รายงานวิเคราะห์ข่าวพลังงานรายสัปดาห์ (Weekly Digest) ประจำวันที่ 27 เมษายน 2569 – 3 พฤษภาคม 2569

บทสรุปผู้บริหาร

  • คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยกำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก จ่ายในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในรอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 โดยใช้งบประมาณจากเงิน Bypass Gas และเงิน Shortfall มาเป็นส่วนลดค่า Ft
  • รัฐบาลเดินหน้าปลดล็อกโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน โดยให้ขยายเพิ่มได้ครั้งละ 500 เมกะวัตต์อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมกำหนดราคารับซื้อส่วนเกินที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี และปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตเป็นจุดเดียว (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน
  • การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีการประกาศดับไฟฟ้าชั่วคราวอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ เพื่อบำรุงรักษาระบบจำหน่ายไฟฟ้าและเสริมความมั่นคงของโครงข่าย แม้จะสร้างความไม่สะดวกในระยะสั้น แต่เป็นความจำเป็นในการปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น
  • ด้านการผลิตไฟฟ้า มีความคืบหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าอ่อนนุชของบริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี ประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อเข้าระบบไฟฟ้า (First Synchronization) ในขณะที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงถ่านหินขนาด 9.9 เมกะวัตต์ ในจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังเร่งตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย

การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบ

• ผลกระทบต่อโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพ

การปรับโครงสร้างค่าไฟแบบก้าวหน้า (ใช้น้อยจ่ายถูก ใช้มากจ่ายแพง) จะช่วยลดภาระให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและครัวเรือนขนาดเล็ก แต่จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อครัวเรือนขนาดใหญ่และภาคธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วย ซึ่งอาจต้องเผชิญอัตราค่าไฟที่สูงถึง 5-6 บาทต่อหน่วย ปัจจัยนี้อาจกลายเป็นแรงกดดันให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะยาว

• ผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ทะลุ 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้าของไทยเพิ่มสูงขึ้น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องกู้เงินเพิ่ม 2 หมื่นล้านบาทเพื่อพยุงราคา นอกจากนี้ การถอนตัวจากกลุ่มโอเปค (OPEC) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยังเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกในอนาคต

• ความท้าทายด้านระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization)

นโยบายส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน การขยายตัวของอุตสาหกรรม AI และ Data Center รวมถึงแผนการจัดหารถโดยสาร EV กว่า 1,520 คันของ ขสมก. จะทำให้รูปแบบความต้องการใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ระบบไฟฟ้ากำลังของประเทศจำเป็นต้องได้รับการยกระดับเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวและโหลดการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นในบางจุด เพื่อรักษาความเสถียรของระบบในภาพรวม

• อุปสรรคทางเศรษฐศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด

แม้รัฐบาลจะมีนโยบายผลักดันพลังงานสะอาด แต่ในทางปฏิบัติยังพบข้อจำกัดด้านกลไกทางการเงิน เช่น โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงิน 1 แสนล้านบาทของธนาคารออมสิน มีอัตราการเบิกจ่ายที่ต่ำมาก สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ยังคงสูงและเงื่อนไขสินเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงพลังงานสะอาดของภาคประชาชน

ความเคลื่อนไหวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

  • กระทรวงพลังงาน และ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายลดค่าไฟฟ้าระยะสั้น ปลดล็อกโควตาโซลาร์รูฟท็อป และจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับตัวแทนภาคประชาชนเพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน
  • คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีบทบาทสำคัญในการนำมติของ กพช. ไปออกแบบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ทำประชาพิจารณ์ รวมถึงการเข้าไปตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้โรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อวางมาตรการด้านความปลอดภัย
  • การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้ปฏิบัติงานแนวหน้าที่ต้องรับมือกับการเชื่อมต่อระบบโซลาร์ภาคประชาชนผ่าน One Stop Service และการบำรุงรักษาระบบโครงข่ายเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
  • ภาคเอกชนและผู้ผลิตไฟฟ้า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ขยายพอร์ตลงทุนพลังงานหมุนเวียนในยุโรปและทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ EGCO ปรับโครงสร้างสินทรัพย์โดยดึง J-POWER เข้ามาร่วมทุน ส่วน SKYWORTH PV เข้ามาเปิดตลาดโซลาร์เซลล์ในไทย สะท้อนถึงการแข่งขันและการลงทุนในพลังงานสะอาดที่คึกคัก
  • เครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการ สภาองค์กรของผู้บริโภคและเครือข่ายภาคประชาชนมีบทบาทกดดันและยื่นข้อเสนอ 8 ข้อ จนนำไปสู่การตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อรื้อโครงสร้างราคาพลังงาน ในขณะที่ TDRI นำเสนอข้อเสนอเชิงโครงสร้าง เช่น การกำหนดอัตราค่าไฟพิเศษสำหรับรถโดยสาร EV

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ

  • ควรติดตามรายละเอียดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่แบบก้าวหน้า ประชาชนและภาคธุรกิจควรจับตาการทำประชาพิจารณ์ของ กกพ. ในช่วงก่อนเดือนมิถุนายน 2569 โดยเฉพาะเกณฑ์การคิดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย และ 400 หน่วย เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน
  • ควรตรวจสอบเงื่อนไขและขั้นตอนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ภาคประชาชนที่สนใจควรติดตามความชัดเจนของกระบวนการ One Stop Service ของ กฟน. และ กฟภ. รวมถึงแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ ว่ามีการปรับปรุงเงื่อนไขให้เข้าถึงได้ง่ายและคุ้มค่าต่อการลงทุนจริงหรือไม่
  • ควรจับตาผลการพิจารณาของคณะทำงานร่วมแก้ไขราคาพลังงาน ภาคประชาสังคมควรติดตามความคืบหน้าการทำงานของคณะทำงานที่มีตัวแทนภาคประชาชนร่วมอยู่ด้วย ว่าจะสามารถผลักดันข้อเสนอทั้ง 8 ข้อ ให้เกิดการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้มากน้อยเพียงใด
  • ควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงาน จากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ยังคงผันผวนสูง ประชาชนควรวางแผนการเงินและติดตามมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด รวมถึงเริ่มปรับตัวสู่การใช้พลังงานทางเลือกและอุปกรณ์ประหยัดพลังงานเพื่อลดผลกระทบในระยะยาว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *