความเปราะบางสูง ปัจจุบันไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 61.1 ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ สถานการณ์ยิ่งน่ากังวลเมื่อข้อมูลระบุว่า ปริมาณสำรองก๊าซในประเทศอาจเหลือใช้ได้อีกเพียง 4.5 ปีเท่านั้น การพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าที่มีความผันผวนสูง ไม่เพียงแต่ผลักภาระค่าครองชีพให้ประชาชน แต่ยังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจอย่างรุนแรง
ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ศ.ดร.พลายพล คุ้มทรัพย์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงได้ส่งเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐ ใช้จังหวะการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ เป็น “จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์” ของประเทศ โดยผลักดันให้มีการบรรจุเรื่อง โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid), ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และการเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาด (Direct PPA) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ และสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบไฟฟ้าไทย
3 เสาหลักทางเทคโนโลยี: ทางรอดและกลยุทธ์กริดแห่งอนาคต
เพื่อไม่ให้ไทยต้องติดกับดักวิกฤตราคาพลังงานซ้ำรอยเดิม ภาครัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด จากการมุ่ง “เพิ่มกำลังผลิตสำรองด้วยฟอสซิล” ไปสู่การ “สร้างโครงข่ายที่ยืดหยุ่น” ผ่าน 3 เสาหลัก ดังนี้:
ยกระดับ BESS ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักใน PDP: กำหนดเป้าหมายการติดตั้ง BESS ระดับสาธารณูปโภค (Utility-scale) ให้ชัดเจน เพื่อทำหน้าที่แทนโรงไฟฟ้าก๊าซแบบดั้งเดิม โดยถอดบทเรียนจากออสเตรเลียและสหรัฐฯ ในการใช้รักษาความถี่และแรงดันไฟฟ้าในระบบ
เร่งลงทุน Smart Grid และกระตุ้น Demand Response: พัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าอัจฉริยะให้พร้อมรองรับพลังงานหมุนเวียนที่จะเพิ่มขึ้นเกินครึ่งหนึ่งในอนาคต พร้อมสนับสนุนให้ผู้ใช้ไฟปรับตัวเป็น “ผู้ผลิตร่วม” (Prosumer) ผ่านระบบสมาร์ทมิเตอร์
ปลดล็อก Direct PPA และตลาดไฟฟ้าสะอาด: อนุญาตให้เอกชนซื้อขายไฟสะอาดกันได้โดยตรง ซึ่งนอกจากจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) จากกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องการพลังงานสีเขียว 100% แล้ว ยังช่วยแบ่งเบาภาระการลงทุนโครงข่ายระยะยาวของภาครัฐได้อีกด้วย
ปรากฏการณ์ค่าไฟติดลบและการเติบโตของ BESS ในตลาดโลก คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ความมั่นคงทางพลังงานในทศวรรษหน้า ไม่ได้อยู่ที่การครอบครองเชื้อเพลิงฟอสซิลที่วันหนึ่งต้องหมดไป แต่อยู่ที่ “ความชาญฉลาดและความยืดหยุ่น” ในการบริหารกริด แผน PDP ฉบับใหม่จึงต้องไปไกลกว่าแค่แผนจัดหาเชื้อเพลิง แต่ต้องเป็น “พิมพ์เขียว” ที่จะยกระดับระบบไฟฟ้าไทยให้ก้าวทันโลก เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้ผู้บริโภคและเป็นรากฐานที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย