รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 04-Jul-2026 ถึง 10-Jul-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : มาเลเซียเผชิญความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลพุ่งสูง กระทรวงพลังงานคาดการณ์สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าอาจสูงถึง 31% ภายในปี พ.ศ. 2578
รายละเอียด:
- กระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสาธารณูปโภค (Petra) ของมาเลเซีย เปิดเผยว่า Tenaga Nasional Bhd (TNB) ได้จ่ายไฟฟ้าให้แก่ศูนย์ข้อมูลที่เปิดดำเนินการแล้ว 36 แห่ง ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าตามแผนรวมประมาณ 4.5 กิกะวัตต์ (GW) ณ ไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569
- TNB ยังต้องเตรียมรองรับโครงการศูนย์ข้อมูลอีก 23 แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดรวม 3.8 GW
- คณะกรรมการวางแผนและดำเนินงานการจัดหาไฟฟ้าและอัตราค่าไฟฟ้า (JPPPET) คาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 21.3 GW ในปี 2569 เป็น 33.5 GW ในปี 2578 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
- ภาคส่วนศูนย์ข้อมูลเพียงอย่างเดียวคาดว่าจะมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 31% หรือเทียบเท่า 73,274 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) ของความต้องการทั้งหมดในปี 2578 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนเพียง 7% ในปีปัจจุบัน
ผลกระทบ:
– การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของศูนย์ข้อมูล โดยเฉพาะที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังสร้างความท้าทายอย่างใหญ่หลวงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้ามาเลเซีย การเพิ่มขึ้นของโหลดไฟฟ้าที่กระจุกตัวและมีลักษณะการใช้งานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จะส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและโครงข่ายสายส่งของ TNB ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ามหาศาล
– ประเด็นดังกล่าวสะท้อนภาพความท้าทายระดับโลกที่กิจการไฟฟ้า (Utility) ต้องเผชิญ และเป็นบทเรียนสำคัญต่อประเทศอื่นๆ ในอาเซียน รูปแบบธุรกิจของ Utility ต้องปรับตัวเพื่อรองรับลูกค้ารายใหญ่กลุ่มใหม่นี้ ซึ่งรวมถึงการพัฒนารูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น การเสนอทางเลือกพลังงานสะอาด (Green Tariff) เพื่อตอบสนองเป้าหมายความยั่งยืนของบริษัทเทคโนโลยี และการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อบริหารจัดการเสถียรภาพของกริด
ที่มา: The Edge Malaysia, 7 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : มาเลเซียเสนอกรอบการเปลี่ยนผ่านโรงไฟฟ้าถ่านหินสู่ศูนย์กลางพลังงานสะอาด
รายละเอียด:
- รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสาธารณูปโภคของมาเลเซีย Datuk Seri Fadillah Yusof กล่าวว่า มาเลเซียมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังจะปลดระวางให้เป็นศูนย์กลางพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS)
- แผนดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบการทำงานระดับชาติว่าด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน (National Coal Site Repurposing Framework) ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่จากสินทรัพย์เดิมที่มีอยู่ เช่น โครงข่ายสายส่ง ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม
- รัฐบาลมาเลเซียยังคงยึดมั่นในเป้าหมายที่จะไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ และจะเปลี่ยนผ่านจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินภายในปี พ.ศ. 2587 รวมถึงตั้งเป้าสัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 70% ภายในปี พ.ศ. 2593
ผลกระทบ:
– แนวทางของมาเลเซียเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในการจัดการสินทรัพย์เดิม (Legacy Asset) ของอุตสาหกรรมไฟฟ้า การปรับเปลี่ยนพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่แล้วช่วยลดต้นทุนและเร่งรัดการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดได้ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่งไฟฟ้าที่พร้อมใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ห่างไกล
– นโยบายนี้สะท้อนถึงการวางแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน แต่ยังคำนึงถึงการใช้ประโยชน์สูงสุดจากโครงสร้างพื้นฐานเดิม การสร้างงานใหม่ และการลดผลกระทบทางสังคมจากการปิดตัวของโรงไฟฟ้าเก่า นับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศที่พึ่งพาถ่านหินในสัดส่วนสูงและกำลังวางแผนไปสู่เป้าหมาย Net Zero
ที่มา: The Edge Malaysia, 2 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : อินโดนีเซีย-สิงคโปร์ลงนาม MOU พัฒนาโครงการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน มุ่งสู่ ASEAN Power Grid
รายละเอียด:
- ในระหว่างการประชุมผู้นำประจำปี (Leaders’ Retreat) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ Lawrence Wong และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย Prabowo Subianto ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายฉบับ รวมถึงข้อตกลงด้านพลังงาน
- หนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญคือ MOU ระหว่างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย (Danantara) กับบริษัทพลังงานของสิงคโปร์ ได้แก่ Keppel Electric, Sembcorp Industries และ Singapore Energy Interconnections เพื่อพัฒนาโครงการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน
- นายกรัฐมนตรี Wong ระบุว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ในวงกว้าง
- ประธานาธิบดี Prabowo ได้มอบหมายให้ Danantara เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินความร่วมมือการค้าไฟฟ้าข้ามพรมแดน ซึ่งรวมถึงแผนการส่งออกไฟฟ้าอย่างน้อย 3.4 กิกะวัตต์ไปยังสิงคโปร์ภายในปี พ.ศ. 2578
ผลกระทบ:
– ข้อตกลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิด ASEAN Power Grid ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีผู้เล่นระดับรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเป็นแกนหลัก การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้กับสิงคโปร์ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ในการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และเปิดโอกาสให้อินโดนีเซียสามารถพัฒนาศักยภาพพลังงานหมุนเวียนมหาศาลของตนเพื่อการส่งออก
– โมเดลความร่วมมือนี้อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ในการสร้างกรอบการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดข้ามพรมแดนที่ชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดเสรีในตลาดไฟฟ้า และสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (IPP) และกิจการไฟฟ้า (Utility) ที่สามารถขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้
ที่มา: The Jakarta Post, 6 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : ฟิลิปปินส์กำลังพัฒนากฎระเบียบสำหรับเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) คาดแล้วเสร็จภายในสิ้นปี
รายละเอียด:
- คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) ของฟิลิปปินส์ กำลังพัฒนากรอบการกำกับดูแลสำหรับเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ซึ่งจะอนุญาตให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สามารถขายไฟฟ้าที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่กลับคืนสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้
- Sharon Montañer ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการดำเนินงานตลาดของ ERC หวังว่าจะสามารถออกกฎระเบียบดังกล่าวได้ภายในปีนี้ หลังจากผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน
- กรอบการทำงานนี้อาจมีรูปแบบคล้ายกับโครงการ Net Metering สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา โดยผู้ใช้ EV จะสามารถส่งไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้กับบริษัทจำหน่ายไฟฟ้า (Distribution Utility) เพื่อรับเป็นเครดิตในบิลค่าไฟฟ้า
- การพัฒนากฎระเบียบนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจภายใต้กฎหมายพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle Industry Development Act) ของฟิลิปปินส์
ผลกระทบ:
– การพัฒนากรอบ V2G เป็นการมองการณ์ไกลที่เปลี่ยนสถานะของรถยนต์ EV จากผู้ใช้ไฟฟ้า (Load) ให้กลายเป็นแหล่งพลังงานสำรองแบบกระจายตัว (Distributed Energy Resource) ซึ่งสามารถช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด
– นโยบายนี้จะสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่สำหรับ Utility และเจ้าของ EV โดย Utility สามารถใช้แบตเตอรี่ในรถ EV เป็นระบบกักเก็บพลังงานเสมือน (Virtual Power Plant) เพื่อให้บริการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) ขณะที่เจ้าของรถ EV จะมีรายได้เสริมจากการขายไฟฟ้าคืน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของรถและกระตุ้นให้เกิดการใช้ EV มากขึ้น เป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยในการวางแผนรองรับการเติบโตของ EV ในอนาคต
ที่มา: The Philippine Star, 1 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : ระบบไฟฟ้าหมู่เกาะวิสายาสของฟิลิปปินส์พ้นจากสภาวะเฝ้าระวัง หลังโรงไฟฟ้ากลับมาเดินเครื่องและนโยบายปฏิรูปของ DOE
รายละเอียด:
- กระทรวงพลังงาน (DOE) ของฟิลิปปินส์ประกาศว่าระบบโครงข่ายไฟฟ้าวิสายาส (Visayas grid) ได้ออกจากสภาวะเฝ้าระวัง (Yellow Alert) หลังจากโรงไฟฟ้าหลักกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง
- การกลับมาเดินเครื่องของหน่วยผลิตที่ 3 ของ Panay Energy Development Corp. (PEDC) ขนาด 150 เมกะวัตต์ ช่วยปรับปรุงสถานการณ์ปริมาณไฟฟ้าสำรองในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน Sharon S. Garin กล่าวว่าความสำเร็จนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านพลังงานในระยะยาว
- ปัจจุบัน ระบบไฟฟ้าวิสายาสมีกำลังผลิตพึ่งได้ (Dependable Capacity) อยู่ที่ 2,502 เมกะวัตต์ในช่วงกลางวัน และ 2,483 เมกะวัตต์ในช่วงค่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากการนำเข้าไฟฟ้าจากเกาะลูซอนและมินดาเนาผ่านสายส่งเชื่อมโยงประมาณ 700 เมกะวัตต์
ผลกระทบ:
– เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของระบบไฟฟ้าในลักษณะเกาะ (Island Grid) ที่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง การหยุดเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าหลักแม้เพียงแห่งเดียวสามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าทั้งภูมิภาคได้ทันที
– ความจำเป็นในการมีสายส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค (Interconnection) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มความยืดหยุ่นและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม ทำให้สามารถส่งผ่านไฟฟ้าจากพื้นที่ที่มีกำลังผลิตสำรองไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลนได้ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแนวคิดการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่เชื่อมโยงกันทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคอาเซียน
ที่มา: Inquirer, 6 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : TotalEnergies ENEOS และ Samsung Electronics เปิดตัวโครงการโซลาร์รูฟท็อป PPA ขนาดใหญ่ที่สุดในเวียดนาม
รายละเอียด:
- บริษัทร่วมทุน TotalEnergies ENEOS ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Rooftop Solar) ขนาดเกือบ 28 เมกะวัตต์พีค (MWp) ณ โรงงาน Samsung Electronics HCMC CE Complex ในนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม
- โครงการนี้เป็นโครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Power Purchase Agreement: PPA) สำหรับโซลาร์รูฟท็อปโครงการแรกและใหญ่ที่สุดภายใต้กรอบการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) ของเวียดนาม ผ่านการเชื่อมต่อสายส่งส่วนตัว (private-wire)
- ภายใต้สัญญา PPA ระยะเวลา 20 ปี TotalEnergies ENEOS เป็นผู้ลงทุน ติดตั้ง และจะดำเนินการและบำรุงรักษาระบบ ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้กว่า 40,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 26% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของโรงงาน
ผลกระทบ:
– ความสำเร็จของโครงการนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการใช้กลไก DPPA ในเวียดนาม ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดได้โดยตรงจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนโดยไม่ต้องผ่านรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า (EVN) เป็นการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่และกระตุ้นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน
– โมเดลนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับหลายประเทศ รวมถึงไทย ในการออกแบบนโยบายเปิดเสรีให้บุคคลที่สามใช้โครงข่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) หรือกลไก DPPA ที่เอื้อให้ภาคเอกชนสามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน (RE100) และลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปพร้อมกัน
ที่มา: Antara News (English), 6 กรกฎาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : อินโดนีเซียผลักดันอุตสาหกรรม EV และแบตเตอรี่ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาน้ำมัน
รายละเอียด:
- รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังส่งเสริมระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง โดยมองว่าเป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนรถยนต์ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
- อินโดนีเซียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันประมาณ 60% ของความต้องการในประเทศ ขณะที่การผลิตในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนมาใช้ EV ซึ่งใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองในประเทศจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
- นโยบาย Downstreaming อุตสาหกรรมนิกเกิล ซึ่งอินโดนีเซียมีแร่สำรองกว่า 40% ของโลก เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบไปจนถึงระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และแบตเตอรี่สำหรับ EV
- อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังเผชิญความท้าทายจากการที่ตลาดโลกหันไปนิยมใช้แบตเตอรี่ชนิด LFP มากขึ้น และโรงถลุงแร่ส่วนใหญ่ยังพึ่งพาไฟฟ้าจากถ่านหิน ซึ่งลดทอนความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ EV
ผลกระทบ:
– ยุทธศาสตร์ของอินโดนีเซียแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงนโยบายอุตสาหกรรมแร่ธาตุเข้ากับนโยบายพลังงานและการคมนาคมอย่างครบวงจร การควบคุมต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ทำให้อินโดนีเซียมีอำนาจต่อรองสูง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลภายในประเทศ
– การพัฒนาระบบนิเวศ BESS ที่แข็งแกร่งจากทรัพยากรในประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูงเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังมุ่งไปเพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้า
ที่มา: Antara News (English), 9 กรกฎาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- โครงการไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydro) ขนาด 120 เมกะวัตต์ในฟิลิปปินส์ โดยความร่วมมือระหว่าง First Gen Corp. และการชลประทานแห่งชาติ (NIA) ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
- AboitizPower ของฟิลิปปินส์ได้เริ่มก่อสร้างโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 60 เมกะวัตต์ในเมืองนาคา จังหวัดเซบู เพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าของหมู่เกาะวิสายาส
- Temasek ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งของสิงคโปร์ ประกาศจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็น 15% ของพอร์ตภายในปี พ.ศ. 2574 โดยมุ่งเน้นตลอดห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่พลังงานและศูนย์ข้อมูลไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์
- อินโดนีเซียกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนข้อกล่าวหาทุจริตในการจัดหาถ่านหินของบริษัทเหมืองแร่ท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่เหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างในหลายภูมิภาคของประเทศ
- อินโดนีเซียผลักดันโครงการไบโอดีเซล B50 อย่างเป็นทางการ โดยประธานาธิบดี Prabowo Subianto มุ่งหวังให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันได้รับประโยชน์สูงสุด และเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติ