รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 07-May-2026 ถึง 08-May-2026

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 1 : ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเรียกร้องให้อาเซียนเร่งรัดการเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงานเพื่อความมั่นคงในภูมิภาค

รายละเอียด:

  • ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ได้กล่าวในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องร่วมมือกันเร่งพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายพลังงาน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานที่เกิดจากแรงกดดันทั่วโลกและความไร้เสถียรภาพในตะวันออกกลาง
  • ผู้นำอินโดนีเซียชี้ให้เห็นถึงศักยภาพมหาศาลของภูมิภาค BIMP-EAGA (บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์) ในการพัฒนาพลังงานใหม่และพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม พร้อมเสนอให้มีการดำเนินโครงการที่เป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาพลังงานน้ำในเกาะบอร์เนียว และการขยายโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในปาลาวัน
  • ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการเสริมสร้างความเชื่อมโยงของระบบไฟฟ้าในระดับอนุภูมิภาค (subregional power connectivity) โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายไฟฟ้า Trans Borneo Power Grid เพื่อให้การส่งจ่ายพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนทางการเงิน ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับพันธมิตรเพื่อการพัฒนาในภูมิภาค

ผลกระทบ:

  • การผลักดันของผู้นำอินโดนีเซียสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับความสำคัญของโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) จากเดิมที่เป็นเพียงแนวคิดระยะยาวให้กลายเป็นวาระเร่งด่วนระดับนโยบาย อันเนื่องมาจากความผันวผวนของราคาพลังงานโลกและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกประเทศในอาเซียนที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • การเร่งรัดโครงการ Trans Borneo Power Grid และการเชื่อมโยงอื่นๆ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการค้าพลังงานข้ามพรมแดน (Cross-border Power Trade) อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการค้าพลังงานสะอาดจากแหล่งพลังงานน้ำขนาดใหญ่ในเกาะบอร์เนียว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวมของประเทศผู้ซื้อ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์
  • สำหรับกิจการไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในด้านการลงทุนสายส่งไฟฟ้าแรงสูงข้ามประเทศ (Cross-border Transmission Line) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อรักษาเสถียรภาพของกริด ขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายด้านการกำกับดูแลที่ต้องมีการสร้างกฎระเบียบและกลไกตลาดกลางสำหรับการซื้อขายพลังงานระหว่างประเทศที่ชัดเจนและเป็นธรรม

ที่มา: Antara News (English), 7 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 2 : PLN Indonesia Power จับมือพันธมิตรต่างชาติบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

รายละเอียด:

  • PT PLN Indonesia Power (PLN IP) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าอินโดนีเซีย (PLN) ได้ลงนามในข้อตกลงพิเศษกับบริษัท DevvStream Corp. ซึ่งเป็นบริษัทด้านการจัดการคาร์บอนจากแคนาดา เพื่อให้สิทธิ์ในการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเครือของ PLN IP
  • ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว DevvStream จะรับผิดชอบกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การสร้าง การตรวจสอบความถูกต้อง การรับรอง การขึ้นทะเบียน จนถึงการจำหน่ายคาร์บอนเครดิต โดยรายได้ที่เกิดขึ้นจะแบ่งกันระหว่างสองบริษัท ซึ่งในเบื้องต้นได้ระบุโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 45 แห่งทั่วอินโดนีเซียที่จะเข้าร่วมในข้อตกลงนี้
  • นาย Bernadus Sudarmanta ประธานผู้อำนวยการของ PT PLN Indonesia Power กล่าวว่า ข้อตกลงนี้สนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนในภาพรวมของ PLN และสร้างช่องทางในการสร้างรายได้จากผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถตรวจสอบได้จากสินทรัพย์โรงไฟฟ้าของบริษัท

ผลกระทบ:

  • รูปแบบความร่วมมือนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า ที่ไม่ได้มองรายได้จากการขายไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มแสวงหารายได้จากสินทรัพย์สิ่งแวดล้อม (Environmental Assets) เช่น คาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
  • การนำสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มาสร้างคาร์บอนเครดิตเพื่อจำหน่าย จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนทางการเงินของโครงการพลังงานหมุนเวียน ทำให้โครงการมีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้น และอาจเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งรัดการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของอินโดนีเซียที่มีเป้าหมายสูงถึง 100 GW
  • บทเรียนสำหรับกิจการไฟฟ้าในประเทศอื่นๆ คือ การประเมินศักยภาพของสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากตลาดคาร์บอน การมีความเข้าใจในกระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสากลจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกแหล่งรายได้ใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนทางการเงินให้กับการลงทุนด้าน Net Zero และความยั่งยืนขององค์กร

ที่มา: Antara News (English), 6 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 3 : มาเลเซีย-สิงคโปร์-ลาว หารือกระชับความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนและ ASEAN Power Grid

รายละเอียด:

  • นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม ได้มีการประชุมทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง และนายกรัฐมนตรีลาว สอนไซ สีพันดอน นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์
  • ประเด็นสำคัญในการหารือกับสิงคโปร์คือการเร่งรัดการดำเนินโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (Johor-Singapore Special Economic Zone) และการขยายความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนและโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) รวมถึงความร่วมมือด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage)
  • ในการหารือกับลาว มาเลเซียได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือทางการค้า การลงทุน พลังงานหมุนเวียน และการเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยมีการกล่าวถึงโครงการเชื่อมโยงพลังงานไฟฟ้าลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ (Laos-Thailand-Malaysia-Singapore Power Integration Project หรือ LTMS-PIP) ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่สำคัญของ ASEAN Power Grid

ผลกระทบ:

  • การประชุมระดับผู้นำนี้เป็นการตอกย้ำความสำคัญของโครงการ LTMS-PIP ในฐานะโครงการเรือธงที่จะปูทางไปสู่การค้าพลังงานข้ามพรมแดนในระดับที่ใหญ่ขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยรวมและเปิดโอกาสให้ประเทศที่มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนสูง (เช่น ลาว) สามารถส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศที่มีความต้องการสูง (เช่น สิงคโปร์) ได้
  • ความสำเร็จของโครงการ LTMS-PIP จะสร้างบรรทัดฐานและแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อระบบกริดระหว่างประเทศ เช่น การประสานงานของศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า (System Operator) และการกำหนดอัตราค่าบริการส่งผ่านพลังงานในโครงข่าย (Wheeling Charge) ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการขยายผลไปยังประเทศอื่นๆ
  • การเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ เข้ากับความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียน สะท้อนแนวโน้มที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ๆ จะถูกพัฒนาโดยคำนึงถึงการจัดหาพลังงานสะอาดเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสีเขียวในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา: The Edge Malaysia, 7 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 4 : Meralco ฟิลิปปินส์ เผยผลประกอบการไตรมาสแรกเติบโต แม้ธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้าชะลอตัว

รายละเอียด:

  • บริษัท Manila Electric Co. (Meralco) ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิหลัก (core earnings) เติบโต 2% เป็น 1.143 หมื่นล้านเปโซ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • Betty Siy-Yap ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Meralco ระบุว่าการเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากยอดขายไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า (Power Generation) และธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้า (Retail Electricity Supply) ซึ่งสามารถชดเชยการลดลงของธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้า (Distribution Utility) ได้
  • สัดส่วนกำไรของ Meralco มาจากธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้า 46% ธุรกิจผลิตไฟฟ้า 45% และธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและอื่นๆ อีก 9% โดยปริมาณการขายไฟฟ้าทั้งระบบเพิ่มขึ้น 2% เป็น 15,895 กิกะวัตต์-ชั่วโมง และมีฐานลูกค้ารวม 8.3 ล้านราย

ผลกระทบ:

  • โครงสร้างกำไรของ Meralco ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจของ Utility สมัยใหม่ ที่กระจายความเสี่ยงโดยขยายการลงทุนไปยังธุรกิจผลิตไฟฟ้ามากขึ้น แทนที่จะพึ่งพารายได้จากธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้าที่มีการกำกับดูแลผลตอบแทนอย่างเข้มงวดเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นแนวทางที่ Utility ชั้นนำทั่วโลกกำลังดำเนินการ
  • การที่กำไรจากธุรกิจผลิตไฟฟ้ามีสัดส่วนเกือบเทียบเท่ากับธุรกิจจำหน่าย แสดงให้เห็นว่า Meralco ประสบความสำเร็จในการบูรณาการธุรกิจในแนวดิ่ง (Vertical Integration) ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนการจัดหาพลังงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก
  • กลยุทธ์ของ Meralco ในการจัดหาพลังงานจากแหล่งที่หลากหลาย รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์และถ่านหินตามสัญญา เป็นบทเรียนสำคัญในการบริหารความเสี่ยงด้านราคาพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก การมีพอร์ตโฟลิโอการผลิตที่สมดุลเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของค่าไฟฟ้าและผลกำไรของบริษัท

ที่มา: The Philippine Star, 4 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 5 : รัฐซาบาห์อนุมัติการยกระดับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ Ulu Padas เป็นโรงไฟฟ้าแบบผสมผสานพลังน้ำและโซลาร์ลอยน้ำ

รายละเอียด:

  • คณะกรรมาธิการพลังงานแห่งซาบาห์ (Energy Commission of Sabah) ประเทศมาเลเซีย ได้อนุมัติแผนปรับปรุงโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Ulu Padas ให้เป็นโครงการแบบผสมผสาน (Hybrid) ระหว่างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 187.5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำขนาด 150 เมกะวัตต์กระแสสลับ (MWac)
  • โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท Upper Padas Power Sdn Bhd (UPPSB) ซึ่งมีบริษัท Gamuda Bhd ถือหุ้น 45% โดยคาดว่าส่วนของพลังงานน้ำจะผลิตไฟฟ้าได้ 1,052 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และส่วนของโซลาร์จะผลิตได้อีก 300 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
  • โครงการนี้มีสัญญาสัมปทาน 40 ปีสำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และ 25 ปีสำหรับโซลาร์ลอยน้ำ โดยคาดว่าโรงไฟฟ้าพลังน้ำจะแล้วเสร็จภายในปี 2573 และโซลาร์ลอยน้ำจะแล้วเสร็จในปี 2574 คาดว่าจะสร้างรายได้ต่อปีกว่า 450 ล้านริงกิต

ผลกระทบ:

  • การพัฒนาโครงการในรูปแบบผสมผสานระหว่างพลังน้ำและโซลาร์ลอยน้ำ เป็นแนวทางที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการใช้ประโยชน์สูงสุดจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำของเขื่อน ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดด้านการใช้ที่ดินสำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่
  • รูปแบบ Hybrid นี้ช่วยแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของพลังงานแสงอาทิตย์ (intermittency) ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถใช้โรงไฟฟ้าพลังน้ำซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงในการเดินเครื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าเมื่อการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลดลงในตอนกลางคืนหรือช่วงที่ไม่มีแดด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในภาพรวมของรัฐซาบาห์
  • โมเดลนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการปรับปรุงกริดให้ทันสมัย (Grid Modernization) และการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนหลากหลายประเภทเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพทั้งพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นแนวทางสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดโดยไม่กระทบต่อความเสถียรของระบบ

ที่มา: The Edge Malaysia, 5 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 6 : ไทยอนุมัติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมูลค่า 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ นำโดยโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของ TikTok

รายละเอียด:

  • คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทย ได้อนุมัติโครงการลงทุนมูลค่ารวม 9.58 แสนล้านบาท (ประมาณ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยโครงการที่ใหญ่ที่สุดคือการขยายโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัท TikTok System (Thailand) Co. มูลค่า 8.42 แสนล้านบาท
  • โครงการของ TikTok จะเป็นการเพิ่มเซิร์ฟเวอร์และขยายพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์อื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น โครงการของ DAMAC Group จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ Bridge Data Centres จากสิงคโปร์
  • การลงทุนเหล่านี้สะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังเพิ่มการใช้จ่ายในดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์

ผลกระทบ:

  • การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มหาศาล (Hyperscale Data Center) กำลังจะกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดกลุ่มใหม่ ซึ่งจะสร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อการวางแผนระบบไฟฟ้าของประเทศ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องวางแผนกำลังการผลิตและเสริมความแข็งแกร่งของระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและมีความมั่นคงสูงมาก (High Reliability)
  • ความต้องการพลังงานสะอาดเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่และกลไกการจัดหาพลังงานสีเขียวรูปแบบใหม่ๆ เช่น สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างเอกชน (Corporate PPA) เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่างมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน
  • กิจการไฟฟ้าจำเป็นต้องปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อให้บริการลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจรวมถึงการพัฒนาอัตราค่าไฟฟ้าพิเศษ การให้บริการด้านความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า (Reliability Services) และการนำเสนอโซลูชันพลังงานสะอาดแบบครบวงจร ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญในอนาคต

ที่มา: The Edge Malaysia, 6 พฤษภาคม 2569

ประเด็นประเด็นข่าวที่ 7 : อินโดนีเซียเตรียมแผนแม่บทกระจายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์สู่ภาคตะวันออกของประเทศ

รายละเอียด:

  • รัฐบาลอินโดนีเซีย โดยกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัล (Kemkomdigi) กำลังจัดทำแผนแม่บทเพื่อส่งเสริมการกระจายการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก จากปัจจุบันที่กระจุกตัวอยู่ในกรุงจาการ์ตาและเมืองบาตัม
  • นาย Wayan Toni Supriyanto อธิบดีกรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กล่าวว่าแผนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนาจะไม่จำกัดอยู่แค่ในภาคตะวันตกของประเทศ โดยกระทรวงฯ กำลังระบุพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยพิจารณาจากปัจจัยการเข้าถึงแหล่งพลังงานทางเลือกเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์
  • ปัจจุบันอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของอินโดนีเซียคาดว่าจะเติบโตจาก 1.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 เป็น 3.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574 ซึ่งรัฐบาลมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์ได้กลายเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจดิจิทัลและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา AI

ผลกระทบ:

  • นโยบายนี้สะท้อนถึงการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอินโดนีเซียที่เชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลเข้ากับการวางแผนพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้าอย่างชัดเจน การนำดาต้าเซ็นเตอร์ไปตั้งใกล้แหล่งพลังงานหมุนเวียนในภาคตะวันออกจะช่วยลดความจำเป็นในการสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระยะไกล ลดความสูญเสียในระบบ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานในพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • แนวทางนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ในการวางผังเมืองและเขตอุตสาหกรรมใหม่ โดยควรพิจารณาเรื่องแหล่งพลังงานและความสามารถของระบบไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลัก แทนที่จะปล่อยให้การพัฒนาเกิดขึ้นตามยถากรรมแล้วค่อยตามไปแก้ปัญหาโครงข่ายไฟฟ้าในภายหลัง
  • การกระจายศูนย์ข้อมูลออกไปจะช่วยลดความเสี่ยงจากการที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของประเทศต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป (Grid Concentration Risk) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวมของประเทศ

ที่มา: Antara News (English), 30 เมษายน 2569

ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ

  • อินโดนีเซียเตรียมใช้สถานการณ์สมมตินโยบายพลังงานที่ยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก โดยจะเร่งรัดการใช้ไบโอดีเซล B50 และพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการนำเข้า
  • รัฐบาลจาการ์ตาประกาศคงมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ต่อไป เพื่อสนับสนุนระบบนิเวศยานยนต์พลังงานสะอาดและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • เลขาธิการกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์เตือนว่าการยกเลิกค่าธรรมเนียมบางประเภท เช่น FIT-All และ GEA-All ออกจากบิลค่าไฟฟ้า อาจทำให้โครงการพลังงานหมุนเวียนและการผลิตไฟฟ้าของประเทศลดลง
  • AirTrunk บริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ของออสเตรเลีย ประกาศลงทุน 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ 2 แห่งในรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ตอกย้ำแนวโน้มการเติบโตของความต้องการพลังงานในภูมิภาค
  • บริษัท PT Vale Indonesia ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิล ได้รับสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (SLL) มูลค่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีตัวชี้วัดสำคัญคือการลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนและการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัท

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *